๓. มณิถูณวิมานวณฺณนา

อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานนฺติ มณิถูณวิมานํ. ตสฺส กา อุปฺปตฺติ? ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน. เตน สมเยน สมฺพหุลา เถรา ภิกฺขู อรญฺญายตเน วิหรนฺติ. เตสํ คามํ ปิณฺฑาย คมนมคฺเค เอโก อุปาสโก วิสมํ สมํ กโรติ, กณฺฏเก นีหรติ, คจฺฉคุมฺเพ อปเนติ, อุทกกาเล มาติกาสุ เสตุํ พนฺธติ, วิวนฏฺฐาเนสุ ฉายารุกฺเข โรเปติ, ชลาสเยสุ มตฺติกํ อุทฺธริตฺวา เต ปุถุลคมฺภีเร กโรติ, ติตฺเถ สมฺปาเทติ, ยถาวิภวํ ทานํ เทติ, สีลํ รกฺขติ. โส อปรภาเค กาลํ กตฺวา ตาวตึเสสุ ทฺวาทสโยชนิเก กนกวิมาเน นิพฺพตฺติ. ตํ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร อุปสงฺกมิตฺวา อิมาหิ คาถาหิ ปฏิปุจฺฉิ –

๑๑๒๖. ‘‘อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ, สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ;

กูฏาคารา สตฺตสตา อุฬารา, เวฬุริยถมฺภา รุจกตฺถตา สุภา.

๑๑๒๗. ‘‘ตตฺถจฺฉสิ ปิวสิ ขาทสิ จ, ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคุํ;

ทิพฺพา รสา กามคุเณตฺถ ปญฺจ, นาริโย จ นจฺจนฺติ สุวณฺณจฺฉนฺนา.

๑๑๒๘. ‘‘เกน เตตาทิโส วณฺโณ…เป…วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตี’’ติ.

โสปิ ตสฺส คาถาหิ พฺยากาสิ –

๑๑๓๐. ‘‘โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน…เป… ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ’’.

๑๑๓๑. ‘‘อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูโต, วิวเน ปเถ สงฺกมนํ อกาสึ;

อารามรุกฺขานิ จ โรปยิสฺสํ, ปิยา จ เม สีลวนฺโต อเหสุํ;

อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺโต, สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ.

๑๑๓๒. ‘‘เตน เมตาทิโส วณฺโณ…เป…วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตี’’ติ.

๑๑๓๑. ตตฺถ วิวเนติ อรญฺเญ. อารามรุกฺขานิ จา อารามภูเต รุกฺเข, อารามํ กตฺวา ตตฺถ รุกฺเข โรเปสินฺติ อตฺโถ. เสสํ สพฺพํ วุตฺตนยเมว.

มณิถูณวิมานวณฺณนา นิฏฺฐิตา.