อุปาสกตฺตปฏิเวทนากถา
เอวํ ธาเรตูติ เอวํ ชานาตูติ อตฺโถ. เอตฺถ โก อุปาสโกติ สรูปปุจฺฉา, ตสฺมา กึลกฺขโณ อุปาสโกติ วุตฺตํ โหติ. กสฺมาติ เหตุปุจฺฉา. เตน เกน ปวตฺตินิมิตฺเตน อุปาสกสทฺโท ตสฺมึ ปุคฺคเล นิรุโฬฺหติ ทสฺเสติ. เตนาห ‘‘กสฺมา อุปาสโกติ วุจฺจตี’’ติ. สทฺทสฺส หิ อภิเธยฺยปวตฺตินิมิตฺตํ ตทตฺถสฺส ตพฺภาวการณํ. กิมสฺส สีลนฺติ กีทิสํ อสฺส อุปาสกสฺส สีลํ, กิตฺตเกน สีเลนายํ สีลสมฺปนฺโน นาม โหตีติ อตฺโถ. โก อาชีโวติ โก อสฺส สมฺมาอาชีโว. โส ปน มิจฺฉาชีวสฺส ปริวชฺชเนน โหตีติ โสปิ วิภชียติ. กา วิปตฺตีติ กสฺส สีลสฺส อาชีวสฺส วา วิปตฺติ. อนนฺตรสฺส หิ วิธิ วา ปฏิเสโธ วา. สมฺปตฺตีติ เอตฺถาปิ เอเสว นโย.
อิทํ ปกิณฺณกํ เวทิตพฺพนฺติ กถํ เวทิตพฺพํ? วุจฺจเต – โก อุปาสโกติ ขตฺติยาทีสุ โย โกจิ ติสรณํ คโต คหฏฺโฐ. สรณคมนเมว เหตฺถ การณํ, น ชาติอาทิวิเสโส. วุตฺตเญฺหตํ ‘‘ยโต โข, มหานาม, พุทฺธํ สรณํ คโต โหติ, ธมฺมํ, สงฺฆํ สรณํ คโต โหติ. เอตฺตาวตา โข, มหานาม, อุปาสโก โหตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๓๓).
กสฺมา อุปาสโกติ รตนตฺตยอุปาสนโต. เตเนว สรณคมเนน ตตฺถ จ สกฺกจฺจกิริยาย อาทรคารวพหุมานาทิโยเคน ปยิรุปาสนโตติ วุตฺตํ โหติ. โส หิ พุทฺธํ อุปาสตีติ อุปาสโก. ธมฺมํ, สงฺฆํ อุปาสตีติ อุปาสโก.
กิมสฺส สีลนฺติ ปญฺจ เวรมณิโย. เวรมณิโยติ เจตฺถ เวรํ วุจฺจติ ปาณาติปาตาทีสุ ทุสฺสีลฺยํ, ตสฺส มนนโต หนนโต วินาสนโต เวรมณิโย ปญฺจ วิรติโย วิรติปฺปธานตฺตา ตสฺส สีลสฺส. วุตฺตเญฺหตํ ‘‘ยโต โข, มหานาม, อุปาสโก ปาณาติปาตา ปฏิวิรโต โหติ, อทินฺนาทานา, กาเมสุมิจฺฉาจารา, มุสาวาทา, สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา ปฏิวิรโต โหติ. เอตฺตาวตา โข, มหานาม, อุปาสโก สีลวา โหตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๓๓).
โก อาชีโวติ ปญฺจ มิจฺฉาวณิชฺชา ปหาย ธมฺเมน สเมน ชีวิตกปฺปนํ. วุตฺตเญฺหตํ – ‘‘ปญฺจิมา, ภิกฺขเว, วณิชฺชา อุปาสเกน อกรณียา. กตมา ปญฺจ? สตฺถวณิชฺชา สตฺตวณิชฺชา มํสวณิชฺชา มชฺชวณิชฺชา วิสวณิชฺชา. อิมา โข, ภิกฺขเว, ปญฺจ วณิชฺชา อุปาสเกน อกรณียา’’ติ (อ. นิ. ๕.๑๗๗).
เอตฺถ จ สตฺถวณิชฺชาติ อาวุธภณฺฑํ กตฺวา วา กาเรตฺวา วา ยถากตํ วา ปฏิลภิตฺวา ตสฺส วิกฺกโย. สตฺตวณิชฺชาติ มนุสฺสวิกฺกโย. มํสวณิชฺชาติ สูนการาทโย วิย มิคสูกราทิเก โปเสตฺวา มํสํ สมฺปาเทตฺวา วิกฺกโย. มชฺชวณิชฺชาติ ยํ กิญฺจิ มชฺชํ โยเชตฺวา ตสฺส วิกฺกโย. วิสวณิชฺชาติ วิสํ โยเชตฺวา สงฺคเหตฺวา วา ตสฺส วิกฺกโย. ตตฺถ สตฺถวณิชฺชา ปโรปโรธนิมิตฺตตาย อกรณียา วุตฺตา, สตฺตวณิชฺชา อภุชิสฺสภาวกรณโต, มํสวิสวณิชฺชา วธเหตุโต, มชฺชวณิชฺชา ปมาทฏฺฐานโตติ เวทิตพฺพา.
กา วิปตฺตีติ ยา ตสฺเสว สีลสฺส จ อาชีวสฺส จ วิปตฺติ เภโท โกโป ปโกโป จ, อยมสฺส วิปตฺติ. อปิจ ยาย เอส จณฺฑาโล เจว โหติ มลญฺจ ปฏิกุฏฺโฐ จ, สาปิสฺส วิปตฺตีติ เวทิตพฺพา. เต จ อตฺถโต อสฺสทฺธิยาทโย ปญฺจ ธมฺมา โหนฺติ. ยถาห –
‘‘ปญฺจหิ, ภิกฺขเว, ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อุปาสโก อุปาสกจณฺฑาโล จ โหติ อุปาสกมลญฺจ อุปาสกปฏิกุฏฺโฐ จ. กตเมหิ ปญฺจหิ? อสฺสทฺโธ โหติ, ทุสฺสีโล โหติ, โกตูหลมงฺคลิโก โหติ, มงฺคลํ ปจฺเจติ, โน กมฺมํ, อิโต จ พหิทฺธา ทกฺขิเณยฺยํ ปริเยสติ, ตตฺถ จ ปุพฺพการํ กโรตี’’ติ (อ. นิ. ๕.๑๗๕).
เอตฺถ จ อุปาสกปฏิกุฏฺโฐติ อุปาสกนิหีโน. พุทฺธาทีสุ กมฺมกมฺมผเลสุ จ สทฺธาวิปริยาโย อสฺสทฺธิยํ มิจฺฉาธิโมกฺโข, ยถาวุตฺเตน อสฺสทฺธิเยน สมนฺนาคโต อสฺสทฺโธ. ยถาวุตฺตสีลวิปตฺติอาชีววิปตฺติวเสน ทุสฺสีโล. ‘‘อิมินา ทิฏฺฐาทินา อิทํ นาม มงฺคลํ โหตี’’ติ เอวํ พาลชนปริกปฺปิตโกตูหลสงฺขาเตน ทิฏฺฐสุตมุตมงฺคเลน สมนฺนาคโต โกตูหลมงฺคลิโก. มงฺคลํ ปจฺเจตีติ ทิฏฺฐมงฺคลาทิเภทํ มงฺคลเมว ปตฺติยายติ. โน กมฺมนฺติ กมฺมสฺสกตํ โน ปตฺติยายติ. อิโตพหิทฺธาติ อิโต สพฺพญฺญุพุทฺธสาสนโต พหิทฺธา พาหิรกสมเย. ทกฺขิเณยฺยํ ปริเยสตีติ ทุปฺปฏิปนฺนํ ทกฺขิณารหสญฺญี คเวสติ. ปุพฺพการํ กโรตีติ ทานมานนาทิกํ กุสลกิริยํ ปฐมตรํ กโรติ. เอตฺถ จ ทกฺขิเณยฺยปอเยสนปุพฺพกาเร เอกํ กตฺวา ปญฺจ ธมฺมา เวทิตพฺพา.
กา สมฺปตฺตีติ สาว ตสฺส สีลสมฺปทา จ อาชีวสมฺปทา จ สมฺปตฺติ, เย จสฺส รตนภาวาทิกรา สทฺธาทโย ปญฺจ ธมฺมา. ยถาห –
‘‘ปญฺจหิ, ภิกฺขเว, ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต อุปาสโก อุปาสกรตนญฺจ โหติ อุปาสกปทุมญฺจ อุปาสกปุณฺฑรีโก จ. กตเมหิ ปญฺจหิ? สทฺโธ โหติ, สีลวา โหติ, น โกตูหลมงฺคลิโก โหติ, กมฺมํ ปจฺเจติ, โน มงฺคลํ, น อิโต พหิทฺธา ทกฺขิเณยฺยํ ปริเยสติ, อิธ จ ปุพฺพการํ กโรตี’’ติ.
เอตฺถ จ จตุนฺนมฺปิ ปริสานํ รติชนนฏฺเฐน อุปาสโกว รตนํ อุปาสกรตนํ, คุณโสภากิตฺติสทฺทสุคนฺธตาหิ อุปาสโกว ปทุมํ อุปาสกปทุมํ, ตถา อุปาสกปุณฺฑรีโก จ เวทิตพฺโพ. เสสเมตฺถ วิปตฺติยํ วุตฺตวิปริยาเยน วิญฺเญยฺยํ. เอวมิทํ ‘‘โก อุปาสโก’’ติอาทิกํ ปกิณฺณกํ วิตฺถารโต เวทิตพฺพํ. อิมสฺส ปน ปกิณฺณกสฺส อิธ วิตฺถาเรตฺวา อวจเน การณํ ทสฺเสนฺโต อาห ‘‘ตํ อติภาริยกรณโต’’ติอาทิ.
อาทิมฺหีติ อาทิอตฺเถ. โกฏิยนฺติ ปริยนฺตโกฏิยํ. วิหารคฺเคนาติ โอวรกโกฏฺฐาเสน, ‘‘อิมสฺมึ คพฺเภ วสนฺตานํ อิทํ ปนสผลํ ปาปุณาตี’’ติอาทินา ตํตํวสนฏฺฐานโกฏฺฐาเสนาติ อตฺโถ. อชฺชตนฺติ อชฺช อิจฺเจว อตฺโถ. ปาเณหิ อุเปตนฺติ อิมินา ตสฺส สรณคมนสฺส อาปาณโกฏิกตํ ทสฺเสนฺโต ‘‘ยาว เม ชีวิตํ ปวตฺตตี’’ติอาทีนิ วตฺวา ปุน ชีวิเตนปหํ วตฺถุตฺตยํ ปฏิปูเชนฺโต สรณคมนญฺจ รกฺขามีติ อุปฺปนฺนํ ตสฺส พฺราหฺมณสฺส อธิปฺปายํ วิภาเวนฺโต ‘‘อหญฺหี’’ติอาทิมาห. ปาเณหิ อุเปตนฺติ หิ ยาว เม ปาณา ธรนฺติ, ตาว สรณํ อุเปตํ, อุเปนฺโต น วาจามตฺเตน น เอกวารํ จิตฺตุปฺปาทนมตฺเตน, อถ โข ปาณานํ ปริจฺจชนวเสน ยาวชีวํ อุเปตนฺติ เอวเมตฺถ อตฺโถ เวทิตพฺโพ.
อธิวาเสตูติ สาทิยตุ, ตํ ปน สาทิยนํ มนสา สมฺปฏิคฺคโห โหตีติ อาห ‘‘สมฺปฏิจฺฉตู’’ติ. กายงฺคนฺติ กายเมว องฺคนฺติ วทนฺติ, กายสฺส วา องฺคํ สีสาทิ กายงฺคํ, สีสาทิ สรีราวยวนฺติ วุตฺตํ โหติ. วาจงฺคนฺติ ‘‘โหตุ สาธู’’ติ เอวมาทิวาจาย องฺคํ อวยวํ. วาจงฺคสฺส โจปนํ วาจาย ปวตฺตนเมวาติ เวทิตพฺพํ. อพฺภนฺตเรเยวาติ อตฺตโน จิตฺตสนฺตาเนเยว. ขนฺตึ จาเรตฺวาติ ขนฺตึ ปวตฺเตตฺวา, รุจึ อุปฺปาเทตฺวาติ วุตฺตํ โหติ. ‘‘ขนฺตึ ธาเรตฺวา’’ติปิ ปาโฐ, อุปฺปนฺนํ รุจึ อพฺภนฺตเรเยว ธาเรตฺวา วจีเภเทน อปกาเสตฺวาติ วุตฺตํ โหติ.
กถํ ปน เวรญฺโช พฺราหฺมโณ ภควโต อธิวาสนํ อญฺญาสิ. น หิ เตน สกฺกา ภควโต จิตฺตปฺปวตฺติ ปจฺจกฺขโต วิญฺญาตุํ, ตสฺมา ‘‘ภควโต อธิวาสนํ วิทิตฺวา’’ติ กสฺมา วุตฺตนฺติ เจ? กิญฺจาปิ เตน น สกฺกา จิตฺตปฺปวตฺติ ปจฺจกฺขโต วิญฺญาตุํ, ตถาปิ อาการสลฺลกฺขณกุสลตาย อนฺวยพฺยติเรกวเสน อนุมานโต อญฺญาสีติ ทสฺเสนฺโต อาห ‘‘สเจ เม สมโณ โคตโม’’ติอาทิ. อาการสลฺลกฺขณกุสลตายาติ จิตฺตปฺปวตฺติอาการวิชานเน เฉกตาย, อธิปฺปายวิชานเน กุสลตายาติ วุตฺตํ โหติ. ทสนขสโมธานสมุชฺชลนฺติ ทฺวีสุ หตฺเถสุ ทสนฺนํ นขานํ สโมธาเนน เอกีภาเวน สมุชฺชลนฺตํ. อญฺชลินฺติ หตฺถปุฏํ. ปฏิมุโขเยวาติ อภิมุโขเยว, น ภควโต ปิฏฺฐึ ทสฺเสตฺวาติ อตฺโถ. วนฺทิตฺวาติ ปญฺจปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา.
อุปาสกตฺตปฏิเวทนากถา นิฏฺฐิตา.