๑. ปตฺตสิกฺขาปทวณฺณนา
อวิกปฺปิโตติ ‘‘อิมํ ปตฺตํ ตุยฺหํ วิกปฺเปมี’’ติอาทินา นเยน อวิกปฺปิโต. อฑฺฒาฬฺหโกทนํ คณฺหาตีติ มคธนาฬิยา ทฺวินฺนํ ตณฺฑุลนาฬีนํ โอทนํ คณฺหาติ. ‘‘มคธนาฬิ นาม อฑฺฒเตรสปลา โหตี’’ติ อนฺธกฏฺฐกถายํ วุตฺตํ. ‘‘สีหฬทีเป ปกตินาฬิ มหนฺตา, ทมิฬนาฬิ ขุทฺทกา, มคธนาฬิ ปมาณยุตฺตา, ตาย มคธนาฬิยา ทิยฑฺฒนาฬิ เอกา สีหฬนาฬิ โหตี’’ติ (ปารา. อฏฺฐ. ๒.๖๐๒) มหาอฏฺฐกถายํ วุตฺตํ. อนุตฺตณฺฑุลนฺติ ปากโต อุกฺกนฺตํ ตณฺฑุลํ อุตฺตณฺฑุลํ, น อุตฺตณฺฑุลํ อนุตฺตณฺฑุลํ. สพฺพสมฺภารสงฺขโตติ ชีรกาทิสพฺพสมฺภาเรหิ สงฺขโต. อาโลปสฺส จตุตฺถภาคปฺปมาณํ พฺยญฺชนํ อาโลปสฺส อนุรูปพฺยญฺชนํ.
เอวํ อุกฺกฏฺฐปตฺตํ ทสฺเสตฺวา อิทานิ มชฺฌิโมมกานิ ทสฺเสตุํ ‘‘อุกฺกฏฺฐโต’’ติอาทิมาห. ตตฺรายํ นโย – สเจ นาฬิโกทนาทิ สพฺพมฺปิ ปกฺขิตฺตํ วุตฺตนเยเนว เหฏฺฐิมราชิสมํ ติฏฺฐติ, อยํ มชฺฌิโม นาม ปตฺโต. สเจ ตํ ราชึ อติกฺกมฺม ถูปีกตํ ติฏฺฐติ, อยํ มชฺฌิโมมโก นาม ปตฺโต. สเจ ตํ ราชึ น สมฺปาปุณาติ, อนฺโตคธเมว โหติ, อยํ มชฺฌิมุกฺกฏฺโฐ นาม ปตฺโต. สเจ ปตฺโตทนาทิ สพฺพมฺปิ ปกฺขิตฺตํ เหฏฺฐิมราชิสมํ ติฏฺฐติ, อยํ โอมโก นาม ปตฺโต. สเจ ตํ ราชึ อติกฺกมฺม ถูปีกตํ ติฏฺฐติ, อยํ โอมโกมโก นาม ปตฺโต. สเจ ตํ ราชึ น สมฺปาปุณาติ, อนฺโตคธเมว โหติ, อยํ โอมกุกฺกฏฺโฐ นาม ปตฺโตติ. เตนาห ‘‘เตสมฺปิ วุตฺตนเยเนว เภโท เวทิตพฺโพ’’ติ.
อิทานิ เตสุ อธิฏฺฐานวิกปฺปนานธิฏฺฐานาวิกปฺปนุปเค ทสฺเสตุํ ‘‘อิจฺเจเตสู’’ติอาทิมาห. ตตฺถ อุกฺกฏฺฐุกฺกฏฺโฐติ อุกฺกฏฺฐโต อุกฺกฏฺโฐ. ตโต หิ โส ‘‘อปตฺโต’’ติ วุตฺโต. โอมโกมโกติ โอมกโต โอมโก. ตโต หิ โส ‘‘อปตฺโต’’ติ วุตฺโต. เอเต ปน ภาชนปริโภเคน ปริภุญฺชิตพฺพา, น อธิฏฺฐานุปคา น วิกปฺปนุปคา, อิตเร ปน สตฺต อธิฏฺฐหิตฺวา วา วิกปฺเปตฺวา วา ปริภุญฺชิตพฺพา. เตนาห ‘‘เสสา สตฺต ปตฺตา ปมาณยุตฺตา นามา’’ติ.
ตสฺมาติ ยสฺมา สตฺต ปตฺตา ปมาณยุตฺตา, ตสฺมา. สมณสารุปฺเปน ปกฺกนฺติ เอตฺถ อโยปตฺโต ปญฺจหิ ปาเกหิ (ปารา. อฏฺฐ. ๒.๖๐๘) ปกฺโก สมณสารุปฺเปน ปกฺโก โหติ, มตฺติกาปตฺโต ทฺวีหิ ปาเกหิ. สเจ เอโก ปาโก อูโน โหติ, น อธิฏฺฐานุปโค. ยถา จ สมณสารุปฺเปน ปกฺโกเยว อธิฏฺฐานุปโค, ตถา อุโภปิ ยํ มูลํ ทาตพฺพํ, ตสฺมึ ทินฺเนเยว อธิฏฺฐานุปคา. ยทิ ปน อปฺปกมฺปิ อทินฺนํ โหติ, น อธิฏฺฐานุปคา. เตนาห ‘‘สเจ ปนา’’ติอาทิ. ‘‘กากณิกมตฺตํ นาม ทิยฑฺฒวีหี’’ติ วทนฺติ. สเจปิ ปตฺตสามิโก วทติ ‘‘ยทา ตุมฺหากํ มูลํ ภวิสฺสติ, ตทา ทสฺสถ, อธิฏฺฐหิตฺวา ปริภุญฺชถา’’ติ, เนว อธิฏฺฐานุปโค โหติ. ปากสฺส หิ อูนตฺตา ปตฺตสงฺขํ น คจฺฉติ. มูลสฺส สกลสฺส วา เอกเทสสฺส วา อทินฺนตฺตา สกภาวํ น อุเปติ, อญฺญสฺเสว สนฺตโก โหติ. ตสฺมา ปาเก จ มูเล จ นิฏฺฐิเตเยว อธิฏฺฐานุปโค โหติ. โย อธิฏฺฐานุปโค, เสฺวว วิกปฺปนุปโค จ. เตนาห ‘‘อปจฺจุทฺธรนฺเตนา’’ติอาทิ. อปจฺจุทฺธรนฺเตน วิกปฺเปตพฺโพติ ปุราณปตฺตํ อปจฺจุทฺธรนฺเตน นโว ปตฺโต วิกปฺเปตพฺโพติ อตฺโถ, ฐเปตพฺโพติ อธิปฺปาโย. กงฺคุสิตฺถนฺติ สตฺตนฺนํ ธญฺญานํ ลามกธญฺญสิตฺถนฺติ อาห ‘‘กงฺคุสิตฺถนิกฺขมนมตฺเตน ฉิทฺเทนา’’ติ.
ปตฺตสิกฺขาปทวณฺณนา นิฏฺฐิตา.