๒. อูนปญฺจพนฺธนสิกฺขาปทวณฺณนา

อสฺสาติ อิมสฺส ปตฺตสฺส. เตน อูนปญฺจพนฺธเนนาติ เตน อูนปญฺจพนฺธเนน ปตฺเตน อุปลกฺขิโต หุตฺวาติ อตฺโถ. อูนปญฺจพนฺธโน หิ ปตฺโต เอตฺถ ลกฺขณภาเวน คหิโต. เตเนวาห ‘‘อิตฺถมฺภูตสฺส ลกฺขเณ กรณวจน’’นฺติ. ตตฺถ อิตฺถมฺภูตสฺสาติ กญฺจิ ปการํ ปตฺตสฺส. ลกฺขียเต อเนนาติ ลกฺขณํ, ตสฺมึ กรณวจนํ, ตติยาวิภตฺตีติ อตฺโถ. ‘‘ปกาโร’’ติ จ สามญฺญสฺส เภทโก วิเสโส วุจฺจติ. ตถา หิ อูนปญฺจพนฺธเนน ปตฺเตนาติ เอตฺถ ภิกฺขุภาวสามญฺญสฺส อูนปญฺจพนฺธนปตฺตภาโว ปกาโร, ตํ ภิกฺขุ อาปนฺโน, ตสฺส ปตฺโต ลกฺขณํ. ยทิ อปริปุณฺณปญฺจพนฺธโน ปตฺโต อูนปญฺจพนฺธโน นาม โหติ, อถ กสฺมา อิมสฺส ปทภาชนิยํ อพนฺธโนปิ วุตฺโตติ อาห ‘‘ตตฺถา’’ติอาทิ. ตตฺถ ตตฺถาติ วาโกฺยปญฺญาเส. พนฺธโนกาเส สติ วา อสติ วา พนฺธนวิรหิโต ปตฺโต อพนฺธโน, ปญฺจพนฺธนานํ โอกาโส อสฺสาติ ปญฺจพนฺธโนกาโส. อปตฺโตติ ปตฺโต นาม น โหตีติ อตฺโถ, ปากติกํ กาตุํ อสมตฺโถติ วุตฺตํ โหติ. อิทญฺจ อญฺญสฺส วิญฺญาปเน การณวจนํ. เตนาห ‘‘ตสฺมา อญฺญํ วิญฺญาเปตุํ วฏฺฏตี’’ติ.

พนฺธนญฺจ นาเมตํ ยสฺมา พนฺธโนกาเส สติ โหติ, อสติ น โหติ, ตสฺมา ตสฺส ลกฺขณํ, พนฺธนวิธิญฺจ ทสฺเสตุํ ‘‘ยสฺมึ ปนา’’ติอาทิ วุตฺตํ. มุขวฏฺฏิสมีเป ปน ปตฺตเวธเกน วิชฺฌิยมาเน กปาลสฺส พหลตฺตา ภิชฺชติ, ตสฺมา เหฏฺฐา วิชฺฌิตพฺโพ. เตนาห ‘‘เหฏฺฐิมปริยนฺเต’’ติอาทิ. สุขุมํ วา ฉิทฺทํ กตฺวา พนฺธิตพฺโพติ สุขุเม ฉิทฺเท ติปุปฏฺฏาทีหิ ปโยชนํ นตฺถิ, สุตฺตํ ปกฺขิปิตฺวาว อธิฏฺฐาตพฺโพติ อธิปฺปาโย. น เกวลํ ติปุสุตฺตกาทินาว พนฺธิตพฺโพติ อาห ‘‘ผาณิต’’นฺติอาทิ. ผาณิตํ ฌาเปตฺวา ปาสาณจุณฺเณนาติ ปาสาณจุณฺเณน สทฺธึ ผาณิตํ ปจิตฺวา ตถาปกฺเกน ปาสาณจุณฺเณนาติ อตฺโถ. นิสฺสชฺชิตพฺโพติ ‘‘อยํ เม, ภนฺเต, ปตฺโต อูนปญฺจพนฺธเนน ปตฺเตน เจตาปิโต นิสฺสคฺคิโย, อิมาหํ สงฺฆสฺส นิสฺสชฺชามี’’ติ (ปารา. ๖๑๓) นิสฺสชฺชิตพฺโพ. เตนาห ‘‘นิสฺสชฺชนฺเตนา’’ติอาทิ. สมฺมเตนาติ –

‘‘สุณาตุ เม, ภนฺเต, สงฺโฆ, ยทิ สงฺฆสฺส ปตฺตกลฺลํ, สงฺโฆ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ ปตฺตคฺคาหาปกํ สมฺมนฺเนยฺย, เอสา ญตฺติ. สุณาตุ เม, ภนฺเต, สงฺโฆ, สงฺโฆ อิตฺถนฺนามํ ภิกฺขุํ ปตฺตคฺคาหาปกํ สมฺมนฺนติ, ยสฺสายสฺมโต ขมติ อิตฺถนฺนามสฺส ภิกฺขุโน ปตฺตคฺคาหาปกสฺส สมฺมุติ, โส ตุณฺหสฺส. ยสฺส นกฺขมติ, โส ภาเสยฺย. สมฺมโต สงฺเฆน อิตฺถนฺนาโม ภิกฺขุ ปตฺตคฺคาหาปโก, ขมติ สงฺฆสฺส, ตสฺมา ตุณฺหี, เอวเมตํ ธารยามี’’ติ (ปารา. ๖๑๔) –

เอวํ ปทภาชเน วุตฺตาย ญตฺติทุติยกมฺมวาจาย สมฺมเตน. ปตฺตสฺส วิชฺชมานคุณํ วตฺวาติ ‘‘อยํ, ภนฺเต, ปตฺโต ปมาณยุตฺโต สุนฺทโร เถรานุรูโป’’ติอาทินา (ปารา. อฏฺฐ. ๒.๖๑๕) วิชฺชมานานิสํสํ วตฺวา. ปตฺตปริยนฺโตติ ปริยนฺเต ฐิตปตฺโต. อเทเสติ มญฺจปีฐจฺฉตฺตนาคทนฺตกาทิเก อเทเส. ปตฺตสฺส หิ นิกฺขิปนเทโส ‘‘อนุชานามิ, ภิกฺขเว, อาธารก’’นฺติอาทินา นเยน ขนฺธเก วุตฺโตเยว. อปริโภเคนาติ ยาคุรนฺธนรชนปจนาทินา อยุตฺตปริโภเคน. อนฺตรามคฺเค ปน พฺยาธิมฺหิ อุปฺปนฺเน อญฺญสฺมึ ภาชเน อสติ มตฺติกาย ลิมฺปิตฺวา ยาคุํ ปจิตุํ, อุทกํ วา ตาเปตุํ วฏฺฏติ. วิสฺสชฺเชตีติ อญฺญสฺส เทติ. สเจ ปน สทฺธิวิหาริโก วา อนฺเตวาสิโก วา อญฺญํ วรปตฺตํ ฐเปตฺวา ‘‘อยํ มยฺหํ สารุปฺโป, อยํ เถรสฺสา’’ติ คณฺหาติ, วฏฺฏติ. อญฺโญ วา ตํ คเหตฺวา อตฺตโน ปตฺตํ เทติ, วฏฺฏติ. ‘‘มยฺหเมว ปตฺตํ อาหรา’’ติ วตฺตพฺพกิจฺจํ นตฺถิ.

ญาตกปฺปวาริเตติ เอตฺถ สงฺฆวเสน ปวาริตฏฺฐาเน ปญฺจพนฺธเนเนว วฏฺฏติ, ปุคฺคลวเสน ปน ปวาริตฏฺฐาเน อูนปญฺจพนฺธเนนาปิ. อกตวิญฺญตฺติ นาม ‘‘วท, ภนฺเต, ปจฺจเยนา’’ติ เอวํ อกตฏฺฐาเน วิญฺญตฺติ.

อูนปญฺจพนฺธนสิกฺขาปทวณฺณนา นิฏฺฐิตา.