๑. ปตฺตสิกฺขาปทวณฺณนา
๕๙๘-๖๐๒. ปตฺตวคฺคสฺส ปฐเม ภณฺฑนฺติ วิกฺเกตพฺพภณฺฑํ. ยสฺมา วณฺณสทฺโท สณฺฐานชาติรูปายตนการณปมาณคุณปสํสาทีสุ ทิสฺสติ. ‘‘มหนฺตํ สปฺปราชวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา’’ติอาทีสุ (สํ. นิ. ๑.๑๔๒) หิ สณฺฐานํ วุจฺจติ. ‘‘พฺราหฺมโณว เสฏฺโฐ วณฺโณ, หีโน อญฺโญ วณฺโณ’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๒.๔๐๒) ชาติ. ‘‘ปรมาย วณฺณโปกฺขรตาย สมนฺนาคโต’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๓๐๓) รูปายตนํ.
‘‘น หรามิ น ภญฺชามิ, อารา สิงฺฆามิ วาริชํ;
อถ เกน นุ วณฺเณน, คนฺธตฺเถโนติ วุจฺจตี’’ติ. (สํ. นิ. ๑.๒๓๔; ชา. ๑.๖.๑๑๖) –
อาทีสุ การณํ. ‘‘ตโย ปตฺตสฺส วณฺณา’’ติอาทีสุ (ปารา. ๖๐๒) ปมาณํ. ‘‘กทา สญฺญุฬฺหา ปน เต คหปติ อิเม สมณสฺส โคตมสฺส วณฺณา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๒.๗๗) คุโณ. ‘‘วณฺณารหสฺส วณฺณํ ภาสตี’’ติอาทีสุ (อ. นิ. ๔.๓) ปสํสา. ตสฺมา วุตฺตํ ‘‘ตโย ปตฺตสฺส วณฺณาติ ตีณิ ปตฺตสฺส ปมาณานี’’ติ.
อฑฺฒเตรสปลา โหตีติ เอตฺถ ‘‘มาสานํ อฑฺฒเตรสปลานิ คณฺหาตี’’ติ วทนฺติ. ‘‘มคธนาฬิ นาม ฉปสตา นาฬี’’ติ เกจิ. ‘‘อฏฺฐปสตา’’ติ อปเร. ตตฺถ ปุริมานํ มเตน ติปสตาย นาฬิยา เทฺว นาฬิโย เอกา มคธนาฬิ โหติ, ปจฺฉิมานํ จตุปสตาย นาฬิยา เทฺว นาฬิโย เอกา มคธนาฬิ. อาจริยธมฺมปาลตฺเถเรน ปน ‘‘ปกติยา จตุมุฏฺฐิกํ กุฑุวํ, จตุกุฑุวํ นาฬิกํ, ตาย นาฬิยา โสฬส นาฬิโย โทณํ, ตํ ปน มคธนาฬิยา ทฺวาทส นาฬิโย โหนฺตี’’ติ วุตฺตํ, ตสฺมา เตน นเยน ‘‘มคธนาฬิ นาม ปญฺจ กุฑุวานิ เอกญฺจ มุฏฺฐึ เอกาย มุฏฺฐิยา ตติยญฺจ ภาคํ คณฺหาตี’’ติ เวทิตพฺพํ.
สพฺพสมฺภารสงฺขโตติ ชีรกาทิสพฺพสมฺภาเรหิ สงฺขโต. อาโลปสฺส อาโลปสฺส อนุรูปนฺติ เอตฺถ ‘‘พฺยญฺชนสฺส มตฺตา นาม โอทนจตุตฺโถ ภาโค’’ติ พฺรหฺมายุสุตฺตสฺส อฏฺฐกถายํ (ม. นิ. อฏฺฐ. ๒.๓๘๗) วุตฺตตฺตา อาโลปสฺส จตุตฺถภาคปฺปมาณํ พฺยญฺชนํ อาโลปสฺส อนุรูปนฺติ คเหตพฺพํ. อิธ ปน สูปสฺเสว โอทนจตุตฺถภาคปฺปมาณตํ ทสฺเสตฺวา เอตสฺส ลกฺขเณ ทสฺสิเต อิตรสฺสปิ ทสฺสิตเมว โหตีติ พฺยญฺชนสฺส ตถา วิเสเสตฺวา ปมาณํ น ทสฺสิตํ.
มคธนาฬิยา อุปฑฺฒปฺปมาโณ อิธ ปตฺโถติ อาห ‘‘ปตฺโถทนนฺติ มคธนาฬิยา อุปฑฺฒนาฬิโกทน’’นฺติ. อิมินา จ ‘‘ปตฺถทฺวยํ มคธนาฬี’’ติ ทสฺสิตํ โหติ. ปตฺโถ จ ‘‘จตุปโล กุฑุโว, จตุกุฑุโว ปตฺโถ’’ติ อิมินา โลกิยโวหาเรน เวทิตพฺโพ. ภาชนปริโภเคนาติ อุทกาหรณาทินา ภาชนปริโภเคน.
๖๐๗. โธเตติ ปริโภคาวสานทสฺสนตฺถํ วุตฺตํ, น ปน โธเตเยว ทุกฺกฏํ อาปชฺชติ ตโต ปุเรตรํ ปริโภคกาเลเยว อาปชฺชนโต.
๖๐๘. ปญฺจหิ ทฺวีหีติ อิทํ ‘‘เอตฺตาวตา กาฬวณฺณตา สมฺปชฺชตี’’ติ ทสฺสนตฺถํ วุตฺตํ. ‘‘ยทิ ปน เอเกนปิ ปาเกน กาฬวณฺโณ โหติ, อธิฏฺฐานุปโคเยวา’’ติ วทนฺติ. หตฺถานาคตสฺสปิ อธิฏฺฐาตพฺพภาวทสฺสนตฺถํ ‘‘ยทิหี’’ติอาทิ วุตฺตํ. อิมินา จ ทูเร ฐิตมฺปิ อธิฏฺฐาตุํ วิกปฺเปตุญฺจ ลภติ, ฐปิตฏฺฐานสลฺลกฺขณญฺจ น ปมาณนฺติ เวทิตพฺพํ. สุตฺวา วาติ ปตฺตการเกน เปสิตภิกฺขุนา อนาณตฺโต เกวลํ ตสฺส กเถนฺตสฺส วจนมตฺตํ สุตฺวา. น ปมาณนฺติ เตน อเปสิตตฺตา. สามนฺตวิหาเรติ อิทํ อุปจารมตฺตํ, ตโต ทูเร ฐิตมฺปิ อธิฏฺฐาตุํ วฏฺฏติเยว. ฐปิตฏฺฐานํ สลฺลกฺเขตฺวาติ อิทมฺปิ อุปจารมตฺตํ, ปตฺตสลฺลกฺขณเมเวตฺถ ปมาณํ. ปตฺเต วา ฉิทฺทํ โหตีติ มุขวฏฺฏิโต เหฏฺฐา ทฺวงฺคุลมตฺโตกาสโต ปฏฺฐาย ยตฺถ กตฺถจิ ฉิทฺทํ โหติ. เสสเมตฺถ ปฐมกถิเน วุตฺตนยเมว.
ปตฺตสิกฺขาปทวณฺณนา นิฏฺฐิตา.