๗. วิหารการสิกฺขาปทวณฺณนา
๓๖๕. สตฺตเม เอวํนามเก นคเรติ โกสมฺพีนามเก. ตสฺส กิร นครสฺส อารามโปกฺขรณีอาทีสุ เตสุ เตสุ ฐาเนสุ โกสมฺพรุกฺขาว อุสฺสนฺนา อเหสุํ, ตสฺมา โกสมฺพีติ สงฺขฺยํ อคมาสิ. กุสุมฺพสฺส นาม อิสิโน อสฺสมโต อวิทูเร มาปิตตฺตาติ เอเก. อิทํ วุตฺตํ โหติ – กุสุมฺพสฺส อิสิโน นิวาสภูมิ โกสมฺพี, ตสฺส จ อวิทูเร ภวตฺตา นครํ โกสมฺพีติ สงฺขฺยํ คตนฺติ. โฆสิตนามเกน กิร เสฏฺฐินา โส การิโตติ เอตฺถ โก โฆสิตเสฏฺฐิ, กถญฺจาเนน โส อาราโม การิโตติ? ปุพฺเพ กิร อทฺทิลรฏฺฐํ นาม อโหสิ. ตโต โกตูหลโก นาม ทลิทฺโท ฉาตกภเยน สปุตฺตทาโร สุภิกฺขํ รฏฺฐํ คจฺฉนฺโต ปุตฺตํ วหิตุํ อสกฺโกนฺโต ฉฑฺเฑตฺวา อคมาสิ. มาตา นิวตฺติตฺวา ตํ คเหตฺวา คตา. เต เอกํ โคปาลกคามํ ปวิสึสุ. โคปาลกานญฺจ ตทา พหุปายาโส ปฏิยตฺโต โหติ, ตโต ปายาสํ ลภิตฺวา ภุญฺชึสุ. อถ โส ปุริโส พหุตรํ ปายาสํ ภุตฺโต ชีราเปตุํ อสกฺโกนฺโต รตฺติภาเค กาลํ กตฺวา ตตฺเถว สุนขิยา กุจฺฉิสฺมึ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา กุกฺกุโร ชาโต, โส โคปาลกสฺส ปิโย อโหสิ. โคปาลโก จ ปจฺเจกพุทฺธํ อุปฏฺฐาติ. ปจฺเจกพุทฺโธปิ ภตฺตกิจฺจกาเล กุกฺกุรสฺส เอกํ ปิณฺฑํ เทติ. โส ปจฺเจกพุทฺเธ สิเนหํ อุปฺปาเทตฺวา โคปาลเกน สทฺธึ ปณฺณสาลมฺปิ คจฺฉติ, โคปาลเก อสนฺนิหิเต ภตฺตเวลายํ สยเมว คนฺตฺวา กาลาโรจนตฺถํ ปณฺณสาลทฺวาเร ภุสฺสติ, อนฺตรามคฺเคปิ จณฺฑมิเค ทิสฺวา ภุสฺสิตฺวา ปลาเปติ. โส ปจฺเจกพุทฺเธ มุทุเกน จิตฺเตน กาลํ กตฺวา เทวโลเก นิพฺพตฺติ. ตตฺราสฺส ‘‘โฆสกเทวปุตฺโต’’เตฺวว นามํ อโหสิ.
โส เทวโลกโต จวิตฺวา โกสมฺพิยํ เอกสฺมึ กุลฆเร นิพฺพตฺติ. ตํ อปุตฺตโก กิร เสฏฺฐิ ตสฺส มาตาปิตูนํ ธนํ ทตฺวา ปุตฺตํ กตฺวา อคฺคเหสิ. อถ อตฺตโน ปุตฺเต ชาเต สตฺตกฺขตฺตุํ ฆาตาเปตุํ อุปกฺกมิ. โส ปุญฺญวนฺตตาย สตฺตสุปิ ฐาเนสุ มรณํ อปฺปตฺวา อวสาเน เอกาย เสฏฺฐิธีตาย เวยฺยตฺติเยน ลทฺธชีวิโก อปรภาเค ปิตุ อจฺจเยน เสฏฺฐิฏฺฐานํ ปตฺวา โฆสิตเสฏฺฐิ นาม ชาโต. อญฺเญปิ โกสมฺพิยํ กุกฺกุฏเสฏฺฐิ, ปาวาริยเสฏฺฐีติ เทฺว เสฏฺฐิโน อตฺถิ, อิมินา สทฺธึ ตโย อเหสุํ.
เตน จ สมเยน เตสํ สหายกานํ เสฏฺฐีนํ กุลูปกา ปญฺจสตา อิสโย ปพฺพตปาเท วสึสุ. เต กาเลน กาลํ โลณมฺพิลเสวนตฺถํ มนุสฺสปถํ อาคจฺฉนฺติ. อเถกสฺมึ วาเร คิมฺหสมเย มนุสฺสปถํ อาคจฺฉนฺตา นิรุทกํ มหากนฺตารํ อติกฺกมิตฺวา กนฺตารปริโยสาเน มหนฺตํ นิโคฺรธรุกฺขํ ทิสฺวา จินฺเตสุํ ‘‘ยาทิโส อยํ รุกฺโข, อทฺธา เอตฺถ มเหสกฺขาย เทวตาย ภวิตพฺพํ, สาธุ วตสฺส, สเจ โน ปานียํ วา ปริโภชนียํ วา ทเทยฺยา’’ติ. เทวตา อิสีนํ อชฺฌาสยํ วิทิตฺวา ‘‘อิเมสํ สงฺคหํ กริสฺสามี’’ติ อตฺตโน อานุภาเวน วิฏปนฺตรโต นงฺคลสีสมตฺตํ อุทกธารํ ปวตฺเตสิ. อิสิคโณ รชตกฺขนฺธสทิสํ อุทกวฏฺฏึ ทิสฺวา อตฺตโน ภาชเนหิ อุทกํ คเหตฺวา ปริโภคํ กตฺวา จินฺเตสิ ‘‘เทวตาย อมฺหากํ ปริโภคุทกํ ทินฺนํ, อิทํ ปน อคามกํ มหารญฺญํ, สาธุ วตสฺส, สเจ โน อาหารมฺปิ ทเทยฺยา’’ติ. เทวตา อิสีนํ อุปกปฺปนวเสน ทิพฺพานิ ยาคุขชฺชกาทีนิ ทตฺวา สนฺตปฺเปสิ.
อิสโย จินฺตยึสุ ‘‘เทวตาย อมฺหากํ ปริโภคุทกมฺปิ โภชนมฺปิ สพฺพํ ทินฺนํ, สาธุ วตสฺส, สเจ โน อตฺตานํ ทสฺเสยฺยา’’ติ. เทวตา เตสํ อชฺฌาสยํ วิทิตฺวา อุปฑฺฒกายํ ทสฺเสสิ. เทวเต มหตี เต สมฺปตฺติ, กึ กมฺมํ กตฺวา อิมํ สมฺปตฺตึ อธิคตาสีติ. นาติมหนฺตํ ปริตฺตกํ กมฺมํ กตฺวาติ. อุปฑฺฒุโปสถกมฺมํ นิสฺสาย หิ เทวตาย สมฺปตฺติ ลทฺธา. อนาถปิณฺฑิกสฺส กิร เคเห อยํ เทวปุตฺโต กมฺมกาโร อโหสิ. เสฏฺฐิสฺส หิ เคเห อุโปสถทิวเสสุ อนฺตมโส ทาสกมฺมกาเร อุปาทาย สพฺโพ ชโน อุโปสถิโก โหติ. เอกทิวสํ อยํ กมฺมกาโร เอกโกว ปาโต อุฏฺฐาย กมฺมนฺตํ คโต. มหาเสฏฺฐิ นิวาปํ ลภมานมนุสฺเส สลฺลกฺเขนฺโต เอตสฺเสเวกสฺส อรญฺญํ คตภาวํ ญตฺวา อสฺส สายมาสตฺถาย นิวาปํ อทาสิ. ภตฺตการทาสี เอกสฺเสว ภตฺตํ ปจิตฺวา อรญฺญโต อาคตสฺส ภตฺตํ วฑฺเฒตฺวา อทาสิ. กมฺมกาโร จินฺตยิ ‘‘อญฺเญสุ ทิวเสสุ อิมสฺมึ กาเล เคหํ เอกสทฺทํ อโหสิ, อชฺช อติวิย สนฺนิสินฺนํ, กึ นุ โข เอต’’นฺติ. ตสฺส สา อาจิกฺขิ ‘‘อชฺช อิมสฺมึ เคเห สพฺเพ มนุสฺสา อุโปสถิกา, มหาเสฏฺฐิ ตุเยฺหเวกสฺส นิวาปํ อทาสี’’ติ. เอวํ อมฺมาติ. อาม สามีติ. ‘‘อิมสฺมึ กาเล อุโปสถํ สมาทินฺนสฺส อุโปสถกมฺมํ โหติ, น โหตี’’ติ มหาเสฏฺฐึ ปุจฺฉ อมฺมาติ. ตาย คนฺตฺวา ปุจฺฉิโต มหาเสฏฺฐิ อาห – ‘‘สกลอุโปสถกมฺมํ น โหติ, อุปฑฺฒกมฺมํ ปน โหติ, อุโปสถิโก โหตี’’ติ. กมฺมกาโร ภตฺตํ อภุญฺชิตฺวา มุขํ วิกฺขาเลตฺวา อุโปสถิโก หุตฺวา วสนฏฺฐานํ คเหตฺวา นิปชฺชิ. ตสฺส อาหารปริกฺขีณกายสฺส รตฺตึ วาโต กุปฺปิ. โส ปจฺจูสสมเย กาลํ กตฺวา อุปฑฺฒุโปสถกมฺมนิสฺสนฺเทน มหาวตฺตนิอฏวิทฺวาเร นิโคฺรธรุกฺขเทวปุตฺโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ.
โส ตํ ปวตฺตึ อิสีนํ อาโรเจสิ. อิสโย ปุจฺฉึสุ ‘‘ตุเมฺหหิ มยํ ‘พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ’ติ อสฺสุตปุพฺพํ สาวิตา, อุปฺปนฺโน นุ โข โลเก พุทฺโธ’’ติ. อาม, ภนฺเต, อุปฺปนฺโนติ. อิทานิ กุหึ วสตีติ. สาวตฺถิยํ นิสฺสาย เชตวเน, ภนฺเตติ. อิสโย ‘‘ติฏฺฐถ ตุเมฺห, มยํ สตฺถารํ ปสฺสิสฺสามา’’ติ หฏฺฐตุฏฺฐา นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน โกสมฺพีนครํ สมฺปาปุณึสุ. มหาเสฏฺฐิโน ‘‘อิสโย อาคตา’’ติ ปจฺจุคฺคมนํ กตฺวา ‘‘เสฺว อมฺหากํ ภิกฺขํ คณฺหถ, ภนฺเต’’ติ นิมนฺเตตฺวา ปุนทิวเส อิสิคณสฺส มหาทานํ อทํสุ. อิสโย ‘‘ภุตฺวาว คจฺฉามา’’ติ อาปุจฺฉึสุ. ภนฺเต, ตุเมฺห อญฺญสฺมึ กาเล เอกมฺปิ มาสํ เทฺวปิ ตโยปิ จตฺตาโรปิ มาเส วสิตฺวา คจฺฉถ, อิมสฺมึ ปน วาเร หิยฺโย อาคนฺตฺวา ‘‘อชฺเชว คจฺฉามา’’ติ วทถ, กึ อิทนฺติ. อาม คหปตโย พุทฺโธ โลเก อุปฺปนฺโน, น โข ปน สกฺกา ชีวิตนฺตราโย ชานิตุํ, เตน มยํ ตุริตา คจฺฉามาติ. เตน หิ, ภนฺเต, มยมฺปิ อาคจฺฉาม, อเมฺหหิ สทฺธึเยว คจฺฉถาติ. ‘‘ตุเมฺห อคาริยา นาม มหาชฏา, ติฏฺฐถ ตุเมฺห, มยํ ปุเรตรํ คมิสฺสามา’’ติ นิกฺขมิตฺวา เอกฏฺฐาเน เทฺว ทิวสานิ อวสิตฺวา ตุริตคมเนน สาวตฺถึ ปตฺวา เชตวนวิหาเร สตฺถุ สนฺติกเมว อคมํสุ. ตตฺถ มธุรธมฺมกถํ สุตฺวา สพฺเพว ปพฺพชิตฺวา อรหตฺตํ ปาปุณึสุ.
เตปิ ตโย เสฏฺฐิโน ปญฺจหิ ปญฺจหิ สกฏสเตหิ สปฺปิมธุผาณิตาทีนิ เจว ปฏฺฏุณฺณทุกูลาทีนิ จ อาทาย โกสมฺพิโต นิกฺขมิตฺวา อนุปุพฺเพน สาวตฺถึ ปตฺวา เชตวนสามนฺเต ขนฺธาวารํ พนฺธิตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทึสุ. สตฺถา ติณฺณมฺปิ สหายานํ มธุรธมฺมกถํ กเถสิ. เต พลวโสมนสฺสชาตา สตฺถารํ นิมนฺเตตฺวา ปุนทิวเส มหาทานํ อทํสุ, ปุน นิมนฺเตตฺวา ปุนทิวเสติ เอวํ อฑฺฒมาสํ ทานํ ทตฺวา ‘‘ภนฺเต, อมฺหากํ ชนปทํ อาคมนาย ปฏิญฺญํ เทถา’’ติ ปาทมูเล นิปชฺชึสุ. ภควา ‘‘สุญฺญาคาเร โข คหปตโย ตถาคตา อภิรมนฺตี’’ติ อาห. ‘‘เอตฺตาวตา ปฏิญฺญา ทินฺนา นาม โหตี’’ติ คหปตโย สลฺลกฺเขตฺวา ‘‘ทินฺนา โน ภควตา ปฏิญฺญา’’ติ ปาทมูเล นิปชฺชิตฺวา ทสพลํ วนฺทิตฺวา นิกฺขมิตฺวา อนฺตรามคฺเค โยชเน โยชเน วิหารํ กาเรตฺวา อนุปุพฺเพน โกสมฺพึ ปตฺวา ‘‘โลเก พุทฺโธ อุปฺปนฺโน’’ติ กถยึสุ. ตโย ชนา อตฺตโน อตฺตโน อาราเม มหนฺตํ ธนปริจฺจาคํ กตฺวา ภควโต วิหาเร การาเปสุํ. ตตฺถ กุกฺกุฏเสฏฺฐินา การิโต กุกฺกุฏาราโม นาม อโหสิ. ปาวาริกเสฏฺฐินา อมฺพวเน การิโต ปาวาริกมฺพวนํ นาม. โฆสิเตน การิโต โฆสิตาราโม นาม อโหสิ. ตํ สนฺธาย วุตฺตํ ‘‘โฆสิตนามเกน กิร เสฏฺฐินา โส การิโต’’ติ.
โย อภินิกฺขมนกาเล สทฺธึ นิกฺขนฺโต, ยสฺส จ สตฺถารา ปรินิพฺพานกาเล พฺรหฺมทณฺโฑ อาณตฺโต, ตํ สนฺธายาห ‘‘โพธิสตฺตกาเล อุปฏฺฐากฉนฺนสฺสา’’ติ. อิมินา จ โย มชฺฌิมนิกาเย ฉนฺโนวาทสุตฺเต (ม. นิ. ๓.๓๘๙ อาทโย) คิลาโน หุตฺวา ธมฺมเสนาปตินา โอวทิยมาโนปิ มารณนฺติกเวทนํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต ติเณฺหน สตฺเถน กณฺฐนาฬึ ฉินฺทิตฺวา มรณภเย อุปฺปนฺเน คตินิมิตฺเต จ อุปฏฺฐิเต อตฺตโน ปุถุชฺชนภาวํ ญตฺวา สํวิคฺโค วิปสฺสนํ ปฏฺฐเปตฺวา สงฺขาเร ปริคฺคณฺหนฺโต อรหตฺตํ ปตฺวา สมสีสี หุตฺวา ปรินิพฺพายิ, อยํ โส น โหตีติ ทสฺเสติ. ปูชาวจนปฺปโยเค กตฺตริ สามิวจนสฺสปิ อิจฺฉิตตฺตา อาห ‘‘คามสฺส วา ปูชิต’’นฺติ. ลกฺขณํ ปเนตฺถ สทฺทสตฺถานุสารโต เวทิตพฺพํ. เอเกโก โกฏฺฐาโสติ เอเกโก ภาโค.
๓๖๖. กิริยโต สมุฏฺฐานภาโวติ เกวลํ กิริยามตฺตโต สมุฏฺฐานภาวํ ปฏิกฺขิปติ, วตฺถุโน ปน อเทสนาย กุฏิกรณกิริยาย จ สมุฏฺฐานโต กิริยากิริยโต สมุฏฺฐาตีติ เวทิตพฺพํ. อิมสฺมึ สิกฺขาปเท ภิกฺขู วา อนภิเนยฺยาติ เอตฺถ วา-สทฺโท ‘‘อยํ วา โส มหานาโค’’ติอาทีสุ วิย อวธารณตฺโถติ ทฏฺฐพฺโพ.
วิหารการสิกฺขาปทวณฺณนา นิฏฺฐิตา.