๑๒. ทุพฺพจสิกฺขาปทวณฺณนา
๔๒๔. ทฺวาทสเม วมฺภนวจนนฺติ ครหวจนํ. อปสาเทตุกาโมติ ขิปิตุกาโม, ตชฺเชตุกาโม วา, ฆฏฺเฏตุกาโมติ วุตฺตํ โหติ. สฏสทฺโท ปติตสทฺเทน สมานตฺโถ. วิเสสนสฺส จ ปรนิปาตํ กตฺวา ติณกฏฺฐปณฺณสฏนฺติ วุตฺตนฺติ อาห ‘‘ตตฺถ ตตฺถ ปติตํ ติณกฏฺฐปณฺณ’’นฺติ. เกนาปีติ วาตสทิเสน นทีสทิเสน จ เกนาปิ.
๔๒๕-๔๒๖. วตฺตุํ อสกฺกุเณยฺโยติ กิสฺมิญฺจิ วุจฺจมาเน อสหนโต โอวทิตุํ อสกฺกุเณยฺโย. ทุกฺขํ วโจ เอตสฺมึ วิปฺปฏิกูลคฺคาเห วิปจฺจนีกวาเท อนาทเร ปุคฺคเลติ ทุพฺพโจ. เตนาห ‘‘ทุกฺเขน กิจฺเฉน วทิตพฺโพ’’ติอาทิ. ทุพฺพจภาวกรณีเยหีติ ทุพฺพจภาวการเกหิ. กตฺตุอตฺเถ อนียสทฺโท ทฏฺฐพฺโพ. เตเนวาห ‘‘เย ธมฺมา ทุพฺพจํ ปุคฺคลํ กโรนฺตี’’ติอาทิ. ปาปิกา อิจฺฉา เอตสฺสาติ ปาปิจฺโฉ, ตสฺส ภาโว ปาปิจฺฉตา, อสนฺตคุณสมฺภาวนตา ปฏิคฺคหเณ จ อมตฺตญฺญุตา ปาปิจฺฉตาติ เวทิตพฺพา. อตฺตุกฺกํสกา จ เต ปรวมฺภกา จาติ อตฺตุกฺกํสกปรวมฺภกา. เย อตฺตานํ อุกฺกํสนฺติ อุกฺขิปนฺติ อุจฺเจ ฐาเน ฐเปนฺติ, ปรญฺจ วมฺเภนฺติ ครหนฺติ นีเจ ฐาเน ฐเปนฺติ, เตสเมตํ อธิวจนํ. เตสํ ภาโว อตฺตุกฺกํสกปรวมฺภกตา. กุชฺฌนสีโล โกธโน, ตสฺส ภาโว โกธนตา. กุชฺฌนลกฺขณสฺส โกธสฺเสตํ อธิวจนํ.
ปุพฺพกาเล โกโธ, อปรกาเล อุปนาโหติ อาห ‘‘โกธเหตุ อุปนาหิตา’’ติ. ตตฺถ อุปนหนสีโล, อุปนาโห วา เอตสฺส อตฺถีติ อุปนาหี, ตสฺส ภาโว อุปนาหิตา. ปุนปฺปุนํ จิตฺตปริโยนทฺธลกฺขณสฺส โกธสฺเสเวตํ อธิวจนํ. สกิญฺหิ อุปฺปนฺโน โกโธ โกโธเยว, ตตุตฺตริ อุปนาโห. อภิสงฺโคติ ทุมฺโมจนีโย พลวอุปนาโห. โส อสฺส อตฺถีติ อภิสงฺคี, ตสฺส ภาโว อภิสงฺคิตา. ทุมฺโมจนียสฺส พลวอุปนาหสฺเสตํ อธิวจนํ. โจทกํ ปฏิปฺผรณตาติ โจทกสฺส ปฏิวิรุทฺเธน ปจฺจนีเกน หุตฺวา อวฏฺฐานํ. โจทกํ อปสาทนตาติ ‘‘กึ นุ โข ตุยฺหํ พาลสฺส อพฺยตฺตสฺส ภณิเตน, ตฺวมฺปิ นาม ภณิตพฺพํ มญฺญิสฺสสี’’ติ เอวํ โจทกสฺส ฆฏฺฏนา. โจทกสฺส ปจฺจาโรปนตาติ ‘‘ตฺวมฺปิ โขสิ อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโน, ตํ ตาว ปฏิกโรหี’’ติ เอวํ โจทกสฺส อุปริ ปฏิอาโรปนตา.
อญฺเญน อญฺญํ ปฏิจรณตาติ อญฺเญน การเณน, วจเนน วา อญฺญสฺส การณสฺส, วจนสฺส วา ปฏิจฺฉาทนวเสน จรณตา. ปฏิจฺฉาทนตฺโถ เอว วา จรสทฺโท อเนกตฺถตฺตา ธาตูนนฺติ ปฏิจฺฉาทนตาติ อตฺโถ. ตาย สมนฺนาคโต หิ ปุคฺคโล ยํ โจทเกน โทสวิภาวนการณํ, วจนํ วา วุตฺตํ, ตํ ตโต อญฺเญเนว โจทนาย อมูลิกภาวทีปเนน การเณน, ตทตฺถโพธเกน วจเนน วา ปฏิจฺฉาเทติ. ‘‘อาปตฺตึ อาปนฺโนสี’’ติ วุตฺเต ‘‘โก อาปนฺโน, กึ อาปนฺโน, กิสฺมึ อาปนฺโน, กํ ภณถ, กึ ภณถา’’ติ วา วตฺวา ‘‘เอวรูปํ กิญฺจิ ตยา ทิฏฺฐ’’นฺติ วุตฺเต ‘‘น สุณามี’’ติ โสตํ วา อุปนาเมตฺวา วิกฺเขปํ กโรนฺโตปิ อญฺเญนญฺญํ ปฏิจฺฉาเทติ. ‘‘อิตฺถนฺนามํ อาปตฺตึ อาปนฺโนสี’’ติ ปุฏฺเฐ ‘‘ปาฏลิปุตฺตํ คโตมฺหี’’ติ วตฺวา ปุน ‘‘น ตว ปาฏลิปุตฺตคมนํ ปุจฺฉาม, อาปตฺตึ ปุจฺฉามา’’ติ วุตฺเต ตโต ‘‘ราชคหํ คโตมฺหี’’ติ วตฺวา ‘‘ราชคหํ วา ยาหิ พฺราหฺมณคหํ วา, อาปตฺตึ อาปนฺโนสี’’ติ วุตฺเต ‘‘ตตฺถ เม สูกรมํสํ ลทฺธ’’นฺติอาทีนิ วตฺวา พหิทฺธา กถาวิกฺขิปนมฺปิ อตฺถโต อญฺเญนญฺญํ ปฏิจรณเมวาติ วิสุํ น คหิตํ.
อปทาเนนาติ อตฺตโน จริยาย. อปทียนฺติ หิ โทสา เอเตน ทกฺขียนฺติ, ลุยนฺติ ฉิชฺชนฺตีติ วา อปทานํ, สตฺตานํ สมฺมา มิจฺฉา วา วตฺตปฺปโยโค. น สมฺปายนตาติ ‘‘อาวุโส, ตฺวํ กุหึ วสสิ, กํ นิสฺสาย วสสี’’ติ วา ‘‘ยํ ตฺวํ วเทสิ ‘มยา เอส อาปตฺตึ อาปชฺชนฺโต ทิฏฺโฐ’ติ, ตฺวํ ตสฺมึ สมเย กึ กโรสิ, อยํ กึ กโรติ, กตฺถ จ ตฺวํ อโหสิ, กตฺถ อย’’นฺติ วา อาทินา นเยน จริยํ ปุฏฺเฐน สมฺปาเทตฺวา อกถนํ.
มกฺขิปฬาสิตาติ เอตฺถ ปรคุณมกฺขนลกฺขโณ มกฺโข, โส เอตสฺส อตฺถีติ มกฺขี. ตาทิโส ปุคฺคโล อคาริโย อนคาริโย วา สมาโน ปเรสํ สุกตกรณํ วินาเสติ. อคาริโยปิ หิ เกนจิ อนุกมฺปเกน ทลิทฺโท สมาโน อุจฺจฏฺฐาเน ฐปิโต, อปเรน สมเยน ‘‘กึ ตยา มยฺหํ กต’’นฺติ ตสฺส สุกตกรณํ วินาเสติ. อนคาริโยปิ สามเณรกาลโต ปภุติ อาจริเยน วา อุปชฺฌาเยน วา จตูหิ ปจฺจเยหิ อุทฺเทสปริปุจฺฉาทีหิ จ อนุคฺคเหตฺวา ธมฺมกถานยปกรณโกสลฺลาทีนิ สิกฺขาปิโต, อปเรน สมเยน ราชราชมหามตฺตาทีหิ สกฺกโต ครุกโต อาจริยุปชฺฌาเยสุ อจิตฺตีกโต จรมาโน ‘‘อยํ อเมฺหหิ ทหรกาเล เอว อนุคฺคหิโต สํวทฺธิโต จ, อถ จ ปนิทานิ นิสฺสิเนโห ชาโต’’ติ วุจฺจมาโน ‘‘กึ มยฺหํ ตุเมฺหหิ กต’’นฺติ เตสํ สุกตกรณํ วินาเสติ.
‘‘พหุสฺสุเตปิ ปุคฺคเล อชฺโฌตฺถริตฺวา อีทิสสฺส เจว พหุสฺสุตสฺส อนิยตา คติ, ตว วา มม วา โก วิเสโส’’ติอาทินา นเยน อุปฺปชฺชมาโน ยุคคฺคาหลกฺขโณ ปฬาโส. โส ปรคุเณหิ อตฺตโน คุณานํ สมกรณรโส. ตถา เหส ปเรสํ คุเณ ฑํสิตฺวา วิย อตฺตโน คุเณหิ สเม กโรตีติ ปฬาโสติ วุจฺจติ, โส เอตสฺส อตฺถีติ ปฬาสี. มกฺขี จ ปฬาสี จ มกฺขิปฬาสิโน, เตสํ ภาโว มกฺขิปฬาสิตา. อตฺถโต ปน มกฺโข เจว ปฬาโส จ.
อิสฺสติ ปรสมฺปตฺตึ น สหตีติ อิสฺสุกี. มจฺฉรายติ อตฺตโน สมฺปตฺตึ นิคูหติ, ปเรสํ สาธารณภาวํ น สหติ, มจฺเฉรํ วา เอตสฺส อตฺถีติ มจฺฉรี. สฐยติ น สมฺมา ภาสตีติ สโฐ, อตฺตโน อวิชฺชมานคุณปฺปกาสนลกฺขเณน สาเฐยฺเยน สมนฺนาคโต เกราฏิกปุคฺคโล. เกราฏิโก จ อานนฺทมจฺโฉ วิย โหติ. อานนฺทมจฺโฉ นาม กิร มจฺฉานํ นงฺคุฏฺฐํ ทสฺเสติ, สปฺปานํ สีสํ ‘‘ตุเมฺหหิ สทิโส อห’’นฺติ ชานาเปตุํ, เอวเมว เกราฏิโก ปุคฺคโล ยํ ยํ สุตฺตนฺติกํ วา อาภิธมฺมิกํ วา อุปสงฺกมติ, ตํ ตํ เอวํ วทติ ‘‘อหํ ตุมฺหากํ อนฺเตวาสี, ตุเมฺห มยฺหํ อนุกมฺปกา, นาหํ ตุเมฺห มุญฺจามี’’ติ ‘‘เอวเมเต ‘สคารโว อยํ อเมฺหสุ สปฺปติสฺโส’ติ มญฺญิสฺสนฺตี’’ติ. สาเฐยฺเยน หิ สมนฺนาคตสฺส ปุคฺคลสฺส อสนฺตคุณสมฺภาวเนน จิตฺตานุรูปกิริยาวิหรโต ‘‘เอวํจิตฺโต เอวํกิริโย’’ติ ทุวิญฺเญยฺยตฺตา กุจฺฉึ วา ปิฏฺฐึ วา ชานิตุํ น สกฺกา. ยโต โส –
‘‘วาเมน สูกโร โหติ, ทกฺขิเณน อชามิโค;
สเรน เนลโก โหติ, วิสาเณน ชรคฺคโว’’ติ. (ที. นิ. อฏฺฐ. ๒.๒๙๖; วิภ. อฏฺฐ. ๘๙๔; มหานิ. อฏฺฐ. ๑๖๖) –
เอวํ วุตฺตยกฺขสูกรสทิโส โหติ. กตปาปปฏิจฺฉาทนลกฺขณา มายา, สา อสฺส อตฺถีติ มายาวี.
ถมฺภสมงฺคิตาย ถทฺโธ. วาตภริตภสฺตาสทิสถทฺธภาวปคฺคหิตสิรอนิวาตวุตฺติการกโรติ ถมฺโภ. เยน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล คิลิตนงฺคลสทิโส วิย อชคโร, วาตภริตภสฺตา วิย จ ถทฺโธ หุตฺวา ครุฏฺฐานิเย ทิสฺวา โอนมิตุมฺปิ น อิจฺฉติ, ปริยนฺเตเนว จรติ. อพฺภุนฺนติลกฺขโณ อติมาโน, โส เอตสฺส อตฺถีติ อติมานี.
สํ อตฺตโน ทิฏฺฐึ ปรามสติ สภาวํ อติกฺกมิตฺวา ปรโต อามสตีติ สนฺทิฏฺฐิปรามาสี. อาธานํ คณฺหาตีติ อาธานคฺคาหี. ‘‘อาธาน’’นฺติ ทฬฺหํ วุจฺจติ, ทฬฺหคฺคาหีติ อตฺโถ. ยุตฺตํ การณํ ทิสฺวาว ลทฺธึ ปฏินิสฺสชฺชตีติ ปฏินิสฺสคฺคี, ทุกฺเขน กิจฺเฉน กสิเรน พหุมฺปิ การณํ ทสฺเสตฺวา น สกฺกา ปฏินิสฺสคฺคึ กาตุนฺติ ทุปฺปฏินิสฺสคฺคี, โย อตฺตโน ทิฏฺฐึ ‘‘อิทเมว สจฺจ’’นฺติ ทฬฺหํ คณฺหิตฺวา อปิ พุทฺธาทีหิ การณํ ทสฺเสตฺวา วุจฺจมาโน น ปฏินิสฺสชฺชติ, ตสฺเสตํ อธิวจนํ. ตาทิโส หิ ปุคฺคโล ยํ ยเทว ธมฺมํ วา อธมฺมํ วา สุณาติ, ตํ สพฺพํ ‘‘เอวํ อมฺหากํ อาจริเยหิ กถิตํ, เอวํ อเมฺหหิ สุต’’นฺติ กุมฺโมว องฺคานิ สเก กปาเล อนฺโตเยว สโมทหติ. ยถา หิ กจฺฉโป อตฺตโน ปาทาทิเก องฺเค เกนจิ ฆฏฺฏิเต สพฺพานิ องฺคานิ อตฺตโน กปาเลเยว สโมทหติ, น พหิ นีหรติ, เอวมยมฺปิ ‘‘น สุนฺทโร ตว คาโห, ฉฑฺเฑหิ น’’นฺติ วุตฺโต ตํ น วิสฺสชฺเชติ, อนฺโตเยว อตฺตโน หทเย เอว ฐเปตฺวา วิจรติ. ยถา กุมฺภีลา คหิตํ น ปฏินิสฺสชฺชนฺติ, เอวํ กุมฺภีลคฺคาหํ คณฺหาติ, น วิสฺสชฺเชติ. มกฺขิปฬาสิตาทิยุคฬตฺตเยน ทสฺสิเต มกฺขปฬาสาทโย ฉ ธมฺเม วิสุํ วิสุํ คเหตฺวา ‘‘เอกูนวีสติ ธมฺมา’’ติ วุตฺตํ. อนุมานสุตฺตฏฺฐกถายํ (ม. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑๘๑) ปน มกฺขปฬาสาทโยปิ ยุคฬวเสน เอกํ กตฺวา ‘‘โสฬส ธมฺมา’’ติ วุตฺตํ.
ปกาเรหิ อาวหนํ ปทกฺขิณํ, ตโต ปทกฺขิณโต คหณสีโล ปทกฺขิณคฺคาหี, น ปทกฺขิณคฺคาหี อปฺปทกฺขิณคฺคาหี. โย วุจฺจมาโน ‘‘ตุเมฺห มํ กสฺมา วทถ, อหํ อตฺตโน กปฺปิยากปฺปิยํ สาวชฺชานวชฺชํ อตฺถานตฺถํ ชานามี’’ติ วทติ, อยํ อนุสาสนึ ปทกฺขิณโต น คณฺหาติ, วามโตว คณฺหาติ, ตสฺมา ‘‘อปฺปทกฺขิณคฺคาหี’’ติ วุจฺจติ, เตนาห ‘‘ยถานุสิฏฺฐ’’นฺติอาทิ.
อุทฺเทเสติ ปาติโมกฺขุทฺเทเส. อถ สพฺพาเนว สิกฺขาปทานิ กถํ ปาติโมกฺขุทฺเทสปริยาปนฺนานีติ อาห ‘‘ยสฺส สิยา อาปตฺติ, โส อาวิกเรยฺยาติ เอวํ สงฺคหิตตฺตา’’ติ. ‘‘ยสฺส สิยา อาปตฺตี’’ติ หิ อิมินา สพฺพาปิ อาปตฺติโย นิทานุทฺเทเส สงฺคหิตาเยว โหนฺติ. ปญฺจหิ สหธมฺมิเกหิ สิกฺขิตพฺพตฺตาติ ลพฺภมานวเสน วุตฺตํ. สหธมฺมิเกน สหการเณนาติปิ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. ‘‘วจนายา’’ติ นิสฺสกฺเก สมฺปทานวจนนฺติ อาห ‘‘ตโต มม วจนโต’’ติ. องฺคานิ เจตฺถ ปฐมสงฺฆเภทสทิสานิ. อยํ ปน วิเสโส – ยถา ตตฺถ เภทาย ปรกฺกมนํ, เอวํ อิธ อวจนียกรณตา ทฏฺฐพฺพา.
ทุพฺพจสิกฺขาปทวณฺณนา นิฏฺฐิตา.