กถินเภทวณฺณนา
กถินอตฺถตาทิวณฺณนา
๔๐๓-๔. กินฺติ กถํ. อนาทิยทานํ ตาวกาลิกวตฺถุ. ‘‘อนาคตวเสน อนนฺตรา หุตฺวา’’ติ อุทกาหรณาทิปโยคสฺส โธวนาทิปุพฺพกรณสฺส ปจฺฉา อุปฺปชฺชนโต, โธวนาทิกิริยญฺจ สนฺธาย ปโยคกรณโต วุตฺตํ. ปุเรชาตปจฺจเย ปเนส ปโยโคติ อตฺโถ. เอกํ ธมฺมมฺปิ น ลภติ อตฺตโน ปุเรชาตสฺส นตฺถิตาย.
กถินาทิชานิตพฺพวิภาควณฺณนา
๔๑๒. รูปาทิธมฺเมสูติ วณฺณคนฺธาทิอฏฺฐเกสุ. ‘‘วสฺสานสฺส ปจฺฉิโม มาโส’’ติ (ปารา. ๒๑๘) วุตฺตตฺตา ปจฺฉิเม มาเส ยสฺมึ วา ตสฺมึ วา ทิวเส อตฺถริตุํ วฏฺฏตีติ สิทฺธํ.
๔๑๕. ‘‘อาทิจฺจพนฺธุนาติ วุตฺตตฺตา เถรวจน’’นฺติ วทนฺติ.
ปลิโพธปญฺหาพฺยากรณกถาวณฺณนา
๔๑๕-๖. สนฺนิฏฺฐานนฺติโก กถํ พหิสีมาย อุทฺธรียติ? ภิกฺขุ อกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ‘‘น ปจฺเจสฺส’’นฺติ, ตสฺส พหิสีมาคตสฺส เอวํ โหติ ‘‘เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺส’’นฺติ, เอวเมตสฺส พหิสีมาคตสฺส อุทฺธรียติ. กถํ อนฺโตสีมาย? อกตจีวรํ สมาทาย ปกฺกมติ ‘‘น ปจฺเจสฺส’’นฺติ, ตโต ตตฺถ ผาสุวิหารํ อลภนฺโต ตเมว วิหารํ อาคจฺฉติ, ตสฺส จีวรปลิโพโธเยว ฐิโต, โส จ ‘‘เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺส’’นฺติ จิตฺเต อุปฺปนฺเน ฉิชฺชติ, ตสฺมา ‘‘อนฺโตสีมาย อุทฺธรียตี’’ติ วุตฺตํ. สนฺนิฏฺฐานนฺติกํ ทุวิธํ ‘‘น ปจฺเจสฺส’’นฺติ อาวาสปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา ตโต ปุนปิ ตเมว วิหารํ อาคนฺตฺวา ‘‘เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺส’’นฺติ สนฺนิฏฺฐานํ กโรติ, พหิสีมาย ฐตฺวา ‘‘เนวิมํ จีวรํ กาเรสฺสํ น ปจฺเจสฺส’’นฺติ จิตฺตุปฺปาเทน สนฺนิฏฺฐานนฺติกํ โหติ. คาถายมฺปิ ‘‘เทฺว ปลิโพธา อปุพฺพํ อจริม’’นฺติ อิทํ อิมเมว สนฺธาย. ‘‘อาสาวจฺเฉทิโก กถํ อนฺโตสีมาย? อาสีสิเตน ‘ตุเมฺห วิหารเมว ปตฺเถถ, อหํ ปหิณิสฺสามี’ติ วุตฺโต ปุพฺเพ ‘น ปจฺเจสฺส’นฺติ อาวาสปลิโพธํ ฉินฺทิตฺวา คโต ปุน ตํ วิหารํ คนฺตฺวา เตน ‘นาหํ สกฺโกมิ ทาตุ’นฺติ ปหิโต โหตี’’ติ ลิขิตํ. ‘‘อตฺถาเร หิ สติ อุทฺธาโร นามา’’ติ อตฺถารํ วินา อุทฺธารํ น ลภนฺติ, ตสฺมา วุตฺตํ. ปุริมา เทฺวติ ‘‘เทฺว กถินุทฺธารา เอกุปฺปาทา เอกนิโรธา’’ติ วุตฺตาธิกาเร ปฐมํ วุตฺตา อนฺตรพฺภารสหุพฺภารา. น ปกฺกมนนฺติกาทโย เทฺว. เอกโต นิรุชฺฌนฺตีติ อุทฺธารภาวํ ปาปุณนฺตีติ อตฺโถ.
กถินเภทวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
ปญฺญตฺติวคฺควณฺณนา นิฏฺฐิตา.