๓. ปจฺจยวารวณฺณนา
๒๔๓. ปจฺจยาติ เอตฺถ ปติ อโย ปจฺจโย. ปติ-สทฺโท ปติฏฺฐตฺถํ ทีเปติ, อย-สทฺโท คตึ, ปติฏฺฐาภูตา คติ นิสฺสโย ปจฺจโยติ วุตฺตํ โหติ, ตโต ปจฺจยา, ปจฺจยกรณโต ตทายตฺตภาวคมนโต วาติ อตฺโถ.
‘‘มหาภูเต ปจฺจยา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูป’’นฺติ (ปฏฺฐา. ๑.๑.๒๔๕) ภูตุปาทารูปานิ สห สงฺคณฺหิตฺวา วุตฺตํ. อฏฺฐกถายํ ปน จิตฺตสมุฏฺฐาเน จ มหาภูเต นิสฺสาย จิตฺตสมุฏฺฐานํ อุปาทารูปนฺติ สยํ นิสฺสโย อหุตฺวา นิสฺสเย อุปฺปชฺชมาเนน อุปาทารูเปน นิทสฺสนํ กตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ.
๒๕๕. อสญฺญ…เป… กฏตฺตารูปํ อุปาทารูปนฺติ เอตฺถ โย ปฏิจฺจวาเร สหชาเต กมฺมอุตุชานํ, กมฺเม จ เอกนฺตาเนกนฺตกมฺมชานํ วเสน อตฺโถ วุตฺโต, โส นาธิปฺเปโต เอว ‘‘กฏตฺตารูป’’นฺติ กมฺมสมุฏฺฐานรูปสฺเสว สพฺพสฺส จ คหิตตฺตาติ ตํ ปหาย ยถาคหิตสฺส กฏตฺตารูปสฺส วิเสสนวเสน ‘‘อุปาทารูปสงฺขาตํ กฏตฺตารูป’’นฺติ อตฺถมาห. มหาภูเต ปน ปฏิจฺจ ปจฺจยา จ มหาภูตานํ อุปฺปตฺติ น นิวาเรตพฺพาติ อุปาทารูปคฺคหเณน กฏตฺตารูปคฺคหณํ อวิเสเสตฺวา อุปาทารูปานํ นิวตฺเตตพฺพานํ อตฺถิตาย กฏตฺตารูปคฺคหเณเนว อุปาทารูปคฺคหณสฺส วิเสสนํ ทฏฺฐพฺพํ.
๒๖๙-๒๗๖. ‘‘อพฺยากเตน อพฺยากตํ, กุสลํ, อกุสล’’นฺติ วตฺตพฺเพ ‘‘อพฺยากเตน กุสลํ, อกุสลํ, อพฺยากต’’นฺติ, ‘‘กุสลํ ธมฺมํ ปฏิจฺจ กุสโล จ อกุสโล จ ธมฺมา กุสลสฺสาติ อนามสิตฺวา’’ติ จ ปุริมปาเฐ ปมาทเลขา ทฏฺฐพฺพา.
๒๘๖-๒๘๗. นเหตุปจฺจยา นปุเรชาเต เทฺวติ เอตฺถ อฏฺฐกถายํ ‘‘อารุปฺเป ปน อเหตุกโมหสฺส อเหตุกกิริยสฺส จ วเสน เทฺวติ วุตฺตา, นวิปฺปยุตฺเต เทฺวติ อารุปฺเป อเหตุกากุสลกิริยวเสนา’’ติ วุตฺตํ, ตํ ลพฺภมาเนสุ เอกเทเสน นิทสฺสนวเสน วุตฺตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ. อารุปฺเป ปน อเหตุกโมหสฺส อเหตุกกิริยาย อเหตุกปฏิสนฺธิยา เอกจฺจสฺส จ รูปสฺส วเสน เทฺว วุตฺตาติ, นวิปฺปยุตฺเต เทฺวติ อารุปฺเป อเหตุกากุสลกิริยาเอกจฺจรูปานํ วเสนาติ วุตฺตนฺติ. ‘‘โนนตฺถิโนวิคเตสุ เอกนฺติ สพฺพรูปสฺส วเสนา’’ติ วุตฺตํ, นเหตุมูลกตฺตา อิมสฺส นยสฺส เหตุปจฺจยํ ลภนฺตํ น ลพฺภตีติ ‘‘เอกจฺจสฺส รูปสฺส วเสนา’’ติ ภวิตพฺพํ. จกฺขาทิธมฺมวเสน ปน จิตฺตสมุฏฺฐานาทิโกฏฺฐาสวเสน วา สพฺพํ ลพฺภตีติ ‘‘สพฺพรูปสฺสา’’ติ วุตฺตํ สิยา.
๒๘๙-๒๙๖. อาคตานาคตนฺติ ปญฺหวเสน วุตฺตํ, ลพฺภมานาลพฺภมานนฺติ อาคเต จ ปเญฺห ลพฺภมานาลพฺภมานธมฺมวเสน.
ปจฺจยวารวณฺณนา นิฏฺฐิตา.