(๗-๘) กรจรณมุทุชาลตาลกฺขณานิ
๒๑๐. ‘‘ยมฺปิ, ภิกฺขเว, ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ ชนํ สงฺคาหโก อโหสิ – ทาเนน เปยฺยวชฺเชน [ปิยวาเจน (สฺยา. ก.)] อตฺถจริยาย สมานตฺตตาย. โส ตสฺส กมฺมสฺส กฏตฺตา…เป… โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมานิ เทฺว มหาปุริสลกฺขณานิ ปฏิลภติ. มุทุตลุนหตฺถปาโท จ โหติ ชาลหตฺถปาโท จ.
‘‘โส เตหิ ลกฺขเณหิ สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ, ราชา โหติ จกฺกวตฺตี…เป… ราชา สมาโน กึ ลภติ? สุสงฺคหิตปริชโน โหติ, สุสงฺคหิตาสฺส โหนฺติ พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิยา กุมารา. ราชา สมาโน อิทํ ลภติ… พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ? สุสงฺคหิตปริชโน โหติ, สุสงฺคหิตาสฺส โหนฺติ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา. พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ’’. เอตมตฺถํ ภควา อโวจ.
๒๑๑. ตตฺเถตํ วุจฺจติ –
‘‘ทานมฺปิ จตฺถจริยตญฺจ [ทานมฺปิ จ อตฺถจริยตมฺปิ จ (สี. ปี.)],
ปิยวาทิตญฺจ สมานตฺตตญฺจ [ปิยวทตญฺจ สมานฉนฺทตญฺจ (สี. ปี.)];
กริยจริยสุสงฺคหํ พหูนํ,
อนวมเตน คุเณน ยาติ สคฺคํ.
‘‘จวิย ปุนริธาคโต สมาโน,
กรจรณมุทุตญฺจ ชาลิโน จ;
อติรุจิรสุวคฺคุทสฺสเนยฺยํ,
ปฏิลภติ ทหโร สุสุ กุมาโร.
‘‘ภวติ ปริชนสฺสโว วิเธยฺโย,
มหิมํ อาวสิโต สุสงฺคหิโต;
ปิยวทู หิตสุขตํ ชิคีสมาโน [ชิคึ สมาโน (สี. สฺยา. ปี.)],
อภิรุจิตานิ คุณานิ อาจรติ.
‘‘ยทิ จ ชหติ สพฺพกามโภคํ,
กถยติ ธมฺมกถํ ชิโน ชนสฺส;
วจนปฏิกรสฺสาภิปฺปสนฺนา,
สุตฺวาน ธมฺมานุธมฺมมาจรนฺตี’’ติ.