(๒) ปาทตลจกฺกลกฺขณํ

๒๐๔. ‘‘ยมฺปิ, ภิกฺขเว, ตถาคโต ปุริมํ ชาตึ ปุริมํ ภวํ ปุริมํ นิเกตํ ปุพฺเพ มนุสฺสภูโต สมาโน พหุชนสฺส สุขาวโห อโหสิ, อุพฺเพคอุตฺตาสภยํ อปนุทิตา, ธมฺมิกญฺจ รกฺขาวรณคุตฺตึ สํวิธาตา, สปริวารญฺจ ทานํ อทาสิ. โส ตสฺส กมฺมสฺส กฏตฺตา อุปจิตตฺตา อุสฺสนฺนตฺตา วิปุลตฺตา กายสฺส เภทา ปรํ มรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชติ…เป… โส ตโต จุโต อิตฺถตฺตํ อาคโต สมาโน อิมํ มหาปุริสลกฺขณํ ปฏิลภติ. เหฏฺฐาปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ โหนฺติ สหสฺสารานิ สเนมิกานิ สนาภิกานิ สพฺพาการปริปูรานิ สุวิภตฺตนฺตรานิ.

‘‘โส เตน ลกฺขเณน สมนฺนาคโต สเจ อคารํ อชฺฌาวสติ, ราชา โหติ จกฺกวตฺตี…เป… ราชา สมาโน กึ ลภติ? มหาปริวาโร โหติ; มหาสฺส โหนฺติ ปริวารา พฺราหฺมณคหปติกา เนคมชานปทา คณกมหามตฺตา อนีกฏฺฐา โทวาริกา อมจฺจา ปาริสชฺชา ราชาโน โภคิยา กุมารา. ราชา สมาโน อิทํ ลภติ. สเจ โข ปน อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ, อรหํ โหติ สมฺมาสมฺพุทฺโธ โลเก วิวฏฺฏจฺฉโท. พุทฺโธ สมาโน กึ ลภติ? มหาปริวาโร โหติ; มหาสฺส โหนฺติ ปริวารา ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา อสุรา นาคา คนฺธพฺพา. พุทฺโธ สมาโน อิทํ ลภติ’’. เอตมตฺถํ ภควา อโวจ.

๒๐๕. ตตฺเถตํ วุจฺจติ –

‘‘ปุเร ปุรตฺถา ปุริมาสุ ชาติสุ,

มนุสฺสภูโต พหุนํ สุขาวโห;

อุพฺเภคอุตฺตาสภยาปนูทโน,

คุตฺตีสุ รกฺขาวรเณสุ อุสฺสุโก.

‘‘โส เตน กมฺเมน ทิวํ สมกฺกมิ,

สุขญฺจ ขิฑฺฑารติโย จ อนฺวภิ;

ตโต จวิตฺวา ปุนราคโต อิธ,

จกฺกานิ ปาเทสุ ทุเวสุ วินฺทติ.

‘‘สมนฺตเนมีนิ สหสฺสรานิ จ,

พฺยากํสุ เวยฺยญฺชนิกา สมาคตา;

ทิสฺวา กุมารํ สตปุญฺญลกฺขณํ,

ปริวารวา เหสฺสติ สตฺตุมทฺทโน.

ตถา หี จกฺกานิ สมนฺตเนมินิ,

สเจ น ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส;

วตฺเตติ จกฺกํ ปถวึ ปสาสติ,

ตสฺสานุยนฺตาธ [ตสฺสานุยุตฺตา อิธ (สี. ปี.), ตสฺสานุยนฺตา อิธ (สฺยา. ก.)] ภวนฺติ ขตฺติยา.

‘‘มหายสํ สํปริวารยนฺติ นํ,

สเจ จ ปพฺพชฺชมุเปติ ตาทิโส;

เนกฺขมฺมฉนฺทาภิรโต วิจกฺขโณ,

เทวามนุสฺสาสุรสกฺกรกฺขสา [สตฺตรกฺขสา (ก.) สี. สฺยาอฏฺฐกถา โอโลเกตพฺพา].

‘‘คนฺธพฺพนาคา วิหคา จตุปฺปทา,

อนุตฺตรํ เทวมนุสฺสปูชิตํ;

มหายสํ สํปริวารยนฺติ น’’นฺติ.