๙. วีโณปมสุตฺตวณฺณนา

๒๔๖. นวเม ยสฺส กสฺสจิ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุสฺส วา ภิกฺขุนิยา วาติ อิทํ สตฺถา ยถา นาม มหากุฏุมฺพิโก มหนฺตํ กสิกมฺมํ กตฺวา, นิปฺผนฺนสสฺโส ฆรทฺวาเร มณฺฑปํ กตฺวา, อุภโตสงฺฆสฺส ทานํ ปวตฺเตยฺย. กิญฺจาปิ เตน อุภโตสงฺฆสฺส ทานํ ปฏฺฐปิตํ, ทฺวีสุ ปน ปริสาสุ สนฺตปฺปิตาสุ เสสชนมฺปิ สนฺตปฺเปติเยว, เอวเมว ภควา สมธิกานิ จตฺตาริ อสงฺเขฺยยฺยานิ ปารมิโย ปูเรตฺวา โพธิมณฺเฑ สพฺพญฺญุตญฺญาณํ อธิคนฺตฺวา ปวตฺติตวรธมฺมจกฺโก เชตวนมหาวิหาเร นิสินฺโน ภิกฺขุปริสาย เจว ภิกฺขุนิปริสาย จ มหาธมฺมยาคํ ยชนฺโต วีโณปมสุตฺตํ อารภิ. ตํ เปเนตํ กิญฺจาปิ เทฺว ปริสา สนฺธาย อารทฺธํ, จตุนฺนมฺปิ ปน ปริสานํ อวาริตํ. ตสฺมา สพฺเพหิปิ โสตพฺพญฺเจว สทฺธาตพฺพญฺจ, ปริโยคาหิตฺวา จสฺส อตฺถรโส วินฺทิตพฺโพติ.

ตตฺถ ฉนฺโทติอาทีสุ ฉนฺโท นาม ปุพฺพุปฺปตฺติกา ทุพฺพลตณฺหา, โส รญฺเชตุํ น สกฺโกติ. อปราปรํ อุปฺปชฺชมานา ปน พลวตณฺหา ราโค นาม, โส รญฺเชตุํ สกฺโกติ. ทณฺฑาทานาทีนิ กาตุํ อสมตฺโถ ปุพฺพุปฺปตฺติโก ทุพฺพลโกโธ โทโส นาม. ตานิ กาตุํ สมตฺโถ อปราปรุปฺปตฺติโก พลวโกโธ ปฏิฆํ นาม. โมโห ปน โมหนสมฺโมหนวเสน อุปฺปนฺนํ อญฺญาณํ. เอวเมตฺถ ปญฺจหิปิ ปเทหิ ตีณิ อกุสลมูลานิ คหิตานิ. เตสุ คหิเตสุ สพฺเพปิ ตมฺมูลกา กิเลสา คหิตาว โหนฺติ. ‘‘ฉนฺโท ราโค’’ติ วา ปททฺวเยน อฏฺฐโลภสหคตจิตฺตุปฺปาทา, ‘‘โทโส ปฏิฆ’’นฺติ ปททฺวเยน เทฺว โทมนสฺสสหคตจิตฺตุปฺปาทา, โมหปเทน โลภโทสรหิตา เทฺว อุทฺธจฺจวิจิกิจฺฉาสหคตจิตฺตุปฺปาทา คหิตาติ. เอวํ สพฺเพปิ ทฺวาทส จิตฺตุปฺปาทา ทสฺสิตาว โหนฺติ.

สภโยติ กิเลสโจรานํ นิวาสฏฺฐานตฺตา สภโย. สปฺปฏิภโยติ วธพนฺธนาทีนํ การณตฺตา สปฺปฏิภโย. สกณฺฏโกติ ราคาทีหิ กณฺฏเกหิ สกณฺฏโก. สคหโนติ ราคคหนาทีหิ สคหโน. อุมฺมคฺโคติ เทวโลกํ วา มนุสฺสโลกํ วา นิพฺพานํ วา คจฺฉนฺตสฺส อมคฺโค. กุมฺมคฺโคติ กุจฺฉิตเชคุจฺฉิภูตฏฺฐานคมนเอกปทิกมคฺโค วิย อปายสมฺปาปกตฺตา กุมฺมคฺโค. ทุหิติโกติ เอตฺถ อิหิตีติ อิริยนา, ทุกฺขา อิหิติ เอตฺถาติ, ทุหิติโก. ยสฺมิญฺหิ มคฺเค มูลผลาทิขาทนียํ วา สายนียํ วา นตฺถิ, ตสฺมึ อิริยนา ทุกฺขา โหติ, น สกฺกา ตํ ปฏิปชฺชิตฺวา อิจฺฉิตฏฺฐานํ คนฺตุํ. กิเลสมคฺคมฺปิ ปฏิปชฺชิตฺวา น สกฺกา สมฺปตฺติภวํ คนฺตุนฺติ กิเลสมคฺโค ทุหิติโกติ วุตฺโต. ทฺวีหิติโกติปิ ปาโฐ, เอเสวตฺโถ. อสปฺปุริสเสวิโตติ โกกาลิกาทีหิ อสปฺปุริเสหิ เสวิโต.

ตโต จิตฺตํ นิวารเยติ เตหิ จกฺขุวิญฺเญยฺเยหิ รูเปหิ ตํ ฉนฺทาทิวเสน ปวตฺตจิตฺตํ อสุภาวชฺชนาทีหิ อุปาเยหิ นิวารเย. จกฺขุทฺวารสฺมิญฺหิ อิฏฺฐารมฺมเณ ราเค อุปฺปนฺเน อสุภโต อาวชฺชนฺตสฺส จิตฺตํ นิวตฺตติ, อนิฏฺฐารมฺมเณ โทเส อุปฺปนฺเน เมตฺตโต อาวชฺชนฺตสฺส จิตฺตํ นิวตฺตติ, มชฺฌตฺตารมฺมเณ โมเห อุปฺปนฺเน อุทฺเทสปริปุจฺฉํ ครุวาสํ อาวชฺชนฺตสฺส จิตฺตํ นิวตฺตติ. เอวํ อสกฺโกนฺเตน ปน สตฺถุมหตฺตตํ ธมฺมสฺส สฺวากฺขาตตา สงฺฆสฺส สุปฺปฏิปตฺติ จ อาวชฺชิตพฺพา. สตฺถุมหตฺตตํ ปจฺจเวกฺขโตปิ หิ ธมฺมสฺส สฺวากฺขาตตํ สงฺฆสฺส สุปฺปฏิปตฺตึ ปจฺจเวกฺขโตปิ จิตฺตํ นิวตฺตติ. เตน วุตฺตํ ‘‘อสุภาวชฺชนาทีหิ อุปาเยหิ นิวารเย’’ติ.

กิฏฺฐนฺติ กิฏฺฐฏฺฐาเน อุปฺปนฺนสสฺสํ. สมฺปนฺนนฺติ ปริปุณฺณํ สุนิปฺผนฺนํ. กิฏฺฐาโทติ สสฺสขาทโก. เอวเมว โขติ เอตฺถ สมฺปนฺนกิฏฺฐํ วิย ปญฺจ กามคุณา ทฏฺฐพฺพา, กิฏฺฐาโท โคโณ วิย กูฏจิตฺตํ, กิฏฺฐารกฺขสฺส ปมาทกาโล วิย ภิกฺขุโน ฉสุ ทฺวาเรสุ สตึ ปหาย วิจรณกาโล, กิฏฺฐารกฺขสฺส ปมาทมาคมฺม โคเณน คหิตคพฺภสฺส กิฏฺฐสฺส ขาทิตตฺตา สสฺสสามิโน สสฺสผลานธิคโม วิย ฉทฺวารรกฺขิกาย สติยา วิปฺปวาสมาคมฺม ปญฺจกามคุณํ อสฺสาเทนฺเตน จิตฺเตน กุสลปกฺขสฺส นาสิตตฺตา ภิกฺขุโน สามญฺญผลาธิคมาภาโว เวทิตพฺโพ.

อุปริฆฏายนฺติ ทฺวินฺนํ สิงฺคานํ อนฺตเร. สุนิคฺคหิตํ นิคฺคเณฺหยฺยาติ ฆฏายํ ปติฏฺฐิเต นาสารชฺชุเก สุฏฺฐุ นิคฺคหิตํ กตฺวา นิคฺคเณฺหยฺย. ทณฺเฑนาติ มุคฺครสทิเสน ถูลทณฺฑเกน. เอวญฺหิ โส ภิกฺขเว โคโณติ เอวํ โส กิฏฺฐารกฺขสฺส ปมาทมนฺวาย ยสฺมึ ยสฺมึ ขเณ กิฏฺฐํ โอตริตุกาโม โหติ, ตสฺมึ ตสฺมึ ขเณ เอวํ นิคฺคณฺหิตฺวา ตาเฬตฺวา โอสชฺชเนน นิพฺพิเสวนภาวํ อุปนีโต โคโณ.

เอวเมว โขติ อิธาปิ สมฺปนฺนกิฏฺฐมิว ปญฺจ กามคุณา ทฏฺฐพฺพา, กิฏฺฐาโท วิย กูฏจิตฺตํ, กิฏฺฐารกฺขสฺส อปฺปมาโท วิย อิมสฺส ภิกฺขุโน ฉสุ ทฺวาเรสุ สติยา อวิสฺสชฺชนํ, ทณฺโฑ วิย สุตฺตนฺโต, โคณสฺส กิฏฺฐาภิมุขกาเล ทณฺเฑน ตาฬนํ วิย จิตฺตสฺส พหิทฺธา ปุถุตฺตารมฺมณาภิมุขกาเล อนมตคฺคิยเทวทูตอาทิตฺตอาสีวิสูปมอนาคตภยาทีสุ ตํ ตํ สุตฺตํ อาวชฺเชตฺวา จิตฺตุปฺปาทสฺส ปุถุตฺตารมฺมณโต นิวาเรตฺวา มูลกมฺมฏฺฐาเน โอตารณํ เวทิตพฺพํ. เตนาหุ โปราณา –

‘‘สุภาสิตํ สุตฺวา มโน ปสีทติ,

ทเมติ นํ ปีติสุขญฺจ วินฺทติ;

ตทสฺส อารมฺมเณ ติฏฺฐเต มโน,

โคโณว กิฏฺฐาทโก ทณฺฑตชฺชิโต’’ติ.

อุทุชิตนฺติ ตชฺชิตํ. สุทุชิตนฺติ สุตชฺชิตํ, สุชิตนฺติปิ อตฺโถ. อุทุ, สุทูติ อิทํ ปน นิปาตมตฺตเมว. อชฺฌตฺตนฺติ โคจรชฺฌตฺตํ. สนฺติฏฺฐตีติอาทีสุ ปฐมชฺฌานวเสน สนฺติฏฺฐติ, ทุติยชฺฌานวเสน สนฺนิสีทติ, ตติยชฺฌานวเสน เอโกทิ โหติ, จตุตฺถชฺฌานวเสน สมาธิยติ. สพฺพมฺปิ วา เอตํ ปฐมชฺฌานวเสน เวทิตพฺพํ. เอตฺตาวตา หิ สมฺมาสมฺพุทฺเธน สมถานุรกฺขณอินฺทฺริยสํวรสีลํ นาม กถิตํ.

รญฺโญ วาติ กสฺสจิเทว ปจฺจนฺตรญฺโญ วา. สทฺทํ สุเณยฺยาติ ปจฺจูสกาเล ปพุทฺโธ กุสเลน วีณาวาทเกน วาทิยมานาย มธุรสทฺทํ สุเณยฺย. รชนีโยติอาทีสุ จิตฺตํ รญฺเชตีติ รชนีโย. กาเมตพฺพตาย กมนีโย. จิตฺตํ มทยตีติ มทนีโย. จิตฺตํ มุจฺฉิตํ วิย กรณโต มุจฺฉิยตีติ มุจฺฉนีโย. อาพนฺธิตฺวา วิย คหณโต พนฺธตีติ พนฺธนีโย. อลํ เม, โภติ วีณาย สณฺฐานํ ทิสฺวา ตํ อนิจฺฉนฺโต เอวมาห. อุปธารเณติ เวฏฺฐเก. โกณนฺติ จตุรสฺสํ สารทณฺฑกํ.

โส ตํ วีณนฺติ โส ราชา ‘‘อาหรถ นํ วีณํ, อหมสฺสา สทฺทํ ปสิสฺสามี’’ติ ตํ วีณํ คเหตฺวา. ทสธา วาติอาทีสุ ปฐมํ ตาว ทสธา ผาเลยฺย, อถสฺสา สทฺทํ อปสฺสนฺโต สตธา ผาเลยฺย, ตถาปิ อปสฺสนฺโต สกลิกํ สกลิกํ กเรยฺย, ตถาปิ อปสฺสนฺโต ‘‘สกลิกา ฌายิสฺสนฺติ, สทฺโท ปน นิกฺขมิตฺวา ปลายิสฺสติ, ตทา นํ ปสฺสิสฺสามี’’ติ อคฺคินา ฑเหยฺย. ตถาปิ อปสฺสนฺโต ‘‘สลฺลหุกานิ มสิจุณฺณานิ วาเตน ภสฺสิสฺสนฺติ, สทฺโท สารธญฺญํ วิย ปาทมูเล ปติสฺสติ, ตทา นํ ปสฺสิสฺสามี’’ติ มหาวาเต วา โอผุเนยฺย. ตถาปิ อปสฺสนฺโต ‘‘มสิจุณฺณานิ ยโถทกํ คมิสฺสนฺติ, สทฺโท ปน ปารํ คจฺฉนฺโต ปุริโส วิย นิกฺขมิตฺวา ตริสฺสติ, ตทา นํ ปสฺสิสฺสามี’’ติ นทิยา วา สีฆโสตาย ปวาเหยฺย.

เอวํ วเทยฺยาติ สพฺเพหิปิเมหิ อุปาเยหิ อปสฺสนฺโต เต มนุสฺเส เอวํ วเทยฺย. อสตี กิรายนฺติ อสตี กิร อยํ วีณา, ลามิกาติ อตฺโถ. อสตีติ ลามกาธิวจนเมตํ. ยถาห –

‘‘อสา โลกิตฺถิโย นาม, เวลา ตาสํ น วิชฺชติ;

สารตฺตา จ ปคพฺภา จ, สิขี สพฺพฆโส ยถา’’ติ. (ชา. ๑.๑.๖๑);

ยเถวํ ยํกิญฺจิ วีณา นามาติ น เกวลญฺจ วีณาเยว ลามิกา, ยเถว ปน อยํ วีณา นาม, เอวํ ยํกิญฺจิ อญฺญมฺปิ ตนฺติพทฺธํ, สพฺพํ ตํ ลามกเมวาติ อตฺโถ. เอวเมว โขติ เอตฺถ วีณา วิย ปญฺจกฺขนฺธา ทฏฺฐพฺพา, ราชา วิย โยคาวจโร. ยถา โส ราชา ตํ วีณํ ทสธา ผาลนโต ปฏฺฐาย วิจินนฺโต สทฺทํ อทิสฺวา วีณาย อนตฺถิโก โหติ, เอวํ โยคาวจโร ปญฺจกฺขนฺเธ สมฺมสนฺโต อหนฺติ วา มมนฺติ วา คเหตพฺพํ อปสฺสนฺโต ขนฺเธหิ อนตฺถิโก โหติ. เตนสฺส ตํ ขนฺธสมฺมสนํ ทสฺเสนฺโต รูปํ สมเนฺวสติ ยาวตา รูปสฺส คตีติอาทิมาห.

ตตฺถ สมเนฺวสตีติ ปริเยสติ. ยาวตา รูปสฺส คตีติ ยตฺตกา รูปสฺส คติ. ตตฺถ คตีติ คติคติ, สญฺชาติคติ, สลกฺขณคติ, วิภวคติ, เภทคตีติ ปญฺจวิธา โหนฺติ. ตตฺถ อิทํ รูปํ นาม เหฏฺฐา อวีจิปริยนฺตํ กตฺวา อุปริ อกนิฏฺฐพฺรหฺมโลกํ อนฺโต กตฺวา เอตฺถนฺตเร สํสรติ วตฺตติ, อยมสฺส คติคติ นาม.

อยํ ปน กาโย เนว ปทุมคพฺเภ, น ปุณฺฑรีกนีลุปฺปลาทีสุ สญฺชายติ, อามาสยปกฺกาสยานํ ปน อนฺตเร พหลนฺธกาเร ทุคฺคนฺธปวนวิจริเต ปรมเชคุจฺเฉ โอกาเส ปูติมจฺฉาทีสุ กิมิ วิย สญฺชายติ, อยํ รูปสฺส สญฺชาติคติ นาม.

ทุวิธํ ปน รูปสฺส ลกฺขณํ, ‘‘รุปฺปตีติ โข, ภิกฺขเว, ตสฺมา รูป’’นฺติ (สํ. นิ. ๓.๗๙) เอวํ วุตฺต รุปฺปนสงฺขาตํ ปจฺจตฺตลกฺขณญฺจ อนิจฺจาทิเภทํ สามญฺญลกฺขณญฺจ, อยมสฺส สลกฺขณคติ นาม.

‘‘คติ มิคานํ ปวนํ, อากาโส ปกฺขินํ คติ;

วิภโว คติ ธมฺมานํ, นิพฺพานํ อรหโต คตี’’ติ. (ปริ. ๓๓๙) –

เอวํ วุตฺโต รูปสฺส อภาโว วิภวคติ นาม. โย ปนสฺส เภโท, อยํ เภทคติ นาม. เวทนาทีสุปิ เอเสว นโย. เกวลเญฺหตฺถ อุปริ ยาว ภวคฺคา เตสํ สญฺชาติคติ, สลกฺขณคติยญฺจ เวทยิตสญฺชานนอภิสงฺขรณวิชานนวเสน ปจฺจตฺตลกฺขณํ เวทิตพฺพํ.

ตมฺปิ ตสฺส น โหตีติ ยเทตํ รูปาทีสุ อหนฺติ วา มมนฺติ วา อสฺมีติ วา เอวํ นิทฺทิฏฺฐํ ทิฏฺฐิตณฺหามานคฺคาหตฺตยํ, ตมฺปิ ตสฺส ขีณาสวสฺส น โหตีติ ยถานุสนฺธินาว สุตฺตาคตํ. เตน วุตฺตํ มหาอฏฺฐกถายํ –

‘‘อาทิมฺหิ สีลํ กถิตํ, มชฺเฌ สมาธิภาวนา;

ปริโยสาเน จ นิพฺพานํ, เอสา วีโณปมา กถา’’ติ.