๕. ชิณฺณสุตฺตวณฺณนา

๑๔๘. ปญฺจเม ชิณฺโณติ เถโร มหลฺลโก. ครุกานีติ ตํ สตฺถุ สนฺติกา ลทฺธกาลโต ปฏฺฐาย ฉินฺนภินฺนฏฺฐาเน สุตฺตสํสิพฺพเนน เจว อคฺคฬทาเนน จ อเนกานิ ปฏลานิ หุตฺวา ครุกานิ ชาตานิ. นิพฺพสนานีติ ปุพฺเพ ภควตา นิวาเสตฺวา อปนีตตาย เอวํลทฺธนามานิ. ตสฺมาติ ยสฺมา ตฺวํ ชิณฺโณ เจว ครุปํสุกูโล จ. คหปตานีติ ปํสุกูลิกงฺคํ วิสฺสชฺเชตฺวา คหปตีหิ ทินฺนจีวรานิ ธาเรหีติ วทติ. นิมนฺตนานีติ ปิณฺฑปาติกงฺคํ วิสฺสชฺเชตฺวา สลากภตฺตาทีนิ นิมนฺตนานิ ภุญฺชาหีติ วทติ. มม จ สนฺติเกติ อารญฺญิกงฺคํ วิสฺสชฺเชตฺวา คามนฺตเสนาสเนเยว วสาหีติ วทติ.

นนุ จ ยถา ราชา เสนาปตึ เสนาปติฏฺฐาเน ฐเปตฺวา ตสฺส ราชูปฏฺฐานาทินา อตฺตโน กมฺเมน อาราเธนฺตสฺเสว ตํ ฐานนฺตรํ คเหตฺวา อญฺญสฺส ททมาโน อยุตฺตํ นาม กโรติ, เอวํ สตฺถา มหากสฺสปตฺเถรสฺส ปจฺจุคฺคมนตฺถาย ติคาวุตํ มคฺคํ คนฺตฺวา ราชคหสฺส จ นาฬนฺทาย จ อนฺตเร พหุปุตฺตกรุกฺขมูเล นิสินฺโน ตีหิ โอวาเทหิ อุปสมฺปาเทตฺวา เตน สทฺธึ อตฺตโน จีวรํ ปริวตฺเตตฺวา เถรํ ชาติอารญฺญิกงฺคญฺเจว ชาติปํสุกูลิกงฺคญฺจ อกาสิ, โส ตสฺมึ กตฺตุกมฺยตาฉนฺเทน สตฺถุ จิตฺตํ อาราเธนฺตสฺเสว ปํสุกูลาทีนิ วิสฺสชฺชาเปตฺวา คหปติจีวรปฏิคฺคหณาทีสุ นิโยเชนฺโต อยุตฺตํ นาม กโรตีติ. น กโรติ. กสฺมา? อตฺตชฺฌาสยตฺตา. น หิ สตฺถา ธุตงฺคานิ วิสฺสชฺชาเปตุกาโม, ยถา ปน อฆฏฺฏิตา เภริอาทโย สทฺทํ น วิสฺสชฺเชนฺติ, เอวํ อฆฏฺฏิตา เอวรูปา ปุคฺคลา น สีหนาทํ นทนฺตีติ นทาเปตุกาโม สีหนาทชฺฌาสเยน เอวมาห. เถโรปิ สตฺถุ อชฺฌาสยานุรูเปเนว ‘‘อหํ โข, ภนฺเต, ทีฆรตฺตํ อารญฺญิโก เจวา’’ติอาทินา นเยน สีหนาทํ นทติ.

ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารนฺติ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหาโร นาม อารญฺญิกสฺเสว ลพฺภติ, โน คามนฺตวาสิโน. คามนฺตสฺมิญฺหิ วสนฺโต ทารกสทฺทํ สุณาติ, อสปฺปายรูปานิ ปสฺสติ, อสปฺปาเย สทฺเท สุณาติ, เตนสฺส อนภิรติ อุปฺปชฺชติ. อารญฺญิโก ปน คาวุตํ วา อฑฺฒโยชนํ วา อติกฺกมิตฺวา อรญฺญํ อชฺโฌคาเหตฺวา วสนฺโต ทีปิพฺยคฺฆสีหาทีนํ สทฺเท สุณาติ, เยสํ สวนปจฺจยา อมานุสิกาสวนรติ อุปฺปชฺชติ. ยํ สนฺธาย วุตฺตํ –

‘‘สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส, สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน;

อมานุสี รตี โหติ, สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต.

‘‘ยโต ยโต สมฺมสติ, ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ;

ลภตี ปีติปาโมชฺชํ, อมตํ ตํ วิชานตํ. (ธ. ป. ๓๗๓-๓๗๔);

‘‘ปุรโต ปจฺฉโต วาปิ, อปโร เจ น วิชฺชติ;

ตตฺเถว ผาสุ ภวติ, เอกสฺส รมโต วเน’’ติ.

ตถา ปิณฺฑปาติกสฺเสว ลพฺภติ, โน อปิณฺฑปาติกสฺส. อปิณฺฑปาติโก หิ อกาลจารี โหติ, ตุริตจารํ คจฺฉติ, ปริวตฺเตติ, ปลิพุทฺโธว คจฺฉติ, ตตฺถ จ พหุสํสโย โหติ. ปิณฺฑปาติโก ปน น อกาลจารี โหติ, น ตุริตจารํ คจฺฉติ, น ปริวตฺเตติ, อปลิพุทฺโธว คจฺฉติ, ตตฺถ จ น พหุสํสโย โหติ.

กถํ? อปิณฺฑปาติโก หิ คามโต ทูรวิหาเร วสมาโน กาลสฺเสว ‘‘ยาคุํ วา ปาริวาสิกภตฺตํ วา ลจฺฉามิ, อาสนสาลาย วา ปน อุทฺเทสภตฺตาทีสุ กิญฺจิเทว มยฺหํ ปาปุณิสฺสตี’’ติ มกฺกฏกสุตฺตานิ ฉินฺทนฺโต สยิตโครูปานิ อุฏฺฐาเปนฺโต ปาโตว คจฺฉนฺโต อกาลจารี โหติ. มนุสฺเส เขตฺตกมฺมาทีนํ อตฺถาย เคหา นิกฺขนฺเตเยว สมฺปาปุณิตุํ มิคํ อนุพนฺธนฺโต วิย เวเคน คจฺฉนฺโต ตุริตจารี โหติ. อนฺตรา กิญฺจิเทว ทิสฺวา ‘‘อสุกอุปาสโก วา อสุกอุปาสิกา วา เคเห, โน เคเห’’ติ ปุจฺฉติ, ‘‘โน เคเห’’ติ สุตฺวา ‘‘อิทานิ กุโต ลภิสฺสามี’’ติ? อคฺคิทฑฺโฒ วิย ปเวธติ, สยํ ปจฺฉิมทิสํ คนฺตุกาโม ปาจีนทิสาย สลากํ ลภิตฺวา อญฺญํ ปจฺฉิมทิสาย ลทฺธสลากํ อุปสงฺกมิตฺวา, ‘‘ภนฺเต, อหํ ปจฺฉิมทิสํ คมิสฺสามิ, มม สลากํ ตุเมฺห คณฺหถ, ตุมฺหากํ สลากํ มยฺหํ เทถา’’ติ สลากํ ปริวตฺเตติ. เอกํ วา ปน สลากภตฺตํ อาหริตฺวา ปริภุญฺชนฺโต ‘‘อปรสฺสาปิ สลากภตฺตสฺส ปตฺตํ เทถา’’ติ มนุสฺเสหิ วุตฺเต, ‘‘ภนฺเต, ตุมฺหากํ ปตฺตํ เทถ, อหํ มยฺหํ ปตฺเต ภตฺตํ ปกฺขิปิตฺวา ตุมฺหากํ ปตฺตํ ทสฺสามี’’ติ อญฺญสฺส ปตฺตํ ทาเปตฺวา ภตฺเต อาหเฏ อตฺตโน ปตฺเต ปกฺขิปิตฺวา ปตฺตํ ปฏิเทนฺโต ปตฺตํ ปริวตฺเตติ นาม. วิหาเร ราชราชมหามตฺตาทโย มหาทานํ เทนฺติ, อิมินา จ ภิยฺโย ทูรคาเม สลากา ลทฺธา, ตตฺถ อคจฺฉนฺโต ปุน สตฺตาหํ สลากํ น ลภตีติ อลาภภเยน คจฺฉติ, เอวํ คจฺฉนฺโต ปลิพุทฺโธ หุตฺวา คจฺฉติ นาม. ยสฺส เจส สลากภตฺตาทิโน อตฺถาย คจฺฉติ, ‘‘ตํ ทสฺสนฺติ นุ โข เม, อุทาหุ น ทสฺสนฺติ, ปณีตํ นุ โข ทสฺสนฺติ, อุทาหุ ลูขํ, โถกํ นุ โข, อุทาหุ พหุกํ, สีตลํ นุ โข, อุทาหุ อุณฺห’’นฺติ เอวํ ตตฺถ จ พหุสํสโย โหติ.

ปิณฺฑปาติโก ปน กาลสฺเสว วุฏฺฐาย วตฺตปฏิวตฺตํ กตฺวา สรีรํ ปฏิชคฺคิตฺวา วสนฏฺฐานํ ปวิสิตฺวา กมฺมฏฺฐานํ มนสิกตฺวา กาลํ สลฺลกฺเขตฺวา มหาชนสฺส อุฬุงฺกภิกฺขาทีนิ ทาตุํ ปโหนกกาเล คจฺฉตีติ น อกาลจารี โหติ, เอเกกํ ปทวารํ ฉ โกฏฺฐาเส กตฺวา วิปสฺสนฺโต คจฺฉตีติ น ตุริตจารี โหติ, อตฺตโน ครุภาเวน ‘‘อสุโก เคเห, น เคเห’’ติ น ปุจฺฉติ, สลากภตฺตาทีนิเยว น คณฺหาติ. อคณฺหนฺโต กึ ปริวตฺเตสฺสติ? น อญฺญสฺส วเสน ปลิพุทฺโธว โหติ, กมฺมฏฺฐานํ มนสิกโรนฺโต ยถารุจิ คจฺฉติ, อิตโร วิย น พหุสํสโย โหติ. เอกสฺมึ คาเม วา วีถิยา วา อลภิตฺวา อญฺญตฺถ จรติ. ตสฺมิมฺปิ อลภิตฺวา อญฺญตฺถ จรนฺโต มิสฺสโกทนํ สงฺกฑฺฒิตฺวา อมตํ วิย ปริภุญฺชิตฺวา คจฺฉติ.

ปํสุกูลิกสฺเสว ลพฺภติ, โน อปํสุกูลิกสฺส. อปํสุกูลิโก หิ วสฺสาวาสิกํ ปริเยสนฺโต จรติ, น เสนาสนสปฺปายํ ปริเยสติ. ปํสุกูลิโก ปน น วสฺสาวาสิกํ ปริเยสนฺโต จรติ, เสนาสนสปฺปายเมว ปริเยสติ. เตจีวริกสฺเสว ลพฺภติ, น อิตรสฺส. อเตจีวริโก หิ พหุภณฺโฑ พหุปริกฺขาโร โหติ, เตนสฺส ผาสุวิหาโร นตฺถิ. อปฺปิจฺฉาทีนญฺเจว ลพฺภติ, น อิตเรสนฺติ. เตน วุตฺตํ – ‘‘อตฺตโน จ ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารํ สมฺปสฺสมาโน’’ติ. ปญฺจมํ.