๓. อุปนิสสุตฺตวณฺณนา

๒๓. ตติเย ‘‘ชานโต อห’’นฺติอาทีสุ ชานโตติ ชานนฺตสฺส. ปสฺสโตติ ปสฺสนฺตสฺส. เทฺวปิ ปทานิ เอกตฺถานิ, พฺยญฺชนเมว นานํ. เอวํ สนฺเตปิ ‘‘ชานโต’’ติ ญาณลกฺขณํ อุปาทาย ปุคฺคลํ นิทฺทิสติ. ชานนลกฺขณญฺหิ ญาณํ. ‘‘ปสฺสโต’’ติ ญาณปฺปภาวํ อุปาทาย. ปสฺสนปฺปภาวญฺหิ ญาณํ, ญาณสมงฺคีปุคฺคโล จกฺขุมา วิย จกฺขุนา รูปานิ, ญาเณน วิวเฏ ธมฺเม ปสฺสติ. อาสวานํ ขยนฺติ เอตฺถ อาสวานํ ปหานํ อสมุปฺปาโท ขีณากาโร นตฺถิภาโวติ อยมฺปิ อาสวกฺขโยติ วุจฺจติ, ภงฺโคปิ มคฺคผลนิพฺพานานิปิ. ‘‘อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺติ’’นฺติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๔๓๘; วิภ. ๘๓๑) หิ ขีณากาโร อาสวกฺขโยติ วุจฺจติ. ‘‘โย อาสวานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธาน’’นฺติ (วิภ. ๓๕๔) เอตฺถ ภงฺโค.

‘‘เสกฺขสฺส สิกฺขมานสฺส, อุชุมคฺคานุสาริโน;

ขยสฺมึ ปฐมํ ญาณํ, ตโต อญฺญา อนนฺตรา’’ติ. (อิติวุ. ๖๒); –

เอตฺถ มคฺโค. โส หิ อาสเว เขเปนฺโต วูปสเมนฺโต อุปฺปชฺชติ, ตสฺมา อาสวานํ ขโยติ วุตฺโต. ‘‘อาสวานํ ขยา สมโณ โหตี’’ติ เอตฺถ ผลํ. ตญฺหิ อาสวานํ ขีณนฺเต อุปฺปชฺชติ, ตสฺมา อาสวานํ ขโยติ วุตฺตํ.

‘‘อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ, อารา โส อาสวกฺขยา’’ติ; (ธ. ป. ๒๕๓) –

เอตฺถ นิพฺพานํ. ตญฺหิ อาคมฺม อาสวา ขียนฺติ, ตสฺมา อาสวานํ ขโยติ วุตฺตํ. อิธ ปน มคฺคผลานิ อธิปฺเปตานิ. โน อชานโต โน อปสฺสโตติ โย ปน น ชานาติ น ปสฺสติ, ตสฺส โน วทามีติ อตฺโถ. เอเตน เย อชานโต อปสฺสโตปิ สํสาราทีหิเยว สุทฺธึ วทนฺติ, เต ปฏิกฺขิตฺตา โหนฺติ. ปุริเมน ปททฺวเยน อุปาโย วุตฺโต, อิมินา อนุปายํ ปฏิเสเธติ.

อิทานิ ยํ ชานโต อาสวานํ ขโย โหติ, ตํ ทสฺเสตุกาโม กิญฺจ, ภิกฺขเว, ชานโตติ ปุจฺฉํ อารภิ. ตตฺถ ชานนา พหุวิธา. ทพฺพชาติโก เอว หิ โกจิ ภิกฺขุ ฉตฺตํ กาตุํ ชานาติ, โกจิ จีวราทีนํ อญฺญตรํ, ตสฺส อีทิสานิ กมฺมานิ วตฺตสีเส ฐตฺวา กโรนฺตสฺส สา ชานนา สคฺคมคฺคผลานํ ปทฏฺฐานํ น โหตีติ น วตฺตพฺพํ. โย ปน สาสเน ปพฺพชิตฺวา เวชฺชกมฺมาทีนิ กาตุํ ชานาติ, ตสฺเสวํ ชานโต อาสวา วฑฺฒนฺติเยว. ตสฺมา ยํ ชานโต ปสฺสโต จ อาสวานํ ขโย โหติ, ตเทว ทสฺเสนฺโต อิติ รูปนฺติอาทิมาห. เอวํ โข, ภิกฺขเว, ชานโตติ เอวํ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ชานนฺตสฺส. อาสวานํ ขโย โหตีติ อาสวานํ ขยนฺเต ชาตตฺตา ‘‘อาสวานํ ขโย’’ติ ลทฺธนามํ อรหตฺตํ โหติ.

เอวํ อรหตฺตนิกูเฏน เทสนํ นิฏฺฐเปตฺวา อิทานิ ขีณาสวสฺส อาคมนียํ ปุพฺพภาคปฏิปทํ ทสฺเสตุํ ยมฺปิสฺส ตํ, ภิกฺขเวติอาทิมาห. ตตฺถ ขยสฺมึ ขเยญาณนฺติ อาสวกฺขยสงฺขาเต อรหตฺตผเล ปฏิลทฺเธ สติ ปจฺจเวกฺขณญาณํ. ตญฺหิ อรหตฺตผลสงฺขาเต ขยสฺมึ ปฐมวารํ อุปฺปนฺเน ปจฺฉา อุปฺปนฺนตฺตา ขเยญาณนฺติ วุจฺจติ. สอุปนิสนฺติ สการณํ สปฺปจฺจยํ. วิมุตฺตีติ อรหตฺตผลวิมุตฺติ. สา หิสฺส อุปนิสฺสยปจฺจเยน ปจฺจโย โหติ. เอวํ อิโต ปเรสุปิ ลพฺภมานวเสน ปจฺจยภาโว เวทิตพฺโพ.

วิราโคติ มคฺโค. โส หิ กิเลเส วิราเชนฺโต เขเปนฺโต อุปฺปนฺโน, ตสฺมา วิราโคติ วุจฺจติ. นิพฺพิทาติ นิพฺพิทาญาณํ. เอเตน พลววิปสฺสนํ ทสฺเสติ. พลววิปสฺสนาติ ภยตูปฏฺฐาเน ญาณํ อาทีนวานุปสฺสเน ญาณํ มุญฺจิตุกมฺยตาญาณํ สงฺขารุเปกฺขาญาณนฺติ จตุนฺนํ ญาณานํ อธิวจนํ. ยถาภูตญาณทสฺสนนฺติ ยถาสภาวชานนสงฺขาตํ ทสฺสนํ. เอเตน ตรุณวิปสฺสนํ ทสฺเสติ. ตรุณวิปสฺสนา หิ พลววิปสฺสนาย ปจฺจโย โหติ. ตรุณวิปสฺสนาติ สงฺขารปริจฺเฉเท ญาณํ กงฺขาวิตรเณ ญาณํ สมฺมสเน ญาณํ มคฺคามคฺเค ญาณนฺติ จตุนฺนํ ญาณานํ อธิวจนํ. สมาธีติ ปาทกชฺฌานสมาธิ. โส หิ ตรุณวิปสฺสนาย ปจฺจโย โหติ. สุขนฺติ อปฺปนาย ปุพฺพภาคสุขํ. ตญฺหิ ปาทกชฺฌานสฺส ปจฺจโย โหติ. ปสฺสทฺธีติ ทรถปฏิปฺปสฺสทฺธิ. สา หิ อปฺปนาปุพฺพภาคสฺส สุขสฺส ปจฺจโย โหติ. ปีตีติ พลวปีติ. สา หิ ทรถปฏิปฺปสฺสทฺธิยา ปจฺจโย โหติ. ปาโมชฺชนฺติ ทุพฺพลปีติ. สา หิ พลวปีติยา ปจฺจโย โหติ. สทฺธาติ อปราปรํ อุปฺปชฺชนสทฺธา. สา หิ ทุพฺพลปีติยา ปจฺจโย โหติ. ทุกฺขนฺติ วฏฺฏทุกฺขํ. ตญฺหิ อปราปรสทฺธาย ปจฺจโย โหติ. ชาตีติ สวิการา ขนฺธชาติ. สา หิ วฏฺฏทุกฺขสฺส ปจฺจโย โหติ. ภโวติ กมฺมภโว. (โส หิ สวิการาย ชาติยา ปจฺจโย โหติ.) เอเตนุปาเยน เสสปทานิปิ เวทิตพฺพานิ.

ถุลฺลผุสิตเกติ มหาผุสิตเก. ปพฺพตกนฺทรปทรสาขาติ เอตฺถ กนฺทรํ นาม ‘ก’นฺติลทฺธนาเมน อุทเกน ทาริโต อุทกภินฺโน ปพฺพตปเทโส, โย ‘‘นิตมฺโพ’’ติปิ ‘‘นทีกุญฺโฉ’’ติปิ วุจฺจติ. ปทรํ นาม อฏฺฐมาเส เทเว อวสฺสนฺเต ผลิโต ภูมิปฺปเทโส. สาขาติ กุสุมฺภคามินิโย ขุทฺทกมาติกาโย. กุโสพฺภาติ ขุทฺทกอาวาฏา. มหาโสพฺภาติ มหาอาวาฏา. กุนฺนทิโยติ ขุทฺทกนทิโย. มหานทิโยติ คงฺคายมุนาทิกา มหาสริตา. เอวเมว โข, ภิกฺขเว, อวิชฺชูปนิสา สงฺขาราติอาทีสุ อวิชฺชา ปพฺพโตติ ทฏฺฐพฺพา. อภิสงฺขารา เมโฆติ, วิญฺญาณาทิวฏฺฏํ กนฺทราทโยติ, วิมุตฺติ สาคโรติ.

ยถา ปพฺพตมตฺถเก เทโว วสฺสิตฺวา ปพฺพตกนฺทราทีนิ ปูเรนฺโต อนุปุพฺเพน มหาสมุทฺทํ สาครํ ปูเรติ, เอวํ อวิชฺชาปพฺพตมตฺถเก ตาว อภิสงฺขารเมฆสฺส วสฺสนํ เวทิตพฺพํ. อสฺสุตวา หิ พาลปุถุชฺชโน อวิชฺชาย อญฺญาณี หุตฺวา ตณฺหาย อภิลาสํ กตฺวา กุสลากุสลกมฺมํ อายูหติ, ตํ กุสลากุสลกมฺมํ ปฏิสนฺธิวิญฺญาณสฺส ปจฺจโย โหติ, ปฏิสนฺธิวิญฺญาณาทีนิ นามรูปาทีนํ. อิติ ปพฺพตมตฺถเก วุฏฺฐเทวสฺส กนฺทราทโย ปูเรตฺวา มหาสมุทฺทํ อาหจฺจ ฐิตกาโล วิย อวิชฺชาปพฺพตมตฺถเก วุฏฺฐสฺส อภิสงฺขารเมฆสฺส ปรมฺปรปจฺจยตาย อนุปุพฺเพน วิญฺญาณาทิวฏฺฏํ ปูเรตฺวา ฐิตกาโล. พุทฺธวจนํ ปน ปาฬิยํ อคหิตมฺปิ ‘‘อิธ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชติ, อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชตี’’ติ อิมาย ปาฬิยา วเสน คหิตเมวาติ เวทิตพฺพํ. ยา หิ ตสฺส กุลเคเห นิพฺพตฺติ, สา กมฺมภวปจฺจยา สวิการา ชาติ นาม. โส พุทฺธานํ วา พุทฺธสาวกานํ วา สมฺมุขีภาวํ อาคมฺม วฏฺฏโทสทีปกํ ลกฺขณาหฏํ ธมฺมกถํ สุตฺวา วฏฺฏวเสน ปีฬิโต โหติ, เอวมสฺส สวิการา ขนฺธชาติ วฏฺฏทุกฺขสฺส ปจฺจโย โหติ. โส วฏฺฏทุกฺเขน ปีฬิโต อปราปรํ สทฺธํ ชเนตฺวา อคารสฺมา อนคาริยํ ปพฺพชติ, เอวมสฺส วฏฺฏทุกฺขํ อปราปรสทฺธาย ปจฺจโย โหติ. โส ปพฺพชฺชามตฺเตเนว อสนฺตุฏฺโฐ อูนปญฺจวสฺสกาเล นิสฺสยํ คเหตฺวา วตฺตปฏิปตฺตึ ปูเรนฺโต เทฺวมาติกา ปคุณํ กตฺวา กมฺมากมฺมํ อุคฺคเหตฺวา ยาว อรหตฺตา นิชฺชฏํ กตฺวา กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา อรญฺเญ วสนฺโต ปถวีกสิณาทีสุ กมฺมํ อารภติ, ตสฺส กมฺมฏฺฐานํ นิสฺสาย ทุพฺพลปีติ อุปฺปชฺชติ. ตทสฺส สทฺธูปนิสํ ปาโมชฺชํ, ตํ พลวปีติยา ปจฺจโย โหติ. พลวปีติ ทรถปฏิปฺปสฺสทฺธิยา, สา อปฺปนาปุพฺพภาคสุขสฺส, ตํ สุขํ ปาทกชฺฌานสมาธิสฺส. โส สมาธินา จิตฺตกลฺลตํ ชเนตฺวา ตรุณวิปสฺสนาย กมฺมํ กโรติ. อิจฺจสฺส ปาทกชฺฌานสมาธิ ตรุณวิปสฺสนาย ปจฺจโย โหติ, ตรุณวิปสฺสนา พลววิปสฺสนาย, พลววิปสฺสนา มคฺคสฺส, มคฺโค ผลวิมุตฺติยา, ผลวิมุตฺติ ปจฺจเวกฺขณญาณสฺสาติ. เอวํ เทวสฺส อนุปุพฺเพน สาครํ ปูเรตฺวา ฐิตกาโล วิย ขีณาสวสฺส วิมุตฺติสาครํ ปูเรตฺวา ฐิตกาโล เวทิตพฺโพติ. ตติยํ.