๒. เรวตีวิมานวณฺณนา

อุฏฺเฐหิ เรวเต สุปาปธมฺเมติ เรวตีวิมานํ. ตสฺส กา อุปฺปตฺติ? ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย. เตน สมเยน พาราณสิยํ สทฺธาสมฺปนฺนสฺส กุลสฺส ปุตฺโต นนฺทิโย นาม อุปาสโก อโหสิ สทฺธาสมฺปนฺโน ทายโก ทานปติ สงฺฆุปฏฺฐาโก. อถสฺส มาตาปิตโร สมฺมุขเคหโต มาตุลธีตรํ เรวตึ นาม กญฺญํ อาเนตุกามา อเหสุํ. สา ปน อสฺสทฺธา อทานสีลา, นนฺทิโย ตํ น อิจฺฉิ. ตสฺส มาตา เรวตึ อาห ‘‘อมฺม, ตฺวํ อิมํ เคหํ อาคนฺตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส นิสีทนฏฺฐานํ หริเตน โคมเยน อุปลิมฺปิตฺวา อาสนานิ ปญฺญาเปหิ, อาธารเก ฐเปหิ, ภิกฺขูนํ อาคตกาเล วนฺทิตฺวา ปตฺตํ คเหตฺวา นิสีทาเปตฺวา ธมกรเณน ปานียํ ปริสฺสาเวตฺวา ภุตฺตกาเล ปตฺตานิ โธวาหิ, เอวํ เม ปุตฺตสฺส อาราธิกา ภวิสฺสสี’’ติ. สา ตถา อกาสิ. อถ นํ ‘‘โอวาทกฺขมา ชาตา’’ติ ปุตฺตสฺส อาโรเจตฺวา เตน ‘‘สาธู’’ติ สมฺปฏิจฺฉิเต ทิวสํ ฐเปตฺวา อาวาหํ กรึสุ.

อถ นํ นนฺทิโย อาห ‘‘สเจ ภิกฺขุสงฺฆํ มาตาปิตโร จ เม อุปฏฺฐหิสฺสสิ, เอวํ อิมสฺมึ เคเห วสิตุํ ลภิสฺสสิ, อปฺปมตฺตา โหหี’’ติ. สา ‘‘สาธู’’ติ ปฏิสฺสุณิตฺวา กิญฺจิ กาลํ สทฺธา วิย หุตฺวา ภตฺตารํ อนวตฺเตนฺตี เทฺว ปุตฺเต วิชายิ. นนฺทิยสฺส มาตาปิตโร กาลมกํสุ. เคเห สพฺพิสฺสริยํ ตสฺสา เอว อโหสิ. นนฺทิโยปิ มหาทานปติ หุตฺวา ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ ปฏฺฐเปสิ, กปณทฺธิกาทีนมฺปิ เคหทฺวาเร ปากวตฺตํ ปฏฺฐเปสิ. อิสิปตนมหาวิหาเร จตูหิ คพฺเภหิ ปฏิมณฺฑิตํ จตุสาลํ กาเรตฺวา มญฺจปีฐาทีนิ อตฺถราเปตฺวา พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส มหาทานํ ทตฺวา ตถาคตสฺส หตฺเถ ทกฺขิโณทกํ ปาเตตฺวา นิยฺยาเทสิ, สห ทกฺขิโณทกทาเนน ตาวตึสภวเน อายามโต จ วิตฺถารโต จ สมนฺตา ทฺวาทสโยชนิโก โยชนสตุพฺเพโธ สตฺตรตนมโย อจฺฉราคณสหสฺสสงฺฆุฏฺโฐ ทิพฺพปาสาโท อุคฺคญฺฉิ.

อถายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน เทวจาริกํ จรนฺโต ตํ ปาสาทํ ทิสฺวา อตฺตานํ วนฺทิตุํ อาคเต เทวปุตฺเต ปุจฺฉิ ‘‘กสฺสายํ ปาสาโท’’ติ? ‘‘อิมสฺส, ภนฺเต, ปาสาทสฺส สามิโก มนุสฺสโลเก พาราณสิยํ นนฺทิโย นาม กุฏุมฺพิยปุตฺโต สงฺฆสฺส อิสิปตนมหาวิหาเร จตุสาลํ กาเรสิ, ตสฺสายํ นิพฺพตฺโต ปาสาโท’’ติ อาหํสุ. ปาสาเท นิพฺพตฺตเทวจฺฉราโยปิ เถรํ วนฺทิตฺวา ‘‘ภนฺเต, มยํ พาราณสิยํ นนฺทิยสฺส นาม อุปาสกสฺส ปริจาริกา ภวิตุํ อิธ นิพฺพตฺตา, ตสฺส เอวํ วเทถ ‘‘ตุยฺหํ ปริจาริกา ภวิตุํ นิพฺพตฺตา, เทวตาโย ตยิ จิรายนฺเต อุกฺกณฺฐิตา, เทวโลกสมฺปตฺติ นาม มตฺติกาภาชนํ ภินฺทิตฺวา สุวณฺณภาชนสฺส คหณํ วิย อติมนาป’นฺติ วตฺวา อิธาคมนตฺถาย ตสฺส วเทถา’’ติ อาหํสุ. เถโร ‘‘สาธู’’ติ ปฏิสฺสุณิตฺวา สหสา เทวโลกโต อาคนฺตฺวา จตุปริสมชฺเฌ ภควนฺตํ ปุจฺฉิ ‘‘นิพฺพตฺตติ นุ โข, ภนฺเต, กตปุญฺญานํ มนุสฺสโลเก ฐิตานํเยว ทิพฺพสมฺปตฺตี’’ติ? ‘‘นนุ เต, โมคฺคลฺลาน, นนฺทิยสฺส เทวโลเก นิพฺพตฺตา ทิพฺพสมฺปตฺติ สามํ ทิฏฺฐา, กสฺมา มํ ปุจฺฉสี’’ติ? ‘‘เอวํ, ภนฺเต, นิพฺพตฺตตี’’ติ. อถสฺส สตฺถา ‘‘ยถา จิรํ วิปฺปวสิตฺวา อาคตํ ปุริสํ มิตฺตพนฺธวา อภินนฺทนฺติ สมฺปฏิจฺฉนฺติ, เอวํ กตปุญฺญํ ปุคฺคลํ อิโต ปรโลกํ คตํ สกานิ ปุญฺญานิ สมฺปตฺติหตฺเถหิ สมฺปฏิจฺฉนฺติ ปฏิคฺคณฺหนฺตี’’ติ ทสฺเสนฺโต –

๘๖๑. ‘‘จิรปฺปวาสึ ปุริสํ, ทูรโต โสตฺถิมาคตํ;

ญาติมิตฺตา สุหชฺชา จ, อภินนฺทนฺติ อาคตํ.

๘๖๒. ‘‘ตเถว กตปุญฺญมฺปิ, อสฺมา โลกา ปรํ คตํ;

ปุญฺญานิ ปฏิคฺคณฺหนฺติ, ปิยํ ญาตีว อาคต’’นฺติ. – คาถา อภาสิ;

นนฺทิโย ตํ สุตฺวา ภิยฺโยโสมตฺตาย ทานานิ เทติ, ปุญฺญานิ กโรติ, โส วณิชฺชาย คจฺฉนฺโต เรวตึ อาห ‘‘ภทฺเท, มยา ปฏฺฐปิตํ สงฺฆสฺส ทานํ อนาถานํ ปากวตฺตญฺจ ตฺวํ อปฺปมตฺตา ปวตฺเตยฺยาสี’’ติ. สา ‘‘สาธู’’ติ ปฏิสฺสุณิ. โส ปวาสคโตปิ ยตฺถ ยตฺถ วาสํ กปฺเปติ, ตตฺถ ตตฺถ ภิกฺขูนํ อนาถานญฺจ ยถาวิภวํ ทานํ เทติเยว. ตสฺส อนุกมฺปาย ขีณาสวา ทูรโตปิ อาคนฺตฺวา ทานํ สมฺปฏิจฺฉนฺติ. เรวตี ปน ตสฺมึ คเต กติปาหเมว ทานํ ปวตฺเตตฺวา อนาถานํ ภตฺตํ อุปจฺฉินฺทิ, ภิกฺขูนมฺปิ ภตฺตํ กณาชกํ พิลงฺคทุติยํ อทาสิ. ภิกฺขูนํ ภุตฺตฏฺฐาเน อตฺตนา ภุตฺตาวเสสานิ สิตฺถานิ มจฺฉมํสขณฺฑมิสฺสกานิ จลกฏฺฐิกานิ จ ปกิริตฺวา มนุสฺสานํ ทสฺเสติ ‘‘ปสฺสถ สมณานํ กมฺมํ, สทฺธาเทยฺยํ นาม เอวํ ฉฑฺเฑนฺตี’’ติ.

อถ นนฺทิโย โวหารกสิทฺธิ ยถาลาโภ อาคนฺตฺวา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา เรวตึ เคหโต นีหริตฺวา เคหํ ปาวิสิ. ทุติยทิวเส พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา นิจฺจภตฺตํ อนาถภตฺตญฺจ สมฺมเทว ปวตฺเตสิ, อตฺตโน สหาเยหิ อุปนีตํ เรวตึ ฆาสจฺฉาทนปรมตาย ฐเปสิ. โส อปเรน สมเยน กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน อตฺตโน วิมาเนเยว นิพฺพตฺติ. เรวตี ปน สพฺพํ ทานํ ปจฺฉินฺทิตฺวา ‘‘อิเมสํ วเสน มยฺหํ ลาภสกฺกาโร ปริหายี’’ติ ภิกฺขุสงฺฆํ อกฺโกสนฺตี ปริภาสนฺตี วิจรติ. อถ เวสฺสวโณ เทฺว ยกฺเข อาณาเปสิ ‘‘คจฺฉถ, ภเณ, พาราณสินคเร อุคฺโฆสถ ‘‘อิโต สตฺตเม ทิวเส เรวตี ชีวนฺตีเยว นิรเย ปกฺขิปียตี’ติ’’. ตํ สุตฺวา มหาชโน สํเวคชาโต ภีตตสิโต อโหสิ.

อถ เรวตี ปน ปาสาทํ อภิรุหิตฺวา ทฺวารํ ถเกตฺวา นิสีทิ. สตฺตเม ทิวเส ตสฺสา ปาปกมฺมสญฺโจทิเตน เวสฺสวเณน รญฺญา อาณตฺตา ชลิตกปิลเกสมสฺสุกา จิปิฏวิรูปนาสิกา ปริณตทาฐา โลหิตกฺขา สชลธรสมานวณฺณา อติวิย ภยานกรูปา เทฺว ยกฺขา อุปคนฺตฺวา ‘‘อุฏฺเฐหิ, เรวเต, สุปาปธมฺเม’’ติอาทีนิ วทนฺตา นานาพาหาสุ คเหตฺวา ‘‘มหาชโน ปสฺสตู’’ติ สกลนคเร วีถิโต วีถึ ปริพฺภมาเปตฺวา อากาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา ตาวตึสภวนํ เนตฺวา นนฺทิยสฺส วิมานํ สมฺปตฺติญฺจสฺสา ทสฺเสตฺวา ตํ วิลปนฺตึเยว อุสฺสทนิรยสมีปํ ปาเปสุํ. ตํ ยมปุริสา อุสฺสทนิรเย ขิปึสุ. เตนาห –

๘๖๓. ‘‘อุฏฺเฐหิ เรวเต สุปาปธมฺเม, อปารุตทฺวาเร อทานสีเล;

เนสฺสาม ตํ ยตฺถ ถุนนฺติ ทุคฺคตา, สมปฺปิตา เนรยิกา ทุเขนา’’ติ.

ตตฺถ อุฏฺเฐหีติ อุฏฺฐห, น ทาเนส ปาสาโท ตํ นิรยภยโต รกฺขิตุํ สกฺโกติ, ตสฺมา สีฆํ อุฏฺฐหิตฺวา อาคจฺฉาหีติ อตฺโถ. เรวเตติ ตํ นาเมน อาลปติ. สุปาปธมฺเมติอาทินา อุฏฺฐานสฺส การณํ วทติ. ยสฺมา ตฺวํ อริยานํ อกฺโกสนปริภาสนาทินา สุฏฺฏุ ลามกปาปธมฺมา, ยสฺมา จ อปารุตํ ทฺวารํ นิรยสฺส ตว ปเวสนตฺถํ, ตสฺมา อุฏฺเฐหีติ. อทานสีเลติ กสฺสจิ กิญฺจิ น ทานสีเล กทริเย มจฺฉรินี, อิทมฺปิ อุฏฺฐานสฺเสว การณวจนํ. ยสฺมา ทานสีลานํ อมจฺฉรีนํ ตว สามิกสทิสานํ สุคติยํ นิวาโส, ตาทิสานํ ปน อทานสีลานํ มจฺฉรีนํ นิรเย นิวาโส, ตสฺมา อุฏฺเฐหิ, มุหุตฺตมตฺตมฺปิ ตว อิธ ฐาตุํ น ทสฺสามีติ อธิปฺปาโย. ยตฺถ ถุนนฺติ ทุคฺคตาติ ทุกฺขคตตฺตา ทุคฺคตา. เนรยิกาติ นิรยทุกฺเขน สมปฺปิตา สมงฺคีภูตา ยสฺมึ นิรเย ถุนนฺติ, ยาว ปาปกมฺมํ น พฺยนฺติ โหติ, ตาว นิกฺขมิตุํ อลภนฺตา นิตฺถุนนฺติ, ตตฺถ ตํ เนสฺสาม นยิสฺสาม ขิปิสฺสามาติ โยชนา.

๘๖๔. ‘‘อิจฺเจว วตฺวาน ยมสฺส ทูตา, เต เทฺว ยกฺขา โลหิตกฺขา พฺรหนฺตา;

ปจฺเจกพาหาสุ คเหตฺวา เรวตํ, ปกฺกามยุํ เทวคณสฺส สนฺติเก’’ติ. –

อิทํ สงฺคีติการวจนํ.

ตตฺถ อิจฺเจว วตฺวานาติ อิติ เอว ‘‘อุฏฺเฐหี’’ติอาทินา วตฺวา, วจนสมนนฺตรเมวาติ อตฺโถ. ยมสฺส ทูตาติ อปฺปฏิเสธนิยตสฺส ยมสฺส รญฺโญ ทูตสทิสา. เวสฺสวเณน หิ เต เปสิตา. ตถา หิ เต ตาวตึสภวนํ นยึสุ. เกจิ ‘‘น ยมสฺส ทูตา’’ติ น-การํ ‘‘ยมสฺสา’’ติ ปเทน สมฺพนฺธิตฺวา ‘‘เวสฺสวณสฺส ทูตา’’ติ อตฺถํ วทนฺติ, ตํ น ยุชฺชติ. น หิ น ยมทูตตาย เวสฺสวณสฺส ทูตาติ สิชฺฌติ. ยชนฺติ ตตฺถ พลึ อุปหรนฺตีติ ยกฺขา. โลหิตกฺขาติ รตฺตนยนา. ยกฺขานญฺหิ เนตฺตานิ อติโลหิตานิ โหนฺติ. พฺรหนฺตาติ มหนฺตา. ปจฺเจกพาหาสูติ เอโก เอกพาหายํ, อิตโร อิตรพาหายนฺติ ปจฺเจกํ พาหาสุ. เรวตนฺติ เรวตึ. เรวตาติปิ ตสฺสา นามเมว. ตถา หิ ‘‘เรวเต’’ติ วุตฺตํ. ปกฺกามยุนฺติ ปกฺกาเมสุํ, อุปเนสุนฺติ อตฺโถ. เทวคณสฺสาติ ตาวตึสภวเน เทวสงฺฆสฺส.

เอวํ เตหิ ยกฺเขหิ ตาวตึสภวนํ เนตฺวา นนฺทิยวิมานสฺส อวิทูเร ฐปิตา เรวตี ตํ สูริยมณฺฑลสทิสํ อติวิย ปภสฺสรํ ทิสฺวา –

๘๖๕. ‘‘อาทิจฺจวณฺณํ รุจิรํ ปภสฺสรํ, พฺยมฺหํ สุภํ กญฺจนชาลฉนฺนํ;

กสฺเสตมากิณฺณชนํ วิมานํ, สุริยสฺส รํสีริว โชตมานํ.

๘๖๖. ‘‘นารีคณา จนฺทนสารลิตฺตา, อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ;

ตํ ทิสฺสติ สุริยสมานวณฺณํ, โก โมทติ สคฺคปตฺโต วิมาเน’’ติ. –

เต ยกฺเข ปุจฺฉิ. เตปิ ตสฺสา –

๘๖๗. ‘‘พาราณสิยํ นนฺทิโย นามาสิ, อุปาสโก อมจฺฉรี ทานปติ วทญฺญู;

ตสฺเสตมากิณฺณชนํ วิมานํ, สูริยสฺส รํสีริว โชตมานํ.

๘๖๘. ‘‘นารีคณา จนฺทนสารลิตฺตา, อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ;

ตํ ทิสฺสติ สูริยสมานวณฺณํ, โส โมทติ สคฺคปตฺโต วิมาเน’’ติ. –

อาจิกฺขึสุ.

๘๖๘. ตตฺถ จนฺทนสารลิตฺตาติ สารภูเตน จนฺทนคนฺเธน อนุลิตฺตสรีรา. อุภโต วิมานนฺติ วิมานํ อุภโต อนฺโต เจว พหิ จ สงฺคีตาทีหิ อุเปจฺจ โสภยนฺติ.

อถ เรวตี –

๘๖๙. ‘‘นนฺทิยสฺสาหํ ภริยา, อคารินี สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา;

ภตฺตุ วิมาเน รมิสฺสามิ ทานหํ, น ปตฺถเย นิรยํ ทสฺสนายา’’ติ. –

อาห. ตตฺถ อคารินีติ เคหสามินี. ‘‘ภริยา สคามินี’’ติปิ ปฐนฺติ, ภริยา สหคามินีติ อตฺโถ. สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา ภตฺตูติ มม ภตฺตุ นนฺทิยสฺส สพฺพกุฏุมฺพิกสฺส อิสฺสรา สามินี อโหสึ, ตสฺมา อิทานิปิ วิมาเน อิสฺสรา ภวิสฺสามีติ อาห. วิมาเน รมิสฺสามิ ทานหนฺติ เอวํ ปโลเภตุเมว หิ ตํ เต ตตฺถ เนสุํ. น ปตฺถเย นิรยํ ทสฺสนายาติ ยํ ปน นิรยํ มํ ตุเมฺห เนตุกามา, ตํ นิรยํ ทสฺสนายปิ น ปตฺถเย, กุโต ปวิสิตุนฺติ วทติ.

เอวํ วทนฺติเมว ‘‘ตฺวํ ตํ ปตฺเถหิ วา มา วา, กึ ตว ปตฺถนายา’’ติ นิรยสมีปํ เนตฺวา –

๘๗๐. ‘‘เอโส เต นิรโย สุปาปธมฺเม, ปุญฺญํ ตยา อกตํ ชีวโลเก;

น หิ มจฺฉรี โรสโก ปาปธมฺโม, สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยต’’นฺติ. –

คาถมาหํสุ. ตสฺสตฺโถ – เอโส ตว นิรโย, ตยา ทีฆรตฺตํ มหาทุกฺขํ อนุภวิตพฺพฏฺฐานภูโต. กสฺมา? ปุญฺญํ ตยา อกตํ ชีวโลเก, ยสฺมา มนุสฺสโลเก อปฺปมตฺตกมฺปิ ตยา ปุญฺญํ นาม น กตํ, เอวํ อกตปุญฺโญ ปน ตาทิโส สตฺโต มจฺฉรี อตฺตโน สมฺปตฺตินิคูหนลกฺขเณน มจฺฉเรน สมนฺนาคโต, ปเรสํ โรสุปฺปาทเนน โรสโก, โลภาทีหิ ปาปธมฺเมหิ สมงฺคีภาวโต ปาปธมฺโม สคฺคูปคานํ เทวานํ สหพฺยตํ สหภาวํ น ลภตีติ โยชนา.

เอวํ ปน วตฺวา เต เทฺว ยกฺขา ตตฺเถวนฺตรธายึสุ. ตํสทิเส ปน เทฺว นิรยปาเล สํสวเก นาม คูถนิรเย ปกฺขิปิตุํ อากฑฺฒนฺเต ปสฺสิตฺวา –

๘๗๑. ‘‘กึ นุ คูถญฺจ มุตฺตญฺจ, อสุจิ ปฏิทิสฺสติ;

ทุคฺคนฺธํ กิมิทํ มีฬฺหํ, กิเมตํ อุปวายตี’’ติ. –

ตํ นิรยํ ปุจฺฉิ.

๘๗๒. ‘‘เอส สํสวโก นาม, คมฺภีโร สตโปริโส;

ยตฺถ วสฺสสหสฺสานิ, ตุวํ ปจฺจสิ เรวเต’’ติ. –

ตสฺมึ กถิเต ตตฺถ อตฺตโน นิพฺพตฺติเหตุภูตํ กมฺมํ ปุจฺฉนฺตี –

๘๗๓. ‘‘กึ นุ กาเยน วาจาย, มนสา ทุกฺกฏํ กตํ;

เกน สํสวโก ลทฺโธ, คมฺภีโร สตโปริโส’’ติ. – อาห;

๘๗๔. ‘‘สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ, อญฺเญ วาปิ วนิพฺพเก;

มุสาวาเทน วญฺเจสิ, ตํ ปาปํ ปกตํ ตยา’’ติ. –

ตสฺสา ตํ กมฺมํ กเถตฺวา ปุน เต –

๘๗๕. ‘‘เตน สํสวโก ลทฺโธ, คมฺภีโร สตโปริโส;

ตตฺเถ วสฺสสหสฺสานิ, ตุวํ ปจฺจสิ เรวเต’’ติ. –

อาหํสุ. ตตฺถ สํสวโก นามาติ นิจฺจกาลํ คูถมุตฺตาทิอสุจิสฺส สํสวนโต ปคฺฆรณโต สํสวโก นาม.

น เกวลํ ตุยฺหํ อิธ สํสวกลาโภ เอว, อถ โข เอตฺถ อเนกานิ วสฺสสหสฺสานิ ปจฺจิตฺวา อุตฺติณฺณาย หตฺถจฺเฉทาทิลาโภปีติ ทสฺเสตุํ –

๘๗๖. ‘‘หตฺเถปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ ปาเท, กณฺเณปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ นาสํ;

อโถปิ กาโกฬคณา สเมจฺจ, สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมาน’’นฺติ. –

ตตฺถ ลทฺธพฺพการณํ อาหํสุ. ตตฺถ กาโกฬคณาติ กากสงฺฆา. เต กิรสฺสา ติคาวุตปฺปมาเณ สรีเร อเนกสตานิ อเนกสหสฺสานิ ปติตฺวา ตาลกฺขนฺธปริมาเณหิ สุนิสิตคฺเคหิ อโยมเยหิ มุขตุณฺเฑหิ วิชฺฌิตฺวา วิชฺฌิตฺวา ขาทนฺติ, มํสํ คหิตคหิตฏฺฐาเน กมฺมพเลน ปูรเตว. เตนาห ‘‘กาโกฬคณา สเมจฺจ, สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมาน’’นฺติ.

ปุน สา มนุสฺสโลกํ ปจฺจานยนาย ยาจนาทิวเสน ตํ ตํ วิปฺปลปิ. เตน วุตฺตํ –

๘๗๗. ‘‘สาธุ โข มํ ปฏิเนถ, กาหามิ กุสลํ พหุํ;

ทาเนน สมจริยาย, สํยเมน ทเมน จ;

ยํ กตฺวา สุขิตา โหนฺติ, น จ ปจฺฉานุตปฺปเร’’ติ.

ปุน นิรยปาลา –

๘๗๘. ‘‘ปุเร ตุวํ ปมชฺชิตฺวา, อิทานิ ปริเทวสิ;

สยํ กตานํ กมฺมานํ, วิปากํ อนุโภสฺสสี’’ติ. –

อาหํสุ. ปุน สา อาห –

๘๗๙. ‘‘โก เทวโลกโต มนุสฺสโลกํ, คนฺตฺวาน ปุฏฺโฐ เม เอวํ วเทยฺย;

นิกฺขิตฺตทณฺเฑสุ ททาถ ทานํ, อจฺฉาทนํ เสยฺยมถนฺนปานํ;

น หิ มจฺฉรี โรสโก ปาปธมฺโม, สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยตํ.

๘๘๐. ‘‘สาหํ นูน อิโต คนฺตฺวา, โยนึ ลทฺธาน มานุสึ;

วทญฺญู สีลสมฺปนฺนา, กาหามิ กุสลํ พหุํ;

ทาเนน สมจริยาย, สํยเมน ทเมน จ.

๘๘๑. ‘‘อารามานิ จ โรปิสฺสํ, ทุคฺเค สงฺกมานิ จ;

ปปญฺจ อุทปานญฺจ, วิปฺปสนฺเนน เจตสา.

๘๘๒. ‘‘จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ, ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี;

ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ, อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ.

๘๘๓. ‘‘อุโปสถํ อุปวสิสฺสํ, สทา สีเลสุ สํวุตา;

น จ ทาเน ปมชฺชิสฺสํ, สามํ ทิฏฺฐมิทํ มยา’’ติ.

๘๘๔. ‘‘อิจฺเจวํ วิปฺปลปนฺตึ, ผนฺทมานํ ตโต ตโต;

ขิปึสุ นิรเย โฆเร, อุทฺธํปาทํ อวํสิร’’นฺติ. –

อิทํ สงฺคีติการวจนํ. ปุน สา –

๘๘๕. ‘‘อหํ ปุเร มจฺฉรินี อโหสึ, ปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ;

วิตเถน จ สามิกํ วญฺจยิตฺวา, ปจฺจามหํ นิรเย โฆรรูเป’’ติ. –

โอสานคาถมาห. ตตฺถ ‘‘อหํ ปุเร มจฺฉรินี’’ติ คาถา นิรเย นิพฺพตฺตาย วุตฺตา, อิตรา อนิพฺพตฺตาย เอวาติ เวทิตพฺพา. เสสํ สุวิญฺเญยฺยเมวาติ.

ภิกฺขู เรวติยา ยกฺเขหิ คเหตฺวา นีตภาวํ ภควโต อาโรเจสุํ. ตํ สุตฺวา ภควา อาทิโต ปฏฺฐาย อิมํ วตฺถุํ กเถตฺวา อุปริ วิตฺถาเรน ธมฺมํ เทเสสิ, เทสนาปริโยสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสุ. กามญฺเจตํ เรวตีปฏิพทฺธาย กถาย เยภุยฺยภาวโต ‘‘เรวตีวิมาน’’นฺติ โวหรียติ, ยสฺมา ปน เรวตี วิมานเทวตา น โหติ, นนฺทิยสฺส ปน เทวปุตฺตสฺส วิมานาทิสมฺปตฺติปฏิสํยุตฺตญฺเจตํ, ตสฺมา ปุริสวิมาเนเสฺวว สงฺคหํ อาโรปิตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ.

เรวตีวิมานวณฺณนา นิฏฺฐิตา.