๘. สุราธตฺเถรคาถาวณฺณนา
ขีณา หิ มยฺหํ ชาตีติอาทิกา อายสฺมโต สุราธตฺเถรสฺส คาถา. กา อุปฺปตฺติ? อยมฺปิ ปุริมพุทฺเธสุ กตาธิกาโร ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปุญฺญานิ อุปจินนฺโต สิขิสฺส ภควโต กาเล กุลเคเห นิพฺพตฺติตฺวา วิญฺญุตํ ปตฺโต เอกทิวสํ สตฺถารํ ทิสฺวา ปสนฺนมานโส มาตุลุงฺคผลํ อทาสิ. โส เตน ปุญฺญกมฺเมน เทวโลเก นิพฺพตฺติตฺวา อปราปรํ ปุญฺญานิ กตฺวา สุคตีสุเยว สํสรนฺโต อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท อนนฺตรํ วุตฺตสฺส ราธตฺเถรสฺส กนิฏฺโฐ หุตฺวา นิพฺพตฺติ, สุราโธติสฺส นามํ อโหสิ. โส เชฏฺฐภาตริ ราเธ ปพฺพชิเต สยมฺปิ ปพฺพชิตฺวา วิปสฺสนาย กมฺมํ กโรนฺโต นจิรสฺเสว อรหตฺตํ ปาปุณิ. เตน วุตฺตํ อปทาเน (อป. เถร ๒.๕๑.๖๘-๗๒) –
‘‘กณิการํว ชลิตํ, ปุณฺณมาเยว จนฺทิมํ;
ชลนฺตํ ทีปรุกฺขํว, อทฺทสํ โลกนายกํ.
‘‘มาตุลุงฺคผลํ คยฺห, อทาสึ สตฺถุโน อหํ;
ทกฺขิเณยฺยสฺส วีรสฺส, ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ.
‘‘เอกตึเส อิโต กปฺเป, ยํ ผลํ อททึ ตทา;
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ, ผลทานสฺสิทํ ผลํ.
‘‘กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ…เป… กตํ พุทฺธสฺส สาสน’’นฺติ.
อรหตฺตํ ปน ปตฺวา สาสนสฺส นิยฺยานิกภาวทสฺสนตฺถํ อญฺญํ พฺยากโรนฺโต ‘‘ขีณา หี มยฺห’’นฺติอาทินา คาถาทฺวยมาห.
๑๓๕-๖. ตตฺถ ขีณาติ ขยํ ปริโยสานํ คตา. ชาตีติ ภโว ภวนิพฺพตฺติ วา. วุสิตํ ชินสาสนนฺติ ชินสฺส สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สาสนํ มคฺคพฺรหฺมจริยํ วุฏฺฐํ ปริวุฏฺฐํ. ปหีโน ชาลสงฺขาโตติ สตฺตสนฺตานสฺส โอตฺถรณโต นิสฺสริตุํ อปฺปทานโต จ ‘‘ชาลสงฺขาโต’’ติ จ ลทฺธนามา ทิฏฺฐิ อวิชฺชา จ ปหีนา มคฺเคน สมุจฺฉินฺนา. ภวเนตฺติ สมูหตาติ กามภวาทิกสฺส ภวสฺส นยนโต ปวตฺตนโต ภวเนตฺติสญฺญิตา ตณฺหา สมุคฺฆาฏิตา. ยสฺสตฺถาย ปพฺพชิโตติ ยสฺส อตฺถาย ยทตฺถํ อหํ อคารสฺมา เคหโต อนคาริยํ ปพฺพชฺชํ ปพฺพชิโต อุปคโต. โส สพฺเพสํ โอรมฺภาคิยุทฺธมฺภาคิยปฺปเภทานํ สํโยชนานํ พนฺธนานํ ขยภูโต อตฺโถ นิพฺพานสงฺขาโต ปรมตฺโถ อรหตฺตสงฺขาโต สทตฺโถ จ มยา อนุปฺปตฺโต อธิคโตติ อตฺโถ.
สุราธตฺเถรคาถาวณฺณนา นิฏฺฐิตา.