๒. สูกรมุขเปตวตฺถุวณฺณนา

กาโย เต สพฺพโสวณฺโณติ อิทํ สตฺถริ ราชคหํ อุปนิสฺสาย เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป วิหรนฺเต อญฺญตรํ สูกรมุขเปตํ อารพฺภ วุตฺตํ. อตีเต กิร กสฺสปสฺส ภควโต สาสเน เอโก ภิกฺขุ กาเยน สญฺญโต อโหสิ, วาจาย อสญฺญโต, ภิกฺขู อกฺโกสติ ปริภาสติ. โส กาลํ กตฺวา นิรเย นิพฺพตฺโต, เอกํ พุทฺธนฺตรํ ตตฺถ ปจฺจิตฺวา ตโต จวิตฺวา อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท ราชคหสมีเป คิชฺฌกูฏปพฺพตปาเท ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากาวเสเสน ขุปฺปิปาสาภิภูโต เปโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ. ตสฺส กาโย สุวณฺณวณฺโณ อโหสิ, มุขํ สูกรมุขสทิสํ. อถายสฺมา นารโท คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต วสนฺโต ปาโตว สรีรปฏิชคฺคนํ กตฺวา ปตฺตจีวรมาทาย ราชคหํ ปิณฺฑาย คจฺฉนฺโต อนฺตรามคฺเค ตํ เปตํ ทิสฺวา เตน กตกมฺมํ ปุจฺฉนฺโต –

๔. ‘‘กาโย เต สพฺพโสวณฺโณ, สพฺพา โอภาสเต ทิสา;

มุขํ เต สูกรสฺเสว, กึ กมฺมมกรี ปุเร’’ติ. –

คาถมาห. ตตฺถ กาโย เต สพฺพโสวณฺโณติ ตว กาโย เทโห สพฺโพ สุวณฺณวณฺโณ อุตฺตตฺตกนกสนฺนิโภ. สพฺพา โอภาสเต ทิสาติ ตสฺส ปภาย สพฺพาปิ ทิสา สมนฺตนฺโต โอภาสติ วิชฺโชตติ. โอภาสเตติ วา อนฺโตคธโหตุอตฺถมิทํ ปทนฺติ ‘‘เต กาโย สพฺพโสวณฺโณ สพฺพา ทิสา โอภาเสติ วิชฺโชเตตี’’ติ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. มุขํ เต สูกรสฺเสวาติ มุขํ ปน เต สูกรสฺส วิย, สูกรมุขสทิสํ ตว มุขนฺติ อตฺโถ. กึ กมฺมมกรี ปุเรติ ‘‘ตฺวํ ปุพฺเพ อตีตชาติยํ กีทิสํ กมฺมํ อกาสี’’ติ ปุจฺฉติ.

เอวํ เถเรน โส เปโต กตกมฺมํ ปุฏฺโฐ คาถาย วิสฺสชฺเชนฺโต –

๕. ‘‘กาเยน สญฺญโต อาสึ, วาจายาสิมสญฺญโต;

เตน เมตาทิโส วณฺโณ, ยถา ปสฺสสิ นารทา’’ติ. –

อาห. ตตฺถ กาเยน สญฺญโต อาสินฺติ กายิเกน สํยเมน สํยโต กายทฺวาริเกน สํวเรน สํวุโต อโหสึ. วาจายาสิมสญฺญโตติ วาจาย อสญฺญโต วาจสิเกน อสํวเรน สมนฺนาคโต อโหสึ. เตนาติ เตน อุภเยน สํยเมน อสํยเมน จ. เมติ มยฺหํ. เอตาทิโส วณฺโณติ เอทิโส. ยถา ตฺวํ, นารท, ปจฺจกฺขโต ปสฺสสิ, เอวรูโป, กาเยน มนุสฺสสณฺฐาโน สุวณฺณวณฺโณ, มุเขน สูกรสทิโส อาสินฺติ โยชนา. วณฺณสทฺโท หิ อิธ ฉวิยํ สณฺฐาเน จ ทฏฺฐพฺโพ.

เอวํ เปโต เถเรน ปุจฺฉิโต ตมตฺถํ วิสฺสชฺเชตฺวา ตเมว การณํ กตฺวา เถรสฺส โอวาทํ เทนฺโต –

๖. ‘‘ตํ ตฺยาหํ นารท พฺรูมิ, สามํ ทิฏฺฐมิทํ ตยา;

มากาสิ มุขสา ปาปํ, มา โข สูกรมุโข อหู’’ติ. –

คาถมาห. ตตฺถ ตนฺติ ตสฺมา. ตฺยาหนฺติ เต อหํ. นารทาติ เถรํ อาลปติ. พฺรูมีติ กเถมิ. สามนฺติ สยเมว. อิทนฺติ อตฺตโน สรีรํ สนฺธาย วทติ. อยเญฺหตฺถ อตฺโถ – ยสฺมา, ภนฺเต นารท, อิทํ มม สรีรํ คลโต ปฏฺฐาย เหฏฺฐา มนุสฺสสณฺฐานํ, อุปริ สูกรสณฺฐานํ, ตยา ปจฺจกฺขโตว ทิฏฺฐํ, ตสฺมา เต อหํ โอวาทวเสน วทามีติ. กินฺติ เจติ อาห ‘‘มากาสิ มุขสา ปาปํ, มา โข สูกรมุโข อหู’’ติ. ตตฺถ มาติ ปฏิเสเธ นิปาโต. มุขสาติ มุเขน. โขติ อวธารเณ, วาจาย ปาปกมฺมํ มากาสิ มา กโรหิ. มา โข สูกรมุโข อหูติ อหํ วิย สูกรมุโข มา อโหสิเยว. สเจ ปน ตฺวํ มุขโร หุตฺวา วาจาย ปาปํ กเรยฺยาสิ, เอกํเสน สูกรมุโข ภเวยฺยาสิ, ตสฺมา มากาสิ มุขสา ปาปนฺติ ผลปฏิเสธนมุเขนปิ เหตุเมว ปฏิเสเธติ.

อถายสฺมา นารโท ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ปจฺฉาภตฺตํ ปิณฺฑปาตปฏิกฺกนฺโต จตุปริสมชฺเฌ นิสินฺนสฺส สตฺถุโน ตมตฺถํ อาโรเจสิ. สตฺถา, ‘‘นารท, ปุพฺเพว มยา โส สตฺโถ ทิฏฺโฐ’’ติ วตฺวา อเนกาการโวการํ วจีทุจฺจริตสนฺนิสฺสิตํ อาทีนวํ, วจีสุจริตปฏิสํยุตฺตญฺจ อานิสํสํ ปกาเสนฺโต ธมฺมํ เทเสสิ. สา เทสนา สมฺปตฺตปริสาย สาตฺถิกา อโหสีติ.

สูกรมุขเปตวตฺถุวณฺณนา นิฏฺฐิตา.