ปญฺจวสีกถาวณฺณนา
๗๘. วสนํ วสีติ ธาตุนิทฺเทสตาย กิริยานิทฺเทโสติ อธิปฺปาเยนาห ‘‘วสิโย’’ติ, ยถารุจิ ปวตฺติโยติ อตฺโถ. อาวชฺชนาย วสี, อาวชฺชนาวเสน วา วสี อาวชฺชนวสี. ฌานํ อาวชฺชิตุํ ยตฺถ ยตฺถ ปเทเส อิจฺฉา ยตฺถิจฺฉกํ. ยทา ยทา, ยสฺมึ ยสฺมึ วา ฌานงฺเค อิจฺฉา ยทิจฺฉกํ. ยาว ยาว อิจฺฉา ยาวทิจฺฉกํ, ท-กาโร ปทสนฺธิกโร. ‘‘ยาวา’’ติ จ อิทํ พหูนํ ชวนวารานํ นิรนฺตรํ วิย ตถาปวตฺตนํ สนฺธาย วุตฺตํ, น เอกเมว. โส หิ ปริจฺฉินฺนจิตฺตกฺขโณติ. อาวชฺชนาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ วุตฺตนเยน ยตฺถ กตฺถจิ ฐาเน ยทา ยทา ยํ กิญฺจิ ฌานงฺคํ อาวชฺเชนฺตสฺส ยถิจฺฉิตํ กาลํ อาวชฺชนาย อาวชฺชนปฺปวตฺติยา ทนฺธายิตตฺตํ วิตฺถายิตตฺตํ, จิรายิตตฺตํ วา นตฺถิ. เอวํ อาวชฺชนวสี สิทฺธา นาม โหตีติ อตฺโถ. เสสาติ วุฏฺฐานอธิฏฺฐานปจฺจเวกฺขณาวสิโย.
องฺคสมุทายภาวโต ฌานสฺส ฌาเน อาวชฺชนวสึ นิปฺผาเทตุกาเมน ปฏิปาฏิยา ฌานงฺคานิ อาวชฺเชตพฺพานีติ อาห ‘‘ปฐมํ วิตกฺกํ อาวชฺชยโต’’ติ. ยทิปิ อาวชฺชนเมเวตฺถ อิจฺฉิตํ อาวชฺชนวสิยา อธิปฺเปตตฺตา, อาวชฺชนาย ปน อุปฺปนฺนาย ชวเนหิ ภวิตพฺพํ. ตานิ จ โข อาวชฺชนตปฺปรตาย จิตฺตาภินีหารสฺส ยถาวชฺชิตฌานงฺคารมฺมณานิ กติปยาเนว โหนฺติ, น ปริปุณฺณานีติ วุตฺตํ ‘‘วิตกฺการมฺมณาเนว จตฺตาริ ปญฺจ วา ชวนานิ ชวนฺตี’’ติ. จตฺตาริ ติกฺขินฺทฺริยสฺส. ปญฺจ นาติติกฺขินฺทฺริยสฺสาติ ทฏฺฐพฺพํ. นิรนฺตรนฺติ วิสภาเคหิ นิรนฺตรํ. อยํ ปนาติ ภวงฺคทฺวยนฺตริตา จตุชวนจิตฺตา ยถาวุตฺตา อาวชฺชนวสี. อญฺเญสํ วา ธมฺมเสนาปติอาทีนํ. เอวรูเป กาเลติ อุฏฺฐาย สมุฏฺฐาย ลหุตรํ อาวชฺชนวสีนิพฺพตฺตนกาเล. สา จ โข อิตฺตรา ปริตฺตกาลา, น สตฺถุ ยมกมหาปาฏิหาริเย วิย จิรตรปฺปพนฺธวตี. ตถา หิ ตํ สาวเกหิ อสาธารณํ วุตฺตํ. อธิคเมน สมํ สสมฺปยุตฺตสฺส ฌานสฺส สมฺมา อาปชฺชนํ ปฏิปชฺชนํ สมาปชฺชนํ, ฌานสมงฺคิตา.
สีฆนฺติ เอตฺถ สมาปชฺชิตุกามตานนฺตรํ ทฺวีสุ ภวงฺเคสุ อุปฺปนฺเนสุ ภวงฺคํ อุปจฺฉินฺทิตฺวา อุปฺปนฺนาวชฺชนานนฺตรํ สมาปชฺชนํ สีฆํ สมาปชฺชนสมตฺถตา. อยญฺจ มตฺถกปฺปตฺตา สมาปชฺชนวสี สตฺถุ ธมฺมเทสนายํ ลพฺภติ. ยํ สนฺธาย วุตฺตํ ‘‘โส โข อหํ, อคฺคิเวสฺสน, ตสฺสา เอว กถาย ปริโยสาเน ตสฺมึเยว ปุริมสฺมึ สมาธินิมิตฺเต อชฺฌตฺตเมว จิตฺตํ สณฺฐเปมิ สนฺนิสาเทมิ เอโกทึ กโรมิ สมาทหามิ เยนสฺสุทํ นิจฺจกปฺปํ วิหรามี’’ติ (ม. นิ. ๑.๓๘๗). อิโต สีฆตรา หิ สมาปชฺชนวสี นาม นตฺถิ. ชุณฺหาย รตฺติยา นโวโรปิเตหิ เกเสหิ กโปตกนฺทรายํ วิหรนฺตสฺส อายสฺมโต สาริปุตฺตสฺส ยกฺเขน มหนฺตมฺปิ ปพฺพตกูฏํ ปทาเลตุํ สมตฺเถ ปหาเร สีเส ทินฺเน สมาปชฺชนมฺเปตฺถ นิทสฺเสตพฺพํ. ตถา หิ วกฺขติ ‘‘ตทา เถโร ตสฺส ปหรณสมเย สมาปตฺตึ อปฺเปสี’’ติ (วิสุทฺธิ. ๒.๓๗๔). ปาฬิยํ ปน ‘‘อญฺญตรํ สมาธึ สมาปชฺชิตฺวา นิสินฺโน’’ติ (อุทา. ๓๔) วุตฺตํ. อิเม ปน เถรา ‘‘สมาปตฺติโต วุฏฺฐานสมกาลํ เตน ปหาโร ทินฺโน’’ติ วทนฺติ.
อจฺฉรามตฺตนฺติ องฺคุลิโผฏมตฺตํ ขณํ. ฐเปตุนฺติ เสตุ วิย สีฆโสตาย นทิยา โอฆํ เวเคน ปวตฺติตุํ อทตฺวา ยถาวุตฺตกฺขณํ ฌานํ ฐเปตุํ สมตฺถตา. อภิภุยฺย ฐปนํ, อธิฏฺฐานํ วิยาติ วา อธิฏฺฐานํ. ตตฺถ วสี อธิฏฺฐานวสี. ตเถว ลหุํ วุฏฺฐาตุนฺติ อจฺฉรามตฺตํ วา ทสจฺฉรามตฺตํ วา ลหุํ ขณํ ฌานสมงฺคี หุตฺวา ฌานโต วุฏฺฐาตุํ สมตฺถตา. ภวงฺคจิตฺตุปฺปตฺติเยว เหตฺถ ฌานโต วุฏฺฐานํ นาม. เอตฺถ จ ยถา ‘‘เอตฺตกเมว ขณํ ฌานํ ฐเปสฺสามี’’ติ ปุพฺพปริกมฺมวเสน อธิฏฺฐานสมตฺถตา อธิฏฺฐานวสี, เอวํ ‘‘เอตฺตกเมว ขณํ ฌานสมงฺคี หุตฺวา ฌานโต วุฏฺฐหิสฺสามี’’ติ ปุพฺพปริกมฺมวเสน วุฏฺฐานสมตฺถตา วุฏฺฐานวสี เวทิตพฺพา, ยา สมาปตฺติ ‘‘วุฏฺฐานกุสลตา’’ติ วุจฺจติ. ตทุภยทสฺสนตฺถนฺติ อธิฏฺฐานวุฏฺฐานวสีทสฺสนตฺถํ.
ตตฺถาติ ตสฺมึ นิมฺมิตปพฺพเต ตสฺส วิวเร. กิญฺจาปิ เอกํเยว ตํ อภิญฺญาจิตฺตํ เยน ปพฺพตํ นิมฺมิเนยฺย, อภิญฺญาปาทกสฺส ปน ฌานสฺส ลหุตรํ ฐปนํ, วุฏฺฐานญฺจ อิธ นิทสฺสิตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ. ‘‘เอตฺตกา อิทฺธิมนฺตา เอกํ อุปฏฺฐากํ ครุฬโต รกฺขิตุํ น สกฺขึสู’’ติ คารยฺหา อสฺสาม.
อาวชฺชนานนฺตรานีติ อาวชฺชนวสีภาวาย ยถากฺกมํ วิตกฺกาทีนํ ฌานงฺคานํ อาวชฺชนาย ปรโต ยานิ ชวนานิ ปวตฺตานิ, ตานิ เตสํ ปจฺจเวกฺขณานิ. ยทคฺเคน อาวชฺชนวสีสิทฺธิ, ตทคฺเคน ปจฺจเวกฺขณาวสีสิทฺธิ เวทิตพฺพา.