วิปสฺสนุปกฺกิเลสกถา

๗๓๒. อถสฺส อิมาย ตรุณวิปสฺสนาย อารทฺธวิปสฺสกสฺส ทส วิปสฺสนุปกฺกิเลสา อุปฺปชฺชนฺติ. วิปสฺสนุปกฺกิเลสา หิ ปฏิเวธปฺปตฺตสฺส อริยสาวกสฺส เจว วิปฺปฏิปนฺนกสฺส จ นิกฺขิตฺตกมฺมฏฺฐานสฺส กุสีตปุคฺคลสฺส นุปฺปชฺชนฺติ. สมฺมาปฏิปนฺนกสฺส ปน ยุตฺตปยุตฺตสฺส อารทฺธวิปสฺสกสฺส กุลปุตฺตสฺส อุปฺปชฺชนฺติเยว.

กตเม ปน เต ทส อุปกฺกิเลสาติ? โอภาโส, ญาณํ, ปีติ, ปสฺสทฺธิ, สุขํ, อธิโมกฺโข, ปคฺคโห, อุปฏฺฐานํ, อุเปกฺขา, นิกนฺตีติ. วุตฺตเญฺหตํ –

‘‘กถํ ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตมานสํ โหติ? อนิจฺจโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ, ‘โอภาโส ธมฺโม’ติ โอภาสํ อาวชฺชติ, ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจํ. เตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ. ทุกฺขโต… อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ’’.

ตถา ‘‘อนิจฺจโต มนสิกโรโต ญาณํ อุปฺปชฺชติ…เป… ปีติ… ปสฺสทฺธิ… สุขํ… อธิโมกฺโข… ปคฺคโห… อุปฏฺฐานํ… อุเปกฺขา… นิกนฺติ อุปฺปชฺชติ, ‘นิกนฺติ ธมฺโม’ติ นิกนฺตึ อาวชฺชติ, ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจํ. เตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ. ทุกฺขโต… อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาตี’’ติ (ปฏิ. ม. ๒.๖).

๗๓๓. ตตฺถ โอภาโสติ วิปสฺสโนภาโส. ตสฺมึ อุปฺปนฺเน โยคาวจโร ‘‘น วต เม อิโต ปุพฺเพ เอวรูโป โอภาโส อุปฺปนฺนปุพฺโพ, อทฺธา มคฺคปฺปตฺโตสฺมิ ผลปตฺโตสฺมี’’ติ อมคฺคเมว ‘‘มคฺโค’’ติ, อผลเมว จ ‘‘ผล’’นฺติ คณฺหาติ. ตสฺส อมคฺคํ ‘‘มคฺโค’’ติ อผลํ ‘‘ผล’’นฺติ คณฺหโต วิปสฺสนาวีถิ อุกฺกนฺตา นาม โหติ. โส อตฺตโน มูลกมฺมฏฺฐานํ วิสฺสชฺเชตฺวา โอภาสเมว อสฺสาเทนฺโต นิสีทติ.

โส โข ปนายํ โอภาโส กสฺสจิ ภิกฺขุโน ปลฺลงฺกฏฺฐานมตฺตเมว โอภาเสนฺโต อุปฺปชฺชติ. กสฺสจิ อนฺโตคพฺภํ. กสฺสจิ พหิคพฺภมฺปิ. กสฺสจิ สกลวิหารํ, คาวุตํ, อฑฺฒโยชนํ, โยชนํ, ทฺวิโยชนํ, ติโยชนํ…เป… กสฺสจิ ปถวีตลโต ยาว อกนิฏฺฐพฺรหฺมโลกา เอกาโลกํ กุรุมาโน. ภควโต ปน ทสสหสฺสิโลกธาตุํ โอภาเสนฺโต อุทปาทิ.

เอวํ เวมตฺตตาย จสฺส อิทํ วตฺถุ – จิตฺตลปพฺพเต กิร ทฺวิกุฏฺฏเคหสฺส อนฺโต เทฺว เถรา นิสีทึสุ. ตํทิวสญฺจ กาฬปกฺขุโปสโถ โหติ, เมฆปฏลจฺฉนฺนา ทิสา, รตฺติภาเค จตุรงฺคสมนฺนาคตํ ตมํ ปวตฺตติ. อเถโก เถโร อาห – ‘‘ภนฺเต, มยฺหํ อิทานิ เจติยงฺคณมฺหิ สีหาสเน ปญฺจวณฺณานิ กุสุมานิ ปญฺญายนฺตี’’ติ. ตํ อิตโร อาห – ‘‘อนจฺฉริยํ, อาวุโส, กเถสิ, มยฺหํ ปเนตรหิ มหาสมุทฺทมฺหิ โยชนฏฺฐาเน มจฺฉกจฺฉปา ปญฺญายนฺตี’’ติ.

อยํ ปน วิปสฺสนุปกฺกิเลโส เยภุยฺเยน สมถวิปสฺสนาลาภิโน อุปฺปชฺชติ. โส สมาปตฺติวิกฺขมฺภิตานํ กิเลสานํ อสมุทาจารโต ‘‘อรหา อห’’นฺติ จิตฺตํ อุปฺปาเทติ อุจฺจวาลิกวาสี มหานาคตฺเถโร วิย หํกนกวาสี มหาทตฺตตฺเถโร วิย จิตฺตลปพฺพเต นิงฺกเปณฺณกปธานฆรวาสี จูฬสุมนตฺเถโร วิย จ.

ตตฺริทํ เอกวตฺถุปริทีปนํ – ตลงฺครวาสี ธมฺมทินฺนตฺเถโร กิร นาม เอโก ปภินฺนปฏิสมฺภิโท มหาขีณาสโว มหโต ภิกฺขุสงฺฆสฺส โอวาททายโก อโหสิ. โส เอกทิวสํ อตฺตโน ทิวาฏฺฐาเน นิสีทิตฺวา ‘‘กินฺนุ โข อมฺหากํ อาจริยสฺส อุจฺจวาลิกวาสีมหานาคตฺเถรสฺส สมณภาวกิจฺจํ มตฺถกํ ปตฺตํ, โน’’ติ อาวชฺชนฺโต ปุถุชฺชนภาวเมวสฺส ทิสฺวา ‘‘มยิ อคจฺฉนฺเต ปุถุชฺชนกาลกิริยเมว กริสฺสตี’’ติ จ ญตฺวา อิทฺธิยา เวหาสํ อุปฺปติตฺวา ทิวาฏฺฐาเน นิสินฺนสฺส เถรสฺส สมีเป โอโรหิตฺวา วนฺทิตฺวา วตฺตํ ทสฺเสตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ. ‘‘กึ, อาวุโส ธมฺมทินฺน, อกาเล อาคโตสี’’ติ จ วุตฺเต ‘‘ปญฺหํ, ภนฺเต, ปุจฺฉิตุํ อาคโตมฺหี’’ติ อาห. ตโต ‘‘ปุจฺฉาวุโส, ชานมานา กถยิสฺสามา’’ติ วุตฺเต ปญฺหสหสฺสํ ปุจฺฉิ.

เถโร ปุจฺฉิตปุจฺฉิตํ อสชฺชมาโนว กเถสิ. ตโต ‘‘อติติกฺขํ โว, ภนฺเต, ญาณํ, กทา ตุเมฺหหิ อยํ ธมฺโม อธิคโต’’ติ วุตฺเต ‘‘อิโต สฏฺฐิวสฺสกาเล, อาวุโส’’ติ อาห. สมาธิมฺปิ, ภนฺเต, วฬญฺเชถาติ, น ยิทํ, อาวุโส, ภาริยนฺติ. เตน หิ, ภนฺเต, เอกํ หตฺถึ มาเปถาติ. เถโร สพฺพเสตํ หตฺถึ มาเปสิ. อิทานิ, ภนฺเต, ยถา อยํ หตฺถี อญฺจิตกณฺโณ ปสาริตนงฺคุฏฺโฐ โสณฺฑํ มุเข ปกฺขิปิตฺวา เภรวํ โกญฺจนาทํ กโรนฺโต ตุมฺหากํ อภิมุโข อาคจฺฉติ, ตถา นํ กโรถาติ. เถโร ตถา กตฺวา เวเคน อาคจฺฉโต หตฺถิสฺส เภรวํ อาการํ ทิสฺวา อุฏฺฐาย ปลายิตุํ อารทฺโธ. ตเมนํ ขีณาสวตฺเถโร หตฺถํ ปสาเรตฺวา จีวรกณฺเณ คเหตฺวา ‘‘ภนฺเต, ขีณาสวสฺส สารชฺชํ นาม โหตี’’ติ อาห.

โส ตมฺหิ กาเล อตฺตโน ปุถุชฺชนภาวํ ญตฺวา ‘‘อวสฺสโย เม, อาวุโส, ธมฺมทินฺน โหหี’’ติ วตฺวา ปาทมูเล อุกฺกุฏิกํ นิสีทิ. ‘‘ภนฺเต, ตุมฺหากํ อวสฺสโย ภวิสฺสามิจฺเจวาหํ อาคโต, มา จินฺตยิตฺถา’’ติ กมฺมฏฺฐานํ กเถสิ. เถโร กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา จงฺกมํ อารุยฺห ตติเย ปทวาเร อคฺคผลํ อรหตฺตํ ปาปุณิ. เถโร กิร โทสจริโต อโหสิ. เอวรูปา ภิกฺขู โอภาเส กมฺปนฺติ.

๗๓๔. ญาณนฺติ วิปสฺสนาญาณํ. ตสฺส กิร รูปารูปธมฺเม ตุลยนฺตสฺส ตีเรนฺตสฺส วิสฺสฏฺฐอินฺทวชิรมิว อวิหตเวคํ ติขิณํ สูรํ อติวิสทํ ญาณํ อุปฺปชฺชติ.

ปีตีติ วิปสฺสนาปีติ. ตสฺส กิร ตสฺมึ สมเย ขุทฺทกาปีติ, ขณิกาปีติ, โอกฺกนฺติกาปีติ, อุพฺเพคาปีติ, ผรณาปีตีติ อยํ ปญฺจวิธา ปีติ สกลสรีรํ ปูรยมานา อุปฺปชฺชติ.

ปสฺสทฺธีติ วิปสฺสนาปสฺสทฺธิ. ตสฺส กิร ตสฺมึ สมเย รตฺติฏฺฐาเน วา ทิวาฏฺฐาเน วา นิสินฺนสฺส กายจิตฺตานํ เนว ทรโถ, น คารวํ, น กกฺขฬตา, น อกมฺมญฺญตา, น เคลญฺญํ, น วงฺกตา โหติ, อถ โข ปนสฺส กายจิตฺตานิ ปสฺสทฺธานิ ลหูนิ มุทูนิ กมฺมญฺญานิ สุวิสทานิ อุชุกานิเยว โหนฺติ. โส อิเมหิ ปสฺสทฺธาทีหิ อนุคฺคหิตกายจิตฺโต ตสฺมึ สมเย อมานุสึ นาม รตึ อนุภวติ. ยํ สนฺธาย วุตฺตํ –

‘‘สุญฺญาคารํ ปวิฏฺฐสฺส, สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน;

อมานุสี รติ โหติ, สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต.

‘‘ยโต ยโต สมฺมสติ, ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ;

ลภตี ปีติปาโมชฺชํ, อมตํ ตํ วิชานต’’นฺติ. (ธ. ป. ๓๗๓-๓๗๔);

เอวมสฺส อิมํ อมานุสึ รตึ สาธยมานา ลหุตาทิสมฺปยุตฺตา ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ.

สุขนฺติ วิปสฺสนาสุขํ. ตสฺส กิร ตสฺมึ สมเย สกลสรีรํ อภิสนฺทยมานํ อติปณีตํ สุขํ อุปฺปชฺชติ.

อธิโมกฺโขติ สทฺธา. วิปสฺสนาสมฺปยุตฺตาเยว หิสฺส จิตฺตเจตสิกานํ อติสยปสาทภูตา พลวตี สทฺธา อุปฺปชฺชติ.

ปคฺคโหติ วีริยํ. วิปสฺสนาสมฺปยุตฺตเมว หิสฺส อสิถิลํ อนจฺจารทฺธํ สุปคฺคหิตํ วีริยํ อุปฺปชฺชติ.

อุปฏฺฐานนฺติ สติ. วิปสฺสนาสมฺปยุตฺตาเยว หิสฺส สุปฏฺฐิตา สุปติฏฺฐิตา นิขาตา อจลา ปพฺพตราชสทิสา สติ อุปฺปชฺชติ. โส ยํ ยํ ฐานํ อาวชฺชติ สมนฺนาหรติ มนสิกโรติ ปจฺจเวกฺขติ, ตํ ตํ ฐานมสฺส โอกฺขนฺทิตฺวา ปกฺขนฺทิตฺวา ทิพฺพจกฺขุโน ปรโลโก วิย สติยา อุปฏฺฐาติ.

อุเปกฺขาติ วิปสฺสนุเปกฺขา เจว อาวชฺชนุเปกฺขา จ. ตสฺมึ หิสฺส สมเย สพฺพสงฺขาเรสุ มชฺฌตฺตภูตา วิปสฺสนุเปกฺขาปิ พลวตี อุปฺปชฺชติ. มโนทฺวาเร อาวชฺชนุเปกฺขาปิ. สา หิสฺส ตํ ตํ ฐานํ อาวชฺชนฺตสฺส วิสฺสฏฺฐอินฺทวชิรมิว ปตฺตปุเฏ ปกฺขิตฺต ตตฺตนาราโจ วิย จ สูรา ติขิณา หุตฺวา วหติ.

นิกนฺตีติ วิปสฺสนานิกนฺติ. เอวํ โอภาสาทิปฏิมณฺฑิตาย หิสฺส วิปสฺสนาย อาลยํ กุรุมานา สุขุมา สนฺตาการา นิกนฺติ อุปฺปชฺชติ. ยา นิกนฺติ กิเลโสติ ปริคฺคเหตุมฺปิ น สกฺกา โหติ.

ยถา จ โอภาเส, เอวํ เอเตสุปิ อญฺญตรสฺมึ อุปฺปนฺเน โยคาวจโร ‘‘น วต เม อิโต ปุพฺเพ เอวรูปํ ญาณํ อุปฺปนฺนปุพฺพํ, เอวรูปา ปีติ, ปสฺสทฺธิ, สุขํ, อธิโมกฺโข, ปคฺคโห, อุปฏฺฐานํ, อุเปกฺขา, นิกนฺติ อุปฺปนฺนปุพฺพา, อทฺธา มคฺคปฺปตฺโตสฺมิ ผลปฺปตฺโตสฺมี’’ติ อมคฺคเมว ‘‘มคฺโค’’ติ อผลเมว จ ‘‘ผล’’นฺติ คณฺหาติ. ตสฺส อมคฺคํ ‘‘มคฺโค’’ติ อผลํ ‘‘ผล’’นฺติ คณฺหโต วิปสฺสนาวีถิ อุกฺกนฺตา นาม โหติ. โส อตฺตโน มูลกมฺมฏฺฐานํ วิสฺสชฺเชตฺวา นิกนฺติเมว อสฺสาเทนฺโต นิสีทตีติ.

๗๓๕. เอตฺถ จ โอภาสาทโย อุปกฺกิเลสวตฺถุตาย อุปกฺกิเลสาติ วุตฺตา, น อกุสลตฺตา. นิกนฺติ ปน อุปกฺกิเลโส เจว อุปกฺกิเลสวตฺถุ จ. วตฺถุวเสเนว เจเต ทส. คาหวเสน ปน สมตึส โหนฺติ. กถํ? ‘‘มม โอภาโส อุปฺปนฺโน’’ติ คณฺหโต หิ ทิฏฺฐิคาโห โหติ, ‘‘มนาโป วต โอภาโส อุปฺปนฺโน’’ติ คณฺหโต มานคาโห, โอภาสํ อสฺสาทยโต ตณฺหาคาโห, อิติ โอภาเส ทิฏฺฐิมานตณฺหาวเสน ตโย คาหา. ตถา เสเสสุปีติ เอวํ คาหวเสน สมตึส อุปกฺกิเลสา โหนฺติ. เตสํ วเสน อกุสโล อพฺยตฺโต โยคาวจโร โอภาสาทีสุ กมฺปติ วิกฺขิปติ. โอภาสาทีสุ เอเกกํ ‘‘เอตํ มม, เอโสหมสฺมิ, เอโส เม อตฺตา’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๔๑) สมนุปสฺสติ. เตนาหุ โปราณา –

‘‘โอภาเส เจว ญาเณ จ, ปีติยา จ วิกมฺปติ;

ปสฺสทฺธิยา สุเข เจว, เยหิ จิตฺตํ ปเวธติ.

‘‘อธิโมกฺเข จ ปคฺคาเห, อุปฏฺฐาเน จ กมฺปติ;

อุเปกฺขาวชฺชนายญฺจ, อุเปกฺขาย นิกนฺติยา’’ติ. (ปฏิ. ม. ๒.๗);