อิทฺธิวิธญาณาทิกถาวณฺณนา

๒๓๙. ภาชนาทิวิกติกิริยานิสฺสยภูตา สุปริกมฺมกตมตฺติกาทโย วิย วิกุพฺพนกิริยานิสฺสยภาวโต อิทฺธิวิธญาณํ ทฏฺฐพฺพํ.

๒๔๑. ปุพฺเพ นีวรณปฺปหานวาเร วิย กนฺตารคฺคหณํ อกตฺวา เกวลํ อทฺธานมคฺคคฺคหณํ เขมมคฺคทสฺสนตฺถํ. กสฺมา ปน เขมมคฺคสฺเสว ทสฺสนํ, น กนฺตารมคฺคสฺส, นนุ อุปมาทสฺสนมตฺตเมตนฺติ โจทนํ ปริหรนฺโต ‘‘ยสฺมา’’ติอาทิมาห. ‘‘อปฺปฏิภยญฺหี’’ติอาทิ ปน เขมมคฺคสฺเสว คหณการณทสฺสนํ. วาตาตปาทินิวารณตฺถํ สีเส สาฏกํ กตฺวา. ตถา ตถา ปน ปริปุณฺณวจนํ อุปมาสมฺปตฺติยา อุปเมยฺยสมฺปาทนตฺถํ, อธิปฺเปตสฺส จ อุปเมยฺยตฺถสฺส สุวิญฺญาปนตฺถํ, เหตุทาหรณเภทฺยเภทกาทิสมฺปนฺนวจเนน จ วิญฺญูชาติกานํ จิตฺตาราธนตฺถนฺติ เวทิตพฺพํ. เอวํ สพฺพตฺถ. สุขํ ววตฺถเปตีติ อกิจฺฉํ อกสิเรน สลฺลกฺเขติ, ปริจฺฉินฺทติ จ.

๒๔๓. มนฺโท อุตฺตานเสยฺยกทารโกปิ ‘‘ทหโร’’ติ วุจฺจตีติ ตโต วิเสสนตฺถํ ‘‘ยุวา’’ติ วุตฺตนฺติ มนฺตฺวา ยุวสทฺเทน วิเสสิตพฺพเมว ทหรสทฺทสฺส อตฺถํ ทสฺเสตุํ ‘‘ตรุโณ’’ติ วุตฺตํ. ตถา ยุวาปิ โกจิ อนิจฺฉนโก, อนิจฺฉนโต จ อมณฺฑนชาติโกติ ตโต วิเสสนตฺถํ ‘‘มณฺฑนชาติโก’’ติอาทิ วุตฺตนฺติ มนฺตฺวา มณฺฑนชาติกาทิสทฺเทน วิเสสิตพฺพเมว ยุวสทฺทสฺส อตฺถํ ทสฺเสตุํ ‘‘โยพฺพนฺเนน สมนฺนาคโต’’ติ วุตฺตํ. ปาฬิยญฺหิ ยถากฺกมํ ปทตฺตยสฺส วิเสสิตพฺพวิเสสกภาเวน วจนโต ตถา สํวณฺณนา กตา, อิตรถา เอกเกนาปิ ปเทน อธิปฺเปตตฺถาธิคมิกา สปริวารา สํวณฺณนาว กาตพฺพา สิยาติ. ‘‘มณฺฑนปกติโก’’ติ วุตฺตเมว วิวริตุํ ‘‘ทิวสสฺสา’’ติอาทิมาห. กณิกสทฺโท โทสปริยาโย, โทโส จ นาม กาฬติลกาทีติ ทสฺเสติ ‘‘กาฬติลกา’’ติอาทินา. กาฬติลปฺปมาณา พินฺทโว กาฬติลกานิ, กาฬา วา กมฺมาสา, เย ‘‘สาสปพีชิกา’’ติปิ วุจฺจนฺติ. ติลปฺปมาณา พินฺทโว ติลกานิ. วงฺคํ นาม วิยงฺคํ วิปริณามิตมงฺคํ. โยพฺพนฺนปีฬกาทโย มุขทูสิปีฬกา, เย ‘‘ขรปีฬกา’’ ติปิ วุจฺจนฺติ. มุขนิมิตฺตนฺติ มุขจฺฉายํ. มุเข คโต โทโส มุขโทโส. ลกฺขณวจนมตฺตเมตํ มุเข อโทสสฺสปิ ปากฏภาวสฺส อธิปฺเปตตฺตา, ยถา วา มุเข โทโส, เอวํ มุเข อโทโสปิ มุขโทโสติ สรโลเปน วุตฺโต สามญฺญนิทฺเทสโตปิ อเนกตฺถสฺส วิญฺญาตพฺพตฺตา, ปิสทฺทโลเปน วา อยมตฺโถ เวทิตพฺโพ. อวุตฺโตปิ หิ อตฺโถ สมฺปิณฺฑนวเสน วุตฺโต วิย วิญฺญายติ, มุขโทโส จ มุขอโทโส จ มุขโทโสติ เอกเทสสรูเปกเสสนเยนเปตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. เอวญฺหิ อตฺถสฺส ปริปุณฺณตาย ‘‘ปเรสํ โสฬสวิธํ จิตฺตํ ปากฏํ โหตี’’ติ วจนํ สมตฺถิตํ โหติ. เตเนตํ วุจฺจติ –

‘‘วตฺตพฺพสฺสาวสิฏฺฐสฺส, คาโห นิทสฺสนาทินา;

อปิสทฺทาทิโลเปน, เอกเสสนเยน วา.

อสมาเน สทฺเท ติธา, จตุธา จ สมานเก;

สามญฺญนิทฺเทสโตปิ, เวทิตพฺโพ วิภาวินา’’ติ.

‘‘สราคํ วา จิตฺต’’นฺติอาทินา ปาฬิยํ วุตฺตํ โสฬสวิธํ จิตฺตํ.

๒๔๕. ปุพฺเพนิวาสญาณูปมายนฺติ ปุพฺเพนิวาสญาณสฺส, ปุพฺเพนิวาสญาเณ วา ทสฺสิตาย อุปมาย. กสฺมา ปน ปาฬิยํ คามตฺตยเมว อุปมาเน คหิตนฺติ โจทนํ โสเธตุํ ‘‘ตํ ทิวส’’นฺติอาทิ วุตฺตํ. ตํ ทิวสํ กตกิริยา นาม ปากติกสตฺตสฺสาปิ เยภุยฺเยน ปากฏา โหติ. ตสฺมา ตํ ทิวสํ คนฺตุํ สกฺกุเณยฺยํ คามตฺตยเมว ภควตา คหิตํ, น ตทุตฺตรีติ อธิปฺปาโย. กิญฺจาปิ ปาฬิยํ ตํทิวสคฺคหณํ นตฺถิ, คามตฺตยคฺคหเณน ปน ตทเหว กตกิริยา อธิปฺเปตาติ มนฺตฺวา อฏฺฐกถายํ ตํทิวสคฺคหณํ กตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ. ตํทิวสคตคามตฺตยคฺคหเณเนว จ มหาภินีหาเรหิ อญฺเญสมฺปิ ปุพฺเพนิวาสญาณลาภีนํ ตีสุปิ ภเวสุ กตกิริยา เยภุยฺเยน ปากฏา โหตีติ ทีปิตนฺติ ทฏฺฐพฺพํ. เอตทตฺถมฺปิ หิ คามตฺตยคฺคหณนฺติ. ตีสุ ภเวสุ กตกิริยายาติ อภิสมฺปราเยสุ ปุพฺเพ ทิฏฺฐธมฺเม ปน อิทานิ, ปุพฺเพ จ กตกิจฺจสฺส.

๒๔๗. ปาฬิยํ รถิกาย วีถึ สญฺจรนฺเตติ อญฺญาย รถิกาย อญฺญํ รถึ สญฺจรนฺเตติ อตฺโถ, เตน อปราปรํ สญฺจรณํ ทสฺสิตนฺติ อาห ‘‘อปราปรํ สญฺจรนฺเต’’ติ, ตํตํกิจฺจวเสน อิโต จิโต จ สญฺจรนฺเตติ วุตฺตํ โหติ, อยเมวตฺโถ รถิวีถิสทฺทานเมกตฺถตฺตา. สิงฺฆาฏกมฺหีติ วีถิจตุกฺเก. ปาสาโท วิย ภิกฺขุสฺส กรชกาโย ทฏฺฐพฺโพ ตตฺถ ปติฏฺฐิตสฺส ทฏฺฐพฺพทสฺสนสิทฺธิโต. มํสจกฺขุมโต หิ ทิพฺพจกฺขุสมธิคโม. ยถาห ‘‘มํสจกฺขุสฺส อุปฺปาโท, มคฺโค ทิพฺพสฺส จกฺขุโน’’ติ (อิติวุ. ๖๑). จกฺขุมา ปุริโส วิย อยเมว ทิพฺพจกฺขุํ ปตฺวา ฐิโต ภิกฺขุ ทฏฺฐพฺพสฺส ทสฺสนโต. เคหํ ปวิสนฺโต, ตโต นิกฺขมนฺโต วิย จ มาตุกุจฺฉึ ปฏิสนฺธิวเสน ปวิสนฺโต, ตโต จ วิชาติวเสน นิกฺขมนฺโต มาตุกุจฺฉิยา เคหสทิสตฺตา. ตถา หิ วุตฺตํ ‘‘มาตรํ กุฏิกํ พฺรูสิ, ภริยํ พฺรูสิ กุลาวก’’นฺติ (สํ. นิ. ๑.๑๙). อยํ อฏฺฐกถามุตฺตโก นโย – เคหํ ปวิสนฺโต วิย อตฺตภาวํ อุปปชฺชนวเสน โอกฺกมนฺโต, เคหา นิกฺขมนฺโต วิย จ อตฺตภาวโต จวนวเสน อปกฺกมนฺโต อตฺตภาวสฺส เคหสทิสตฺตา. วุตฺตญฺหิ ‘‘คหการก ทิฏฺโฐสิ, ปุน เคหํ น กาหสี’’ติ (ธ. ป. ๑๕๔).

อปราปรํ สญฺจรณกสตฺตาติ ปุนปฺปุนํ สํสาเร ปริพฺภมนกสตฺตา. อพฺโภกาสฏฺฐาเนติ อชฺโฌกาสเทสภูเต. มชฺเฌติ นครสฺส มชฺฌภูเต สิงฺฆาฏเก. ตตฺถ ตตฺถาติ ตสฺมึ ตสฺมึ ภเวกเทเส. นิพฺพตฺตสตฺตาติ อุปฺปชฺชมานกสตฺตา. อิมินา หิ ตสฺมึ ตสฺมึ ภเว ชาตสํวทฺเธ สตฺเต วทติ, ‘‘อปราปรํ สญฺจรณกสตฺตา’’ติ ปน เอเตน ตถา อนิยมิตกาลิเก สาธารณสตฺเต. เอวญฺหิ เตสํ ยถากฺกมํ สญฺจรณกสนฺนิสินฺนกชโนปมตา อุปปนฺนา โหตีติ. ตีสุ ภเวสุ นิพฺพตฺตสตฺตานํ อาวิภูตกาโลติ เอตฺถ ปน วุตฺตปฺปการานํ สพฺเพสมฺปิ สตฺตานํ อนิยมโต คหณํ เวทิตพฺพํ.

นนุ จายํ ทิพฺพจกฺขุกถา, อถ กสฺมา ‘‘ตีสุ ภเวสู’’ติ จตุโวการภวสฺสาปิ สงฺคโห กโต. น หิ โส อรูปธมฺมารมฺมโณติ อนุโยคํ ปริหรนฺโต ‘‘อิทญฺจา’’ติอาทิมาห. ตตฺถ ‘‘อิทนฺติ ตีสุ ภเวสุ นิพฺพตฺตสตฺตานนฺติ อิทํ วจน’’นฺติ (ที. นิ. ฏี. ๑.๒๔๗) อยเมตฺถ อาจริยสฺส มติ, เอวํ สติ อฏฺฐกถาจริเยหิ อฏฺฐกถายเมว ยถาวุตฺโต อนุโยโค ปริหริโตติ. อยํ ปเนตฺถ อมฺหากํ ขนฺติ – นนุ จายํ ทิพฺพจกฺขุกถา, อถ กสฺมา ‘‘ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน’’ติอาทินา อวิเสสโต จตุโวการภวูปคสฺสาปิ สงฺคโห กโต. น หิ โส อรูปธมฺมารมฺมโณติ อนุโยคํ ปริหรนฺโต ‘‘อิทญฺจา’’ติอาทิมาห. ตตฺถ อิทนฺติ ‘‘สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน’’ติอาทิวจนํ. เอวญฺหิ สติ อฏฺฐกถาจริเยหิ ปาฬิยเมว ยถาวุตฺโต อนุโยโค ปริหริโตติ. ยทคฺเคน โส ปาฬิยํ ปริหริโต, ตทคฺเคน อฏฺฐกถายมฺปิ ตสฺสา อตฺถวณฺณนาภาวโต. เทสนาสุขตฺถเมวาติ เกวลํ เทสนาสุขตฺถํ เอว อวิเสเสน วุตฺตํ, น ปน จตุโวการภวูปคานํ ทิพฺพจกฺขุสฺส อาวิภาวสพฺภาวโต. ‘‘ฐเปตฺวา อรูปภว’’นฺติ วา ‘‘ทฺวีสุ ภเวสู’’ติ วา สตฺเต ปสฺสติ กามาวจรภวโต, รูปาวจรภวโต จ จวมาเนติ วา กามาวจรภเว, รูปาวจรภเว จ อุปปชฺชมาเนติ วา วุจฺจมานา หิ เทสนา ยถารหํ เภทฺยเภทกาทิวิภาวเนน สุขาสุขาวโพธา จ น โหติ, อวิเสเสน ปน เอวเมว วุจฺจมานา สุขาสุขาวโพธา จ. เทเสตุํ, อวโพเธตุญฺจ สุกรตาปโยชนญฺหิ ‘‘เทสนาสุขตฺถ’’นฺติ วุตฺตํ. กสฺมาติ อาห ‘‘อารุปฺเป…เป… นตฺถี’’ติ, ทิพฺพจกฺขุโคจรภูตานํ รูปธมฺมานมภาวโตติ วุตฺตํ โหติ.