โอตรณหารวณฺณนา

อาฆาตคฺคหเณน สงฺขารกฺขนฺธสงฺคโห, ตถา อนภิรทฺธิคฺคหเณน. อปฺปจฺจยคฺคหเณน เวทนากฺขนฺธสงฺคโหติ อิทํ ขนฺธมุเขน โอตรณํ. ตถา อาฆาตาทิคฺคหเณน ธมฺมายตนํ, ธมฺมธาตุ, ทุกฺขสจฺจํ, สมุทยสจฺจํ วา คหิตนฺติ อิทํ อายตนมุเขน,ธาตุมุเขน,สจฺจมุเขน จ โอตรณํ. ตถา อาฆาตาทีนํ สหชาตา อวิชฺชา เหตุสหชาตอญฺญมญฺญนิสฺสสมฺปยุตฺตอตฺถิอวิคตปจฺจเยหิ ปจฺจโย, อสหชาตา ปน อนนฺตรนิรุทฺธา อนนฺตรสมนนฺตรอนนฺตรูปนิสฺสยนตฺถิวิคตาเสวนปจฺจเยหิ ปจฺจโย. อนนนฺตรา ปน อุปนิสฺสยวเสเนว ปจฺจโย. ตณฺหาอุปาทานาทิ ผสฺสาทีนมฺปิ เตสํ สหชาตานํ, อสหชาตานญฺจ ยถารหํ ปจฺจยภาโว วตฺตพฺโพ. โกจิ ปเนตฺถ อธิปติวเสน, โกจิ กมฺมวเสน, โกจิ อาหารวเสน, โกจิ อินฺทฺริยวเสน, โกจิ ฌานวเสน โกจิ มคฺควเสนาปิ ปจฺจโยติ อยมฺปิ วิเสโส เวทิตพฺโพติ อิทํ ปฏิจฺจสมุปฺปาทมุเขน โอตรณํ. อิมินาว นเยน อานนฺทาทีนมฺปิ ขนฺธาทิมุเขน โอตรณํ วิภาเวตพฺพํ.

ตถา สีลํ ปาณาติปาตาทีหิ วิรติเจตนา, อพฺยาปาทาทิเจตสิกธมฺมา จ, ปาณาติปาตาทโย เจตนาว, เตสํ, ตทุปการกธมฺมานญฺจ ลชฺชาทยาทีนํ สงฺขารกฺขนฺธธมฺมายตนาทีสุ สงฺคหโต ปุริมนเยเนว ขนฺธาทิมุเขน โอตรณํ วิภาเวตพฺพํ. เอส นโย ญาณทิฏฺฐิเวทนาอวิชฺชาตณฺหาทิคฺคหเณสุปิ. นิสฺสรณานุปาทาวิมุตฺติคฺคหเณสุ ปน อสงฺขตธาตุวเสนปิ ธาตุมุเขน โอตรณํ วิภาเวตพฺพํ, ตถา ‘‘เวทนานํ…เป… อนุปาทาวิมุตฺโต’’ติ เอเตน ภควโต สีลาทโย ปญฺจธมฺมกฺขนฺธา, สติปฏฺฐานาทโย จ โพธิปกฺขิยธมฺมา ปกาสิตา โหนฺตีติ ตํมุเขนปิ โอตรณํ เวทิตพฺพํ. ‘‘ตทปิ ผสฺสปจฺจยา’’ติ สสฺสตาทิปญฺญาปนสฺส ปจฺจยาธีนวุตฺติตาทีปเนน อนิจฺจตามุเขน โอตรณํ, ตถา เอวํธมฺมตาย ปฏิจฺจสมุปฺปาทมุเขน โอตรณํ. อนิจฺจสฺส ทุกฺขานตฺตภาวโต อปฺปณิหิตมุเขน, สุญฺญตามุเขน โอตรณํ. เสสปเทสุปิ เอเสว นโย. อยํ ปฏิจฺจสมุปฺปาทาทิมุเขหิ สุตฺตตฺถสฺส โอตรณลกฺขโณ โอตรณหาโร นาม. ตถา หิ วุตฺตํ ‘‘โย จ ปฏิจฺจุปฺปาโท, อินฺทฺริยขนฺธา จ ธาตุอายตนา’’ติอาทิ (เนตฺติ. ๔.๑๒).