๓. วิกาลคามปฺปวิสนสิกฺขาปทวณฺณนา
๕๐๘. ตติเย อริยมคฺคสฺสาติ เอตฺถ สคฺคมคฺโคปิ สงฺคเหตพฺโพ. อนิยฺยานิกตฺตา สคฺคโมกฺขมคฺคานํ ติรจฺฉานภูตา หิ กถา ติรจฺฉานกถา. ติรจฺฉานภูตนฺติ ติโรกรณภูตํ วิพนฺธนภูตํ. ราชปฏิสํยุตฺตํ กถนฺติ (ที. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑๗; ม. นิ. อฏฺฐ. ๒.๒๒๓; สํ. นิ. อฏฺฐ. ๓.๕.๑๐๘๐; อ. นิ. อฏฺฐ. ๓.๑๐.๖๙-๗๐) ราชานํ อารพฺภ ‘‘มหาสมฺมโต มนฺธาตา ธมฺมาโสโก เอวํมหานุภาโว’’ติอาทินา นเยน ปวตฺตกถํ. เอตฺถ จ ‘‘อสุโก ราชา อภิรูโป ทสฺสนีโย’’ติอาทินา นเยน เคหสฺสิตกถาว ติรจฺฉานกถา โหติ. ‘‘โสปิ นาม เอวํมหานุภาโว ขยํ คโต’’ติ เอวํ ปวตฺตา ปน อนิจฺจตาปฏิสํยุตฺตา กมฺมฏฺฐานภาเว ติฏฺฐติ. โจเรสุปิ ‘‘มูลเทโว เอวํมหานุภาโว, เมฆมาโล เอวํมหานุภาโว’’ติ เตสํ กมฺมํ ปฏิจฺจ ‘‘อโห สูรา’’ติ เคหสฺสิตกถาว ติรจฺฉานกถา. ยุทฺเธปิ ภรตยุทฺธาทีสุ ‘‘อสุเกน อสุโก เอวํ มาริโต เอวํ วิทฺโธ’’ติ กามสฺสาทวเสเนว กถา ติรจฺฉานกถา. ‘‘เตปิ นาม ขยํ คตา’’ติ เอวํ ปวตฺตา ปน สพฺพตฺถ กมฺมฏฺฐานเมว โหติ.
อปิจ อนฺนาทีสุ ‘‘เอวํ วณฺณวนฺตํ คนฺธวนฺตํ รสวนฺตํ ผสฺสสมฺปนฺนํ ขาทิมฺห ภุญฺชิมฺห ปิวิมฺห ปริภุญฺชิมฺหา’’ติ กามสฺสาทวเสน กเถตุํ น วฏฺฏติ, สาตฺถกํ ปน กตฺวา ‘‘ปุพฺเพ เอวํ วณฺณาทิสมฺปนฺนํ อนฺนํ ปานํ วตฺถํ สยนํ มาลาคนฺธํ สีลวนฺตานํ อทมฺห, เจติยปูชํ อกริมฺหา’’ติ กเถตุํ วฏฺฏติ. ญาติกถาทีสุปิ ‘‘อมฺหากํ ญาตกา สูรา สมตฺถา’’ติ วา ‘‘ปุพฺเพ มยํ เอวํ วิจิเตฺรหิ ยาเนหิ วิจริมฺหา’’ติ วา อสฺสาทวเสน วตฺตุํ น วฏฺฏติ, สาตฺถกํ ปน กตฺวา ‘‘เตปิ โน ญาตกา ขยํ คตา’’ติ วา ‘‘ปุพฺเพ มยํ เอวรูปา อุปาหนา สงฺฆสฺส อทมฺหา’’ติ วา กเถตพฺพํ. คามกถาปิ สุนิวิฏฺฐทุนฺนิวิฏฺฐสุภิกฺขทุพฺภิกฺขาทิวเสน วา ‘‘อสุกคามวาสิโน สูรา สมตฺถา’’ติ วา เอวํ อสฺสาทวเสน น วฏฺฏติ, สาตฺถกํ ปน กตฺวา ‘‘สทฺธา ปสนฺนา’’ติ วา ‘‘ขยวยํ คตา’’ติ วา วตฺตุํ วฏฺฏติ. นิคมนครชนปทกถาสุปิ เอเสว นโย.
อิตฺถิกถาปิ วณฺณสณฺฐานาทีนิ ปฏิจฺจ อสฺสาทวเสน น วฏฺฏติ, ‘‘สทฺธา ปสนฺนา, ขยํ คตา’’ติ เอวํ วตฺตุํ วฏฺฏติ. สูรกถาปิ ‘‘นนฺทิมิตฺโต นาม โยโธ สูโร อโหสี’’ติ อสฺสาทวเสน น วฏฺฏติ, ‘‘สทฺโธ อโหสิ, ขยํ คโต’’ติ เอวเมว วฏฺฏติ. วิสิขากถาปิ ‘‘อสุกา วิสิขา สุนิวิฏฺฐา ทุนฺนิวิฏฺฐา สูรา สมตฺถา’’ติ อสฺสาทวเสเนว น วฏฺฏติ, ‘‘สทฺธา ปสนฺนา, ขยํ คตา’’อิจฺเจว วฏฺฏติ.
กุมฺภฏฺฐานกถาติ กุฏฏฺฐานกถา อุทกติตฺถกถา วุจฺจติ, กุมฺภทาสีกถา วา. สาปิ ‘‘ปาสาทิกา นจฺจิตุํ คายิตุํ เฉกา’’ติ อสฺสาทวเสน น วฏฺฏติ, ‘‘สทฺธา ปสนฺนา’’ติอาทินา นเยเนว วฏฺฏติ. ปุพฺพเปตกถาติ อตีตญาติกถา. ตตฺถ วตฺตมานญาติกถาสทิโสว วินิจฺฉโย.
นานตฺตกถาติ ปุริมปจฺฉิมกถาวิมุตฺตา อวเสสา นานาสภาวา นิรตฺถกกถา. โลกกฺขายิกาติ ‘‘อยํ โลโก เกน นิมฺมิโต, อสุเกน ปชาปตินา พฺรหฺมุนา อิสฺสเรน วา นิมฺมิโต, กาโก เสโต อฏฺฐีนํ เสตตฺตา, พกา รตฺตา โลหิตสฺส รตฺตตฺตา’’ติ เอวมาทิกา โลกายตวิตณฺฑสลฺลาปกถา. อุปฺปตฺติฐิติสํหาราทิวเสน โลกํ อกฺขายตีติ โลกกฺขายิกา. สมุทฺทกฺขายิกา นาม กสฺมา สมุทฺโท สาคโร, สาครสฺส รญฺโญ ปุตฺเตหิ ขตตฺตา สาคโร. ขโต อเมฺหหีติ หตฺถมุทฺทาย นิเวทิตตฺตา สมุทฺโทติ เอวมาทิกา นิรตฺถกา สมุทฺทกฺขายิกกถา.
อิติ ภโว อิติ อภโวติ ยํ วา ตํ วา นิรตฺถกการณํ วตฺวา ปวตฺติตกถา อิติภวาภวกถา. เอตฺถ จ ภโวติ สสฺสตํ, อภโวติ อุจฺเฉทํ. ภโวติ วุทฺธิ, อภโวติ หานิ. ภโวติ กามสุขํ, อภโวติ อตฺตกิลมโถ. อิติ อิมาย ฉพฺพิธาย อิติภวาภวกถาย สทฺธึ พาตฺตึส ติรจฺฉานกถา นาม โหติ. อถ วา ปาฬิยํ สรูปโต อนาคตาปิ อรญฺญปพฺพตนทีทีปกถา อิติ-สทฺเทน สงฺคเหตฺวา ฉตฺตึส ติรจฺฉานกถาติ วุจฺจติ. อิติ วาติ หิ เอตฺถ อิติ-สทฺโท ปการตฺเถ, วา-สทฺโท วิกปฺปตฺเถ. อิทํ วุตฺตํ โหติ – ‘‘เอวํปการํ อิโต อญฺญํ วา ตาทิสํ นิรตฺถกกถํ กเถนฺตี’’ติ. อาทิอตฺเถ วา อิติ-สทฺโท ‘‘อิติ วา อิติ เอวรูปา นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา ปฏิวิรโต’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๑๐, ๑๙๔) วิย, เอวมาทึ อญฺญมฺปิ ตาทิสํ กถํ กเถนฺตีติ อตฺโถ.
๕๑๒. อปริกฺขิตฺตสฺส คามสฺส อุปจาโร อทินฺนาทาเน วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺโพติ อิมินา ทุติยเลฑฺฑุปาโต อิธ อุปจาโรติ ทสฺเสติ. เสสเมตฺถ อุตฺตานเมว. สนฺตํ ภิกฺขุํ อนาปุจฺฉนา, อนุญฺญาตการณาภาโว, วิกาเล คามปฺปวิสนนฺติ อิมานิ ปเนตฺถ ตีณิ องฺคานิ.
วิกาลคามปฺปวิสนสิกฺขาปทวณฺณนา นิฏฺฐิตา.