๑. กมฺมกฺขนฺธกวณฺณนา

อธมฺมกมฺมทฺวาทสกกถาวณฺณนา

๔. อสมฺมุขา กตํ โหตีติอาทโย ติกา เกวลํ เทสนามตฺตเมว. น หิ ตีหิ เอว องฺเคหิ สโมธาเนหิ อธมฺมกมฺมํ โหติ, เอเกนปิ โหติ เอว, อยมตฺโถ ‘‘ติณฺณํ, ภิกฺขเว’’ติอาทิปาฬิยา (จูฬว. ๖) สาเธตพฺโพ. ‘‘อปฺปฏิญฺญาย กตํ โหตี’’ติ ลชฺชึ สนฺธาย วุตฺตํ. กณฺหปกฺเข ‘‘อเทสนาคามินิยา อาปตฺติยา กตํ โหตี’’ติ สุกฺกปกฺเข ‘‘เทสนาคามินิยา อาปตฺติยา กตํ โหตี’’ติ อิทํ ทฺวยํ ปรโต ‘‘ตีหิ, ภิกฺขเว, องฺเคหิ สมนฺนาคตสฺส ภิกฺขุโน อากงฺขมาโน สงฺโฆ ตชฺชนียกมฺมํ กเรยฺย. อธิสีเล สีลวิปนฺโน โหตี’’ติ อิมินา วิรุชฺฌติ, อเทสนาคามินึ อาปนฺโน หิ ‘‘อธิสีเล สีลวิปนฺโน’’ติ วุจฺจตีติ. ยุตฺตเมตํ, กตฺตุ อธิปฺปาโย เอตฺถ จินฺเตตพฺโพ. เอตฺถาห อุปติสฺสตฺเถโร ‘‘ตชฺชนียกมฺมสฺส หิ วิเสเสน ภณฺฑนการกตฺตํ องฺค’นฺติ อฏฺฐกถายํ วุตฺตํ, ตํ ปาฬิยา อาคตนิทาเนน ยุชฺชติ, ตสฺมา สพฺพตฺติเกสุปิ ภณฺฑนํ อาโรเปตฺวา ภณฺฑนปจฺจยา อาปนฺนาปตฺติวเสน อิทํ กมฺมํ กาตพฺพํ, ตสฺมา ‘อธิสีเล สีลวิปนฺโน’ติ เอตฺถาปิ ปุพฺพภาเค วา อปรภาเค วา โจทนาสารณาทิกาเล ภณฺฑนปจฺจยา อาปนฺนาปตฺติวเสเนว กาเรตพฺพํ, น เกวลํ สงฺฆาทิเสสปจฺจยา กาตพฺพ’’นฺติ. ‘‘อเทสนาคามินิยา อาปตฺติยาติ ปาราชิกาปตฺติยา’ติ เอตฺตกมตฺตํ วตฺวา ปรโต ‘อธิสีเล ปาราชิกสงฺฆาทิเสเส อชฺฌาจารา’ติ โปราณคณฺฐิปเท วุตฺต’’นฺติ ลิขิตํ. ‘‘อธิสีเล สีลวิปนฺโน’ติ สงฺฆาทิเสสํ สนฺธายา’’ติ คณฺฐิปเท ลิขิตํ. อิทํ โปราณคณฺฐิปเท ปุริมวจเนน สเมติ, ตสฺมา ตตฺถ ปจฺฉิมํ ปาราชิกปทํ อตฺถุทฺธารวเสน วุตฺตํ สิยา, อฏฺฐกถายญฺจ ‘‘อเทสนาคามินิยาติ ปาราชิกาปตฺติยา วา สงฺฆาทิเสสาปตฺติยา วา’’ติ วุตฺตํ, ตตฺถ ปาราชิกาปตฺติ อตฺถุทฺธารวเสน วุตฺตา สิยา. ยโต คณฺฐิปเท ‘‘อธิสีเล สีลวิปนฺโน’ติ สงฺฆาทิเสสํ สนฺธายา’’ติ เอตฺตกเมว ลิขิตํ, ตสฺมา สพฺพตฺถ คณฺฐิปเท สกเลน นเยน ปาราชิกาปตฺติปจฺจยา อุปฺปนฺนภณฺฑนเหตุ น ตชฺชนียกมฺมํ กาตพฺพํ ปโยชนาภาวา, สงฺฆาทิเสสปจฺจยา กาตพฺพนฺติ อยมตฺโถ สิทฺโธ โหติ. น, สุกฺกปกฺเข ‘‘เทสนาคามินิยา อาปตฺติยา กตํ โหตี’’ติ (จูฬว. ๕) วจนโตติ เจ? น, เอเกน ปริยาเยน สงฺฆาทิเสสสฺสปิ เทสนาคามินิโวหารสมฺภวโต,

เยน กมฺเมน สนฺตชฺชนํ กรียติ, ตํ ตชฺชนียกมฺมํ นาม. เยน กมฺเมน นิสฺสาย เต วตฺถพฺพนฺติ นิสฺสิยติ ภชาปิยติ นิยสฺโส, ตํ นิยสกมฺมํ นาม. เยน ตโต อาวาสโต, คามโต จ ปพฺพาเชนฺติ กุลทูสกํ, ตํ ปพฺพาชนียกมฺมํ นาม. เยน กมฺเมน อกฺกุฏฺฐคหฏฺฐสมอีปเมว ปฏิสาริยติ โส อกฺโกสโก ปจฺฉา เปสิยติ, ตํ ปฏิสารณียกมฺมํ นาม. เยน สมานสํวาสกภูมิโต อุกฺขิปิยติ. ฉฑฺฑียติ สาติสาโร ภิกฺขุสงฺเฆน, ตํ กมฺมํ อุกฺเขปนียกมฺมํ นามาติ เวทิตพฺพํ.

๑๑. ‘‘นิสฺสาย เต วตฺถพฺพ’’นฺติ ครุนิสฺสยํ สนฺธาย วุตฺตํ, น อิตรนฺติ.

๒๑. อสฺสชิปุนพฺพสุกวตฺถุสฺมึ ‘‘เตสุ วิพฺภนฺเตสุปิ กมฺมํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภตุํ อนุญฺญาตมฺปิ สมฺมาวตฺตนฺตานํเยวา’’ติ ลิขิตํ. สมฺมุขา วุตฺตเมว คิหิปฏิสํยุตฺตํ นาม. ปรมฺมุขา วุตฺตํ เทสนํ คจฺฉติ.

๔๑. ขมาเปนฺเตน ‘‘ขมาหี’’ติ วตฺตพฺพมตฺตเมว, น อุกฺกุฏิกาทิสามีจินา ปโยชนนฺติ. อนุทูตนฺติ สหายนฺติ อตฺโถ.

๕๐. อทสฺสเนเยว อุกฺเขปนียํ กาตพฺพํ, น อญฺญถา. ‘‘ตชฺชนียาทิกรณกาเล อาปตฺตึ โรเปตฺวา ตสฺสา อทสฺสเน, อปฺปฏิกมฺเม วา ภณฺฑนการกาทิองฺเคหิ กาตพฺพ’’นฺติ ลิขิตํ.

ตชฺชนียกมฺมาทีสุ อยํ ปกิณฺณกวินิจฺฉโยติ เวทิตพฺโพ. กึ ตชฺชนียกมฺมํ, ตชฺชนียกมฺมสฺส กึ มูลํ, กึ วตฺถุ, กึ ปริโยสานํ, กสฺมา ‘‘ตชฺชนียกมฺม’’นฺติ วุจฺจตีติ? กึ ตชฺชนียกมฺมนฺติ วตฺถุสฺมึ สติ กรณสมฺปตฺติ. ตชฺชนียกมฺมสฺส กึ มูลนฺติ สงฺโฆ มูลํ. ตชฺชนียกมฺมสฺส กึ วตฺถูติ กลหชาตาปตฺติวตฺถุ. กึ ปริโยสานนฺติ ภาวนาปริโยสานํ. กสฺมา ตชฺชนียกมฺมนฺติ วุจฺจตีติ สงฺโฆ กลหการกปุคฺคลํ กลเห จ เภเท จ ภยํ ทสฺเสตฺวา ขนฺติยา ชเนติ, อุปสเม ชเนติ, ตสฺมา ‘‘ตชฺชนียกมฺม’’นฺติ วุจฺจติ. กถํ ตชฺชนียกมฺมํ กตํ โหติ, กถํ อกตํ. กินฺติ จ ตชฺชนียกมฺมํ กตํ โหติ, กินฺติ จ อกตํ. เกน จ ตชฺชนียกมฺมํ กตํ โหติ, เกน จ อกตํ. กตฺถ จ ตชฺชนียกมฺมํ กตํ โหติ, กตฺถ จ อกตํ. กาย เวลาย ตชฺชนียกมฺมํ กตํ โหติ, กาย เวลาย อกตํ โหติ? กถํ ตชฺชนียกมฺมํ กตํ โหตีติ สมคฺเคน สงฺเฆน ญตฺติจตุตฺเถน กมฺเมน. กถํ อกตํ โหตีติ วคฺเคน สงฺเฆน ญตฺติจตุตฺเถน กมฺเมน. กินฺติ จ กตํ โหตีติ กรณสมฺปตฺติยา. กินฺติ จ อกตํ โหตีติ กรณวิปตฺติยา. เกน จ กตํ โหตีติ สงฺเฆน. เกน จ อกตํ โหตีติ คเณน ปุคฺคเลน. กตฺถ จ กตํ โหตีติ ยสฺส ปุคฺคลสฺส สงฺโฆ ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ, ตสฺส ปุคฺคลสฺส สมฺมุขีภูเต. กตฺถ จ อกตํ โหตีติ ยสฺส ปุคฺคลสฺส สงฺโฆ ตชฺชนียกมฺมํ กโรติ, ตสฺส ปุคฺคลสฺส อสมฺมุขีภูเต. กาย เวลาย กตํ โหตีติ ยทา กลหชาตาปตฺติ สํวิชฺชติ. กาย เวลาย อกตํ โหตีติ ยทา กลหชาตาปตฺติ น สํวิชฺชติ. กติหากาเรหิ ตชฺชนียกมฺมสฺส ปตฺตกลฺลํ โหติ, กติหากาเรหิ อปตฺตกลฺลํ? สตฺตหากาเรหิ ตชฺชนียกมฺมสฺส ปตฺตกลฺลํ โหติ, สตฺตหากาเรหิ อปตฺตกลฺลํ. กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ ปตฺตกลฺลํ, กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ อปตฺตกลฺลํ โหติ? กลหชาตาปตฺติ น สํวิชฺชติ, โส วา ปุคฺคโล อสมฺมุขีภูโต โหติ, สงฺโฆ วา วคฺโค โหติ, อสํวาสิโก วา ปุคฺคโล ตสฺสํ ปริสายํ สํวิชฺชติ, อโจทิโต วา โหติ อสาริโต วา, อาปตฺตึ วา อนาโรปิโต. อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ ตชฺชนียกมฺมสฺส อปตฺตกลฺลํ โหติ, อิตเรหิ สตฺตหากาเรหิ ปตฺตกลฺลํ โหติ. เอวํ เสสกมฺเมสูติ.

กมฺมกฺขนฺธกวณฺณนา นิฏฺฐิตา.