๒. อคฺคิวจฺฉสุตฺตวณฺณนา
๑๘๗. โลกสฺส สสฺสตตาปวตฺติปฏิกฺเขปวเสน ปวตฺโต วาโท อุจฺเฉทวาโท เอว โหตีติ สสฺสตคฺคาหาภาเว อุจฺเฉทคฺคาหภาวโต ปุน ปริพฺพาชเกน ‘‘อสสฺสโต โลโก’’ติ วทนฺเตน อุจฺเฉทคฺคาโห ปุจฺฉิโต, ภควตาปิ โส เอว ปฏิกฺขิตฺโตติ อาห ‘‘ทุติเย นาหํ อุจฺเฉททิฏฺฐิโก’’ติ. อนฺตานนฺติกาทิวเสนาติ เอตฺถ อนฺตานนฺติกคฺคหเณน อนฺตวา โลโก อนนฺตวา โลโกติ อิมํ วาททฺวยมาห. อาทิ-สทฺเทน ‘‘ตํ ชีวํ ตํ สรีร’’นฺติอาทิวาทจตุกฺกํ สงฺคณฺหาติ, อิตรํ ปน ทฺวยํ สรูเปเนว คหิตนฺติ. ปฏิกฺเขโป เวทิตพฺโพติ ‘‘ตติเย นาหํ อนฺตวาทิฏฺฐิโก, จตุตฺเถ นาหํ อนนฺตวาทิฏฺฐิโก’’ติ เอวมาทินา ปฏิกฺเขโป เวทิตพฺโพ. ‘‘โหติ ตถาคโต ปรํ มรณา’’ติ อยมฺปิ สสฺสตวาโท, โส จ โข อปรนฺตกปฺปิกวเสน, ‘‘สสฺสโต โลโก’’ติ ปน ปุพฺพนฺตกปฺปิกวเสนาติ อยเมเตสํ วิเสโส. ‘‘น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณา’’ติ อยมฺปิ อุจฺเฉทวาโท, โส จ โข สตฺตวเสน, ‘‘อสสฺสโต โลโก’’ติ ปน สตฺตสงฺขารวเสนาติ วทนฺติ.
๑๘๙. สปฺปติภยํ อุปฺปชฺชนโต สห ทุกฺเขนาติ สทุกฺขํ. เตนาห ‘‘กิเลสทุกฺเขนา’’ติอาทิ. เตสํเยวาติ กิเลสทุกฺขวิปากทุกฺขานํเยว. สอุปฆาตกนฺติ สพาธํ. สอุปายาสนฺติ สปริสฺสมํ สอุปตาปํ สปีฬํ. สปริฬาหนฺติ สทรถํ.
กิญฺจิ ทิฏฺฐิคตนฺติ อิมา ตาว อฏฺฐ ทิฏฺฐิโย มา โหนฺตุ, อตฺถิ ปน, โภ โคตม, ยํ กิญฺจิ ทิฏฺฐิคตํ คหิตํ. น หิ ตาย ทิฏฺฐิยา วินา กญฺจิ สมยํ ปวตฺเตตุํ ยุชฺชตีติ อธิปฺปาเยน ปุจฺฉติ. อปวิทฺธนฺติ สมุจฺเฉทปฺปหานวเสน ฉฑฺฑิตํ. ปญฺญาย ทิฏฺฐนฺติ วิปสฺสนาปญฺญาสหิตาย มคฺคปญฺญาย ภควตา ปฏิวิทฺธํ. ยตฺถ อุปฺปชฺชนฺติ, ตํ สตฺตํ มเถนฺติ สมฺมทฺทนฺตีติ มถิตาติ อาห ‘‘มถิตานนฺติ เตสํเยว เววจน’’นฺติ. กญฺจิ ธมฺมนฺติ รูปธมฺมํ อรูปธมฺมํ วา. อนุปาทิยิตฺวาติ อคฺคเหตฺวา.
๑๙๐. น อุเปตีติ สงฺขํ น คจฺฉตีติ อตฺโถติ อาห ‘‘น ยุชฺชตี’’ติ. อนุชานิตพฺพํ สิยา อนุปาทาวิมุตฺตสฺส กญฺจิปิ อุปฺปตฺติยา อภาวโต. ‘‘เอวํ วิมุตฺตจิตฺโต น อุปปชฺชตี’’ติ กามญฺเจตํ สภาวปเวทนํ ปรินิพฺพานํ, เอเก ปน อุจฺเฉทวาทิโน ‘‘มยมฺปิ ‘สตฺโต อายตึ น อุปปชฺชตี’ติ วทาม, สมโณ โคตโมปิ ตถา วทตี’’ติ อุจฺเฉทภาเวเยว ปติฏฺฐหิสฺสนฺติ, ตสฺมา ภควา ‘‘น อุปปชฺชตีติ โข วจฺฉ น อุเปตี’’ติ อาห. ‘‘อุปปชฺชตี’’ติ ปน วุตฺเต สสฺสตเมว คเณฺหยฺยาติ โยชนา. เสสทฺวเยปิ เอเสว นโย. อปฺปติฏฺโฐติ อุจฺเฉทวาทาทิวเสน ปติฏฺฐารหิโต. อนาลมฺโพติ เตสํเยว วาทานํ โอลมฺพารมฺมณสฺส อภาเวน อนาลมฺโพ. สุขปเวสนฏฺฐานนฺติ เตสญฺเญว วาทานํ สุขปเวสโนกาสํ มา ลภตูติ. อนนุญฺญาย ฐตฺวาติ ‘‘น อุปปชฺชตี’’ติอาทินา อนุชานิตพฺพาย ปฏิญฺญาย ฐานเหตุ. อนุญฺญมฺปีติ อนุชานิตพฺพมฺปิ ทุติยปญฺหํ ปฏิกฺขิปิ. ปริยตฺโต ปน ธมฺโม อตฺถโต ปจฺจยากาโร เอวาติ อาห ‘‘ธมฺโมติ ปจฺจยาการธมฺโม’’ติ. อญฺญตฺถ ปโยเคนาติ อิมมฺหา นิยฺยานิกสาสนา อญฺญสฺมึ มิจฺฉาสมเย ปวตฺตปฺปโยเคน, อนิยฺยานิกํ วิวิธํ มิจฺฉาปฏิปตฺตึ ปฏิปชฺชนฺเตนาติ อตฺโถ. ‘‘อญฺญวาทิยเกนา’’ติปิ ปาโฐ, ปจฺจยาการโต อญฺญาการทีปกอาจริยวาทํ ปคฺคยฺห ติฏฺฐนฺเตนาติ อตฺโถ.
๑๙๑. อปฺปจฺจโยติ อนุปาทาโน, นิรินฺธโนติ อตฺโถ.
๑๙๒. เยน รูเปนาติ เยน ภูตุปาทาทิเภเทน รูปธมฺเมน. ตํ รูปํ ตปฺปฏิพทฺธสํโยชนปฺปหาเนน ขีณาสว-ตถาคตสฺส ปหีนํ อนุปฺปตฺติธมฺมตํ อาปนฺนํ. เตน วุตฺตํ ปาฬิยํ ‘‘อนุปฺปาทธมฺม’’นฺติอาทิ. อญฺเญสํ ชานนาย อภาวคุณตาย คุณคมฺภีโร. ‘‘เอตฺตกา คุณา’’ติ ปมาณํ คณฺหิตุํ น สกฺกุเณยฺโย. ‘‘อีทิสา เอตสฺส คุณา’’ติ ปริโยคาหิตุํ อสกฺกุเณยฺยตาย ทุปฺปริโยคาโฬฺหติ. ทุชฺชาโนติ อคาธตาย คมฺภีโร ‘‘เอตฺตกานิ อุทกฬฺหกสตานี’’ติอาทินา ปเมตุํ น สกฺกาติ อปฺปเมยฺโย, ตโต เอว ทุชฺชาโน. เอวเมวานฺติ ยถา มหาสมุทฺโท คมฺภีโร อปฺปเมยฺโย ทุชฺชาโน, เอวเมว ขีณาสโวปิ คุณวเสน, ตสฺมา อยํ รูปาทึ คเหตฺวา รูปีติอาทิโวหาโร ภเวยฺย, ปรินิพฺพุตสฺส ปน ตทภาวา ตถา ปญฺญาเปตุํ น สกฺกา, ตโต ตํ อารพฺภ อุปปชฺชตีติอาทิ น ยุชฺเชยฺย. ยถา ปน วิชฺชมาโน เอว ชาตเวโท พฺยตฺเตน ปุริเสน นียมาโน ปุรตฺถิมาทิทิสํ คโตติ วุจฺเจยฺย, น นิพฺพุโต, เอวํ ขีณาสโวปีติ ทสฺเสนฺโต ‘‘เอวเมวา’’ติอาทิมาห.
อนิจฺจตาติ เอตฺถ อนิจฺจตาคหณํ อสารนิทสฺสนํ. เตน ยถา โส สาลรุกฺโข สาขาปลาสาทิอสาราปคเมน สุทฺโธ สาเร ปติฏฺฐิโต, เอวมยํ ธมฺมวินโย สาสวสงฺขาตอสารวิคเมน โลกุตฺตรธมฺมสาเร ปติฏฺฐิโตติ ทสฺเสติ. เสสํ สุวิญฺเญยฺยเมว.
อคฺคิวจฺฉสุตฺตวณฺณนาย ลีนตฺถปฺปกาสนา สมตฺตา.