๑. อมฺพลฏฺฐิกราหุโลวาทสุตฺตวณฺณนา
๑๐๗. อมฺพลฏฺฐิกายนฺติ เอตฺถ อมฺพลฏฺฐิกา วุจฺจติ สุชาโต ตรุณมฺพรุกฺโข, ตสฺส ปน อวิทูเร กโต ปาสาโท อิธ ‘‘อมฺพลฏฺฐิกา’’ติ อธิปฺเปโต. เตนาห ‘‘เวฬุวนวิหารสฺสา’’ติอาทิ. ปธานฆรสงฺเขเปติ ภาวนาเคหปฺปกาเร โยคีนํ เคเหติ อตฺโถ. ติขิโณว โหติ, น ตสฺส ติขิณภาโว เกนจิ กาตพฺโพ สภาวสิทฺธตฺตา. เอวเมว อตฺตโน วิมุตฺติปริปาจนกมฺมุนา ติกฺขวิสทภาวปฺปตฺติยา อยมฺปิ อายสฺมา…เป… ตตฺถ วิหาสิ. ปกติปญฺญตฺตเมวาติ ปกติยา ปญฺญตฺตํ พุทฺธานํ อุปคมนโต ปุเรตรเมว จาริตฺตวเสน ปญฺญตฺตํ.
๑๐๘. อุทกํ อเนน ธียติ, ฐปียติ วา เอตฺถาติ อุทกาธานํ. อุทกฏฺฐานนฺติ จ ขุทฺทกภาชนํ. ‘‘โอวาททานตฺถํ อามนฺเตสี’’ติ วตฺวา ตํ ปนสฺส โอวาททานํ น อิเธว, อถ โข พหูสุ ฐาเนสุ พหุกฺขตฺตุํ ปวตฺติตนฺติ ตานิ ตานิ สงฺเขปโต ทสฺเสตฺวา อิธ สํวณฺณนตฺถํ ‘‘ภควตา หี’’ติอาทิ วุตฺตํ.
ตตฺถ สพฺพพุทฺเธหิ อวิชหิตนฺติ อิมินา สพฺเพสํ พุทฺธานํ สาสเน กุมารปญฺหา นาม โหตีติ ทสฺเสติ. เอเกกโต ปฏฺฐาย ยาว ทสกา ปวตฺตา ทส ปุจฺฉา เอตสฺสาติ ทสปุจฺฉํ, เอเกกโต ปฏฺฐาย ยาว ทสกา เอกุตฺตรวเสน ปวตฺตํ วิสฺสชฺชนตฺถาย ปญฺจปณฺณสวิสฺสชฺชนํ สามเณรปญฺหนฺติ สมฺพนฺโธ. ยํ ปเนตฺถ วตฺตพฺพํ, ตํ ปรมตฺถโชติกายํ ขุทฺทกฏฺฐกถายํ (ขุ. ปา. อฏฺฐ. ๔.กุมารปญฺหวณฺณนา) วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพํ. อนาทีนวทสฺสิตาย อภิณฺหํ มุสา สมุทาจรณโต ‘‘ปิยมุสาวาทา’’ติ วุตฺตํ, อุทกาวเสสฉฑฺฑนอุทกาธานนิกุชฺชนอุกฺกุชฺชนทสฺสนสญฺญิตา จตสฺโส อุทกาธานูปมาโย สพฺพสฺส ยุทฺธกมฺมสฺส อกรณกรณวเสน ทสฺสิตา เทฺว หตฺถิอุปมาโย.
ตตฺถ ราหุลสุตฺตนฺติ สุตฺตนิปาเต อาคตํ ราหุลสุตฺตํ (สุ. นิ. ๓๓๗ อาทโย). อภิโณฺหวาทวเสน วุตฺตนฺติ อิมินา อนฺตรนฺตรา ตํ สุตฺตํ กเถตฺวา ภควา เถรํ โอวทตีติ ทสฺเสติ. อิทญฺจ ปนาติ อิทํ ยถาวุตฺตํ ภควโต ตํตํกาลานุรูปํ อตฺตโน โอวาททานํ สนฺธาย. พีชนฺติ อณฺฑํ. ปสฺสสิ นูติ นุ-สทฺโท อนุชานเน, นนุ ปสฺสสีติ อตฺโถ. สจฺจธมฺมํ ลงฺฆิตฺวา ฐิตสฺส กิญฺจิปิ อกตฺตพฺพํ นาม ปาปํ นตฺถีติ อาห – ‘‘สมฺปชานมุสาวาเท สํวรรหิตสฺส โอปมฺมทสฺสนตฺถํ วุตฺตา’’ติ. ตถา หิ –
‘‘เอกํ ธมฺมมตีตสฺส, มุสาวาทิสฺส ชนฺตุโน;
วิติณฺณปรโลกสฺส, นตฺถิ ปาปมการิย’’นฺติ. (ธ. ป. ๑๗๖);
อุรุฬฺหวาติ อุรุโฬฺห หุตฺวา อุสฺสิโต. โส ปน ทมวเสน อภิรุยฺห วฑฺฒิโต อาโรหนโยโคฺย จ โหตีติ อาห ‘‘อภิวฑฺฒิโต อาโรหสมฺปนฺโน’’ติ. อาคตาคเตติ อตฺตโน โยคฺยปเทสํ อาคตาคเต. ปฏิเสนาย ผลกโกฏฺฐกมุณฺฑปาการาทโยติ ปฏิเสนาย อตฺตโน อารกฺขตฺถาย ฐปิเต ผลกโกฏฺฐเก เจว อุทฺธจฺฉทปาการาทิเก จ. เอตํ ปเทสนฺติ เอตํ ปรเสนาปเทสํ. เอตฺตเกนาติ โอโลกนมตฺเตน. ตสฺส โอโลกนาการทสฺสเนเนว. สตมฺปิ สหสฺสมฺปิ เสนานีกํ เทฺวธา ภิชฺชติ, ตีรปาติกํ มทฺทิตํ หุตฺวา ปทาตา หุตฺวา เทฺวธา หุตฺวา ปลายนฺติ. กณฺเณหิ ปหริตฺวาติ ปเคว สรานํ อาคมนสทฺทํ อุปธาเรตฺวา ยถา เวโค น โหติ, เอวํ สมุฏฺฐาเปตฺวา เตหิ ปหริตฺวา ปาตนํ. ปฏิหตฺถิปฏิอสฺสาติอาทินา ปจฺเจกํ ปติ-สทฺโท โยเชตพฺโพติ. ทีฆาสิลฏฺฐิยาติ ทีฆลตาย อสิลฏฺฐิยา.
กรเณติ กมฺมกรเณ. มญฺญติ หตฺถาโรโห. อยมุคฺครนฺติ ตาทิเส กาเล คหิตมุคฺครํ. โอโลเกตฺวาติ ญาณจกฺขุนา ทิสฺวา, อภิณฺหํ สมฺปชญฺญํ อุปฏฺฐเปตฺวาติ อตฺโถ.
๑๐๙. สสกฺกนฺติ ปสฺสิตุํ ยุตฺตํ กตฺวา อุสฺสาหํ ชเนตฺวา น กรณียํ, ตาทิสํ นิยมโต อกตฺตพฺพํ โหตีติ อาห ‘‘เอกํเสเนว น กาตพฺพ’’นฺติ. ปฏิสํหเรยฺยาสีติ กรณโต สงฺโกจํ อาปชฺเชยฺยาสิ. ยถาภูโต อสนฺโต นิวตฺโต อกโรนฺโต นาม โหตีติ อาห ‘‘นิวตฺเตยฺยาสิ มา กเรยฺยาสี’’ติ. อนุปเทยฺยาสีติ อนุพลปฺปทายี ภเวยฺยาสิ. เตนาห ‘‘อุปตฺถมฺเภยฺยาสี’’ติ. ตํ ปน อนุพลปฺปทานํ อุปตฺถมฺภนํ ปุนปฺปุนํ กรณเมวาติ อาห ‘‘ปุนปฺปุนํ กเรยฺยาสี’’ติ. สิกฺขมาโนติ ตํเยว อธิสีลสิกฺขํ ตนฺนิสฺสยญฺจ สิกฺขาทฺวยํ สิกฺขนฺโต สมฺปาเทนฺโต.
๑๑๑. กิตฺตเก ปน ฐาเนติ กิตฺตเก ฐาเน ปวตฺตานิ. อวิทูเร เอว ปวตฺตานีติ ทสฺเสนฺโต ‘‘เอกสฺมึ ปุเรภตฺเตเยว โสเธตพฺพานี’’ติ อาห. เอวญฺหิ ตานิ สุโสธิตานิ โหนฺติ สุปริสุทฺธานิ. ปเรสํ อปฺปิยํ ครุํ คารยฺหํ, ยถาวุตฺตฏฺฐานโต ปน อญฺญํ วา กมฺมฏฺฐานมนสิกาเรเนว กายกมฺมาทีนิ ปริโสธิตานิ โหนฺตีติ น คหิตํ. ปฏิฆํ วาติ เอตฺถ วา-สทฺเทน อสมเปกฺขเณ โมหสฺส สงฺคโห ทฏฺฐพฺโพ.
๑๑๒. วุตฺตนเยน กายกมฺมาทิปริโสธนํ นาม อิเธว, น อิโต พหิทฺธาติ อาห ‘‘พุทฺธา…เป… สาวกา วา’’ติ. เต หิ อตฺถโต สมณพฺราหฺมณา วาติ. ตสฺมาติ ยสฺมา สพฺพพุทฺธปจฺเจกพุทฺธสาวเกหิ อารุฬฺหมคฺโค, ราหุล, มยา ตุยฺหํ อาจิกฺขิโต, ตสฺมา. เตน อนุสิกฺขนฺเตน ตยา เอวํ สิกฺขิตพฺพนฺติ โอวาทํ อทาสิ. เสสํ วุตฺตนยตฺตา สุวิญฺเญยฺยเมว.
อมฺพลฏฺฐิกราหุโลวาทสุตฺตวณฺณนาย ลีนตฺถปฺปกาสนา
สมตฺตา.