๒. มหาราหุโลวาทสุตฺตวณฺณนา

๑๑๓. อิริยาปถานุพนฺธเนนาติ อิริยาปถคมนานุพนฺธเนน, น ปฏิปตฺติคมนานุพนฺธเนน. อญฺญเมว หิ พุทฺธานํ ปฏิปตฺติคมนํ อญฺญํ สาวกานํ. วิลาสิตคมเนนาติ – ‘‘ทูเร ปาทํ น อุทฺธรติ, น อจฺจาสนฺเน ปาทํ นิกฺขิปติ, นาติสีฆํ คจฺฉติ นาติสณิก’’นฺติอาทินา (สํ. นิ. อฏฺฐ. ๓.๔.๒๔๓; อุทา. อฏฺฐ. ๗๖; สารตฺถ. ฏี. มหาวคฺค ๓.๒๘๕) วุตฺเตน สภาวสีเลน พุทฺธานํ จาตุริยคมเนน. ตเทว หิ สนฺธาย ‘‘ปเท ปทํ นิกฺขิปนฺโต’’ติ วุตฺตํ. ปทานุปทิโกติ ราหุลตฺเถรสฺสปิ ลกฺขณปาริปูริยา ตาทิสเมว คมนนฺติ ยตฺตกํ ปเทสํ อนฺตรํ อทตฺวา ภควโต ปิฏฺฐิโต คนฺตุํ อารทฺโธ, สพฺพตฺถ ตเมว คมนปทานุปทํ คจฺฉตีติ ปทานุปทิโก.

วณฺณนาภูมิ จายํ ตตฺถ ภควนฺตํ เถรญฺจ อเนกรูปาหิ อุปมาหิ วณฺเณนฺโต ‘‘ตตฺถ ภควา’’ติอาทิมาห. นิกฺขนฺตคชโปตโก วิย วิโรจิตฺถาติ ปทํ อาเนตฺวา โยชนา. เอวํ ตํ เกสรสีโห วิยาติอาทีสุปิ อาเนตฺวา โยเชตพฺพํ. ตารกราชา นาม จนฺโท. ทฺวินฺนํ จนฺทมณฺฑลานนฺติอาทิ ปริกปฺปวจนํ, พุทฺธาเวณิกสนฺตกํ วิย พุทฺธานํ อากปฺปโสภา อโหสิ, อโห สิรีสมฺปตฺตีติ โยชนา.

อาทิยมานาติ คณฺหนฺติ. ‘‘ปจฺฉา ชานิสฺสามา’’ติ น อชฺชุเปกฺขิตพฺโพ. อิทํ น กตฺตพฺพนฺติ วุตฺเตติ อิทํ ปาณอติปาตนํ น กตฺตพฺพนฺติ วุตฺเต อิทํ ทณฺเฑน วา เลฑฺฑุนา วา วิเหฐนํ น กตฺตพฺพํ, อิทํ ปาณินา ทณฺฑกทานญฺจ อนฺตมโส กุชฺฌิตฺวา โอโลกนมตฺตมฺปิ น กตฺตพฺพเมวาติ นยสเตนปิ นยสหสฺเสนปิ ปฏิวิชฺฌติ, ตถา อิธ ตาว สมฺมชฺชนํ กตฺตพฺพนฺติ วุตฺเตปิ ตตฺถ ปริภณฺฑกรณํ วิหารงฺคณสมฺมชฺชนํ กจวรฉฑฺฑนํ วาลิกาสมกิรณนฺติ เอวมาทินา นยสเตน นยสหสฺเสน ปฏิวิชฺฌติ. เตนาห – ‘‘อิทํ กตฺตพฺพนฺติ วุตฺเตปิ เอเสว นโย’’ติ. ปริภาสนฺติ ตชฺชนํ. ลภามีติ ปจฺจาสีสติ.

สพฺพเมตนฺติ สพฺพํ เอตํ มยิ ลพฺภมานํ สิกฺขากามตํ. อภิญฺญายาติ ชานิตฺวา. สหาโยติ รฏฺฐปาลตฺเถรํ สนฺธายาห. โส หิ ภควตา สทฺธาปพฺพชิตภาเว เอตทคฺเค ฐปิโต. ธมฺมารกฺโขติ สตฺถุ สทฺธมฺมรตนานุปาลโก ธมฺมภณฺฑาคาริโก. เปตฺติโยติ จูฬปิตา. สพฺพํ เม ชินสาสนนฺติ สพฺพมฺปิ พุทฺธสาสนํ มยฺหเมว.

ฉนฺทราคํ ญตฺวาติ ฉนฺทราคํ มม จิตฺเต อุปฺปนฺนํ ญตฺวา. อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเลติ วิหารปริยนฺเต อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูลฏฺฐาเน อนุจฺฉวิเก.

ตทาติ อคฺคสาวเกหิ ปสาทาปนกาเล. อญฺญกมฺมฏฺฐานานิ จงฺกมนอิริยาปเถปิ ปิฏฺฐิปสารณกาเลปิ สมิชฺฌนฺติ, น เอวมิทนฺติ อาห – ‘‘อิทมสฺส เอติสฺสา นิสชฺชาย กมฺมฏฺฐานํ อนุจฺฉวิก’’นฺติ. อานาปานสฺสตินฺติ อานาปานสฺสติกมฺมฏฺฐานํ.

สมสีสี โหตีติ สเจ สมสีสี หุตฺวา น ปรินิพฺพายติ. ปจฺเจกโพธึ สจฺฉิกโรติ โน เจ ปจฺเจกโพธึ สจฺฉิกโรติ. ขิปฺปาภิญฺโญติ ขิปฺปํ ลหุํเยว ปตฺตพฺพฉฬภิญฺโญ.

ปริปุณฺณาติ โสฬสสุ อากาเรสุ กสฺสจิปิ อตาปเนน สพฺพโส ปุณฺณา. สุภาวิตาติ สมถภาวนาย วิปสฺสนาภาวนาย จ อนุปุพฺพสมฺปาทเนน สุภาวิตา. คณนาวิธานานุปุพฺพิยา อาเสวิตตฺตา อนุปุพฺพํ ปริจิตา.

โอมานํ วาติ อวชานนํ อุญฺญาตนฺติ เอวํวิธํ มานํ วา. อติมานํ วาติ ‘‘กึ อิเมหิ, มเมว อานุภาเวน ชีวิสฺสามี’’ติ เอวํ อติมานํ วา กุโต ชเนสฺสตีติ.

๑๑๔. วิสงฺขริตฺวาติ วิสํยุตฺเต กตฺวา, ยถา สงฺคากาเรน คหณํ น คจฺฉติ, เอวํ วินิภุญฺชิตฺวาติ อตฺโถ. มหาภูตานิ ตาว วิตฺถาเรตุ, สมฺมสนูปคตฺตา, อสมฺมสนูปคํ อากาสธาตุํ อถ กสฺมา วิตฺถาเรสีติ อาห ‘‘อุปาทารูปทสฺสนตฺถ’’นฺติ. อาโปธาตุ สุขุมรูปํ. อิตราสุ โอฬาริกสุขุมตาปิ ลพฺภตีติ อาห ‘‘อุปาทารูปทสฺสนตฺถ’’นฺติ. เหฏฺฐา จตฺตาริ มหาภูตาเนว กถิตานิ, น อุปาทารูปนฺติ ตสฺส ปเนตฺถ ลกฺขณหารนเยน อากาสทสฺสเนน ทสฺสิตตา เวทิตพฺพา. เตนาห ‘‘อิมินา มุเขน ตํ ทสฺเสตุ’’นฺติ. น เกวลํ อุปาทารูปคฺคหณทสฺสนตฺถเมว อากาสธาตุ วิตฺถาริตา, อถ โข ปริคฺคหสุขตายปีติ ทสฺเสนฺโต ‘‘อปิจา’’ติอาทิมาห. ตตฺถ ปริจฺฉินฺทิตพฺพสฺส รูปสฺส นิรวเสสปริยาทานตฺถํ ‘‘อชฺฌตฺติเกนา’’ติ วิเสสนมาห. อากาเสนาติ อากาสธาตุยา คหิตาย. ปริจฺฉินฺนรูปนฺติ ตาย ปริจฺฉินฺทิตกลาปคตมฺปิ ปากฏํ โหติ วิภูตํ หุตฺวา อุปฏฺฐาติ.

อิทานิ วุตฺตเมวตฺถํ สุขคฺคหณตฺถํ คาถาย ทสฺเสติ. ตสฺสาติ อุปาทายรูปสฺส. เอวํ อาวิภาวตฺถนฺติ เอวํ ปริจฺฉินฺนตาย อากาสสฺส วเสน วิภูตภาวตฺถํ. ตนฺติ อากาสธาตุํ.

๑๑๘. อากาสภาวํ คตนฺติ จตูหิ มหาภูเตหิ อสมฺผุฏฺฐานํ เตสํ ปริจฺเฉทกภาเวน อากาสนฺติ คเหตพฺพตํ คตํ, อากาสเมว วา อากาสคตํ ยถา ‘‘ทิฏฺฐิคตํ (ธ. ส. ๓๘๑; มหานิ. ๑๒), อตฺถงฺคต’’นฺติ (อ. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑.๑๓๐) จ. อาทินฺนนฺติ อิมนฺติ ตณฺหาทิฏฺฐีหิ อาทินฺนํ. เตนาห ‘‘คหิตํ ปรามฏฺฐ’’นฺติ. อญฺญตฺถ กมฺมชํ ‘‘อุปาทินฺน’’นฺติ วุจฺจติ, น ตถา อิธาติ อาห ‘‘สรีรฏฺฐกนฺติ อตฺโถ’’ติ. ปถวีธาตุอาทีสุ วุตฺตนเยเนวาติ มหาหตฺถิปโทปเม (ม. นิ. ๑.๓๐๐ อาทโย) วุตฺตนยทสฺสนํ สนฺธาย วทติ.

๑๑๙. ตาทิภาโว นาม นิฏฺฐิตกิจฺจสฺส โหติ, อยญฺจ วิปสฺสนํ อนุยุญฺชติ, อถ กิมตฺถํ ตาทิภาวตา วุตฺตาติ? ปถวีสมตาทิลกฺขณาจิกฺขณาหิ วิปสฺสนาย สุขปฺปวตฺติอตฺถํ. เตนาห ‘‘อิฏฺฐานิฏฺเฐสู’’ติอาทิ. คเหตฺวาติ กุสลปฺปวตฺติยา โอกาสทานวเสน ปริคฺคเหตฺวา. น ปติฏฺฐิโตติ น นิสฺสิโต น ลคฺโค.

๑๒๐. พฺรหฺมวิหารภาวนา อสุภภาวนา อานาปานสฺสติภาวนา จ อุปจารํ วา อปฺปนํ วา ปาเปนฺโต วิปสฺสนาย ปาทกภาวาย อนิจฺจาทิสญฺญาย วิปสฺสนาภาเวน อุสฺสกฺกิตฺวา มคฺคปฏิปาฏิยา อรหตฺตาธิคมาย โหตีติ ‘‘เมตฺตาทิภาวนาย ปน โหตี’’ติ วุตฺตํ. ยตฺถ กตฺถจิ สตฺเตสุ สงฺขาเรสุ จ ปฏิหญฺญนกิเลโสติ อาฆาตภาวเมว วทติ ญายภาวโต อญฺเญสมฺปิ. อสฺมิมาโนติ รูปาทิเก ปจฺเจกํ เอกชฺฌํ คเหตฺวา ‘‘อยมหมสฺมี’’ติ เอวํ ปวตฺตมาโน.

๑๒๑. อิทํ กมฺมฏฺฐานนฺติ เอตฺถ คณนาทิวเสน อาเสวิยมานา อสฺสาสปสฺสาสา โยคกมฺมสฺส ปติฏฺฐานตาย กมฺมฏฺฐานํ. ตตฺถ ปน ตถาปวตฺโต มนสิกาโร ภาวนา. เอตฺถ จ ตสฺเสว เถรสฺส ภควตา พหูนํ กมฺมฏฺฐานานํ เทสิตตฺตา จริตํ อนาทิยิตฺวา กมฺมฏฺฐานานิ สพฺเพสํ ปุคฺคลานํ สปฺปายานีติ อยมตฺโถ สิทฺโธ, อติสปฺปายวเสน ปน กมฺมฏฺฐาเนสุ วิภาคกถา กถิตาติ เวทิตพฺพา.

มหาราหุโลวาทสุตฺตวณฺณนาย ลีนตฺถปฺปกาสนา สมตฺตา.