๘. ปุริสินฺทฺริยญาณสุตฺตวณฺณนา
๖๒. อฏฺฐเม นิพฺพตฺติวเสน อปายสํวตฺตนิเยน วา กมฺมุนา อปาเยสุ นิยุตฺโตติ อาปายิโก เนรยิโกติ เอตฺถาปิ เอเสว นโย. อวีจิมฺหิ อุปฺปชฺชิตฺวา ตตฺถ อายุกปฺปสญฺญิตํ อนฺตรกปฺปํ ติฏฺฐตีติ กปฺปฏฺโฐ. นิรยูปปตฺติปริหรณวเสน ติกิจฺฉิตุํ อสกฺกุเณยฺโยติ อเตกิจฺโฉ. อขณฺฑานีติ เอกเทเสนปิ อขณฺฑิตานิ. ภินฺนกาลโต ปฏฺฐาย พีชํ พีชตฺถาย น อุปกปฺปติ. อปูตีนีติ อุทกเตมเนน อปูติกานิ. ปูติกญฺหิ พีชํ พีชตฺถาย น อุปกปฺปติ. อวาตาตปหตานีติ วาเตน จ อาตเปน จ น หตานิ นิโรชตํ น ปาปิตานิ. นิโรชญฺหิ กสฏํ พีชํ พีชตฺถาย น อุปกปฺปติ. ‘‘สาราทานี’’ติ วตฺตพฺเพ อา-การสฺส รสฺสตฺตํ กตฺวา ปาฬิยํ ‘‘สารทานี’’ติ วุตฺตนฺติ อาห ‘‘สาราทานี’’ติ. ตณฺฑุลสารสฺส อาทานโต สาราทานิ, คหิตสารานิ ปติฏฺฐิตสารานิ. นิสฺสรญฺหิ พีชํ พีชตฺถาย น อุปกปฺปติ. สุขสยิตานีติ จตฺตาโร มาเส โกฏฺเฐ ปกฺขิตฺตนิยาเมเนว สุขสยิตานิ สุฏฺฐุ สนฺนิจิตานิ. มณฺฑเขตฺเตติ อูสขาราทิโทเสหิ อวิทฺธสฺเต สารกฺเขตฺเต. อภิโทติ อภิ-สทฺเทน สมานตฺถนิปาตปทนฺติ อาห ‘‘อภิอฑฺฒรตฺต’’นฺติ. นตฺถิ เอตสฺส ภิทาติ วา อภิโท. ‘‘อภิทํ อฑฺฒรตฺต’’นฺติ วตฺตพฺเพ อุปโยคตฺเถ ปจฺจตฺตวจนํ. อฑฺฒรตฺตนฺติ จ อจฺจนฺตสํโยควจนํ, ภุมฺมตฺเถ วา. ตสฺมา อภิโท อฑฺฒรตฺตนฺติ อภินฺเน อฑฺฒรตฺตสมเยติ อตฺโถ. ปุณฺณมาสิยญฺหิ คคนมชฺฌสฺส ปุรโต วา ปจฺฉโต วา จนฺเท ฐิเต อฑฺฒรตฺตสมโย ภินฺโน นาม โหติ, มชฺเฌ เอว ปน ฐิเต อภินฺโน นาม.
สุปฺปพุทฺธสุนกฺขตฺตาทโยติ เอตฺถ (ธ. ป. อฏฺฐ. ๒.๑๒๗ สุปฺปพุทฺธสกฺยวตฺถุ) สุปฺปพุทฺโธ กิร สากิโย ‘‘มม ธีตรํ ฉฑฺเฑตฺวา นิกฺขนฺโต, มม ปุตฺตํ ปพฺพาเชตฺวา ตสฺส เวริฏฺฐาเน ฐิโต จา’’ติ อิเมหิ ทฺวีหิ การเณหิ สตฺถริ อาฆาตํ พนฺธิตฺวา เอกทิวสํ ‘‘น ทานิ นิมนฺติตฏฺฐานํ คนฺตฺวา ภุญฺชิตุํ ทสฺสามี’’ติ คมนมคฺคํ ปิทหิตฺวา อนฺตรวีถิยํ สุรํ ปิวนฺโต นิสีทิ. อถสฺส สตฺถริ ภิกฺขุสงฺฆปริวุเต ตํ ฐานํ อาคเต ‘‘สตฺถา อาคโต’’ติ อาโรเจสุํ. โส อาห – ‘‘ปุรโต คจฺฉาติ ตสฺส วเทถ, นายํ มยา มหลฺลกตโร, นาสฺส มคฺคํ ทสฺสามี’’ติ. ปุนปฺปุนํ วุจฺจมาโนปิ ตเถว นิสีทิ. สตฺถา มาตุลสฺส สนฺติกา มคฺคํ อลภิตฺวา ตโตว นิวตฺติ. โสปิ จรปุริสํ เปเสสิ – ‘‘คจฺฉ ตสฺส กถํ สุตฺวา เอหี’’ติ. สตฺถาปิ นิวตฺตนฺโต สิตํ กตฺวา อานนฺทตฺเถเรน – ‘‘โก นุ โข, ภนฺเต, สิตปาตุกมฺเม ปจฺจโย’’ติ ปุฏฺโฐ อาห – ‘‘ปสฺสสิ, อานนฺท, สุปฺปพุทฺธ’’นฺติ. ปสฺสามิ, ภนฺเต. ภาริยํ เตน กมฺมํ กตํ มาทิสสฺส พุทฺธสฺส มคฺคํ อเทนฺเตน, อิโต สตฺตเม ทิวเส เหฏฺฐาปาสาเท ปาสาทมูเล ปถวิยา ปวิสิสฺสตี’’ติ อาจิกฺขิ.
สุนกฺขตฺโตปิ (ม. นิ. อฏฺฐ. ๑.๑๔๗) ปุพฺเพ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา ทิพฺพจกฺขุปริกมฺมํ ปุจฺฉิ. อถสฺส ภควา กเถสิ. โส ทิพฺพจกฺขุํ นิพฺพตฺเตตฺวา อาโลกํ วฑฺเฒตฺวา โอโลเกนฺโต เทวโลเก นนฺทนวนจิตฺตลตาวนผารุสกวนมิสฺสกวเนสุ ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวมาเน เทวปุตฺเต จ เทวธีตโร จ ทิสฺวา – ‘‘เอเตสํ เอวรูปาย อตฺตภาวสมฺปตฺติยา ฐิตานํ กิร มธุโร นุ โข สทฺโท ภวิสฺสตี’’ติ สทฺทํ โสตุกาโม หุตฺวา ทสพลํ อุปสงฺกมิตฺวา ทิพฺพโสตธาตุปริกมฺมํ ปุจฺฉิ. ภควา ปนสฺส – ‘‘ทิพฺพโสตธาตุสฺส อุปนิสฺสโย นตฺถี’’ติ ญตฺวา ปริกมฺมํ น กเถสิ. น หิ พุทฺธา ยํ น ภวิสฺสติ, ตสฺส ปริกมฺมํ กเถนฺติ. โส ภควติ อาฆาตํ พนฺธิตฺวา จินฺเตสิ – ‘‘อหํ สมณํ โคตมํ ปฐมํ ทิพฺพจกฺขุปริกมฺมํ ปุจฺฉึ, โส มยฺหํ ‘สมฺปชฺชตุ วา มา วา สมฺปชฺชตู’ติ กเถสิ. อหํ ปน ปจฺจตฺตปุริสกาเรน ตํ นิพฺพตฺเตตฺวา ทิพฺพโสตธาตุปริกมฺมํ ปุจฺฉึ, ตํ เม น กเถสิ. อทฺธา เอวํ โหติ ‘อยํ ราชปพฺพชิโต ทิพฺพจกฺขุญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา, ทิพฺพโสตญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา, เจโตปริยกมฺมญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา, อาสวานํ ขเย ญาณํ นิพฺพตฺเตตฺวา, มยา สมสโม ภวิสฺสตี’ติ อิสฺสามจฺฉริยวเสน มยฺหํ น กเถตี’’ติ ภิยฺโยโส อาฆาตํ พนฺธิตฺวา กาสายานิ ฉฑฺเฑตฺวา คิหิภาวํ ปตฺวาปิ น ตุณฺหีภูโต วิหาสิ. ทสพลํ ปน อสตา ตุจฺเฉน อพฺภาจิกฺขิตฺวา อปายูปโค อโหสิ. ตมฺปิ ภควา พฺยากาสิ. วุตฺตเญฺหตํ – ‘‘เอวมฺปิ โข, ภคฺคว, สุนกฺขตฺโต ลิจฺฉวิปุตฺโต มยา วุจฺจมาโน อปกฺกเมว อิมสฺมา ธมฺมวินยา, ยถา ตํ อาปายิโก’’ติ (ที. นิ. ๓.๖). เตน วุตฺตํ ‘‘อปเรปิ สุปฺปพุทฺธสุนกฺขตฺตาทโย ภควตา ญาตาวา’’ติ. อาทิ-สทฺเทน โกกาลิกาทีนํ สงฺคโห ทฏฺฐพฺโพ.
สุสีโม ปริพฺพาชโกติ (สํ. นิ. อฏฺฐ. ๒.๒.๗๐) เอวํนามโก เวทงฺเคสุ กุสโล ปณฺฑิโต ปริพฺพาชโก. อญฺญติตฺถิยา หิ ปริหีนลาภสกฺการสิโลกา ‘‘สมโณ โคตโม น ชาติโคตฺตาทีนิ อารพฺภ ลาภคฺคปฺปตฺโต ชาโต, กวิเสฏฺโฐ ปเนส อุตฺตมกวิตาย สาวกานํ พนฺธํ พนฺธิตฺวา เทติ. เต ตํ อุคฺคณฺหิตฺวา อุปฏฺฐากานํ อุปนิสินฺนกถมฺปิ อนุโมทนมฺปิ สรภญฺญมฺปีติ เอวมาทีนิ กเถนฺติ. เต เตสํ ปสนฺนานํ ลาภํ อุปสํหรนฺติ. สเจ มยํ ยํ สมโณ โคตมา ชานาติ, ตโต โถกํ ชาเนยฺยาม, อตฺตโน สมยํ ตตฺถ ปกฺขิปิตฺวา มยมฺปิ อุปฏฺฐากานํ กเถยฺยาม. ตโต เอเตหิ ลาภิตรา ภเวยฺยาม. โก นุ โข สมณสฺส โคตมสฺส สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา ขิปฺปเมว อุคฺคณฺหิตุํ สกฺขิสฺสตี’’ติ เอวํ จินฺเตตฺวา ‘‘สุสิโม ปฏิพโล’’ติ ทิสฺวา อุปสงฺกมิตฺวา เอวมาหํสุ ‘‘เอหิ ตฺวํ, อาวุโส สุสีม, สมเณ โคตเม พฺรหฺมจริยํ จร, ตฺวํ ธมฺมํ ปริยาปุณิตฺวา อเมฺห วาเจยฺยาสิ, ตํ มยํ ธมฺมํ ปริยาปุณิตฺวา คิหีนํ ภาสิสฺสาม, เอวํ มยมฺปิ สกฺกตา ภวิสฺสาม ครุกตา มานิตา ปูชิตา ลาภิโน จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาราน’’นฺติ (สํ. นิ. ๒.๗๐).
อถ สุสีโม ปริพฺพาชโก เตสํ วจนํ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา เยนานนฺโท เตนุปสงฺกมิ, อุปสงฺกมิตฺวา ปพฺพชฺชํ ยาจิ. เถโร จ ตํ อาทาย ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ อาโรเจสิ. ภควา ปน จินฺเตสิ ‘‘อยํ ปริพฺพาชโก ติตฺถิยสมเย ‘อหํ ปาฏิเอกฺโก สตฺถา’ติ ปฏิชานมาโน จรติ, ‘อิเธว มคฺคพฺรหฺมจริยํ จริตุํ อิจฺฉามี’ติ กิร วทติ, กึ นุ โข มยิ ปสนฺโน, อุทาหุ มยฺหํ วา มม สาวกานํ ธมฺมกถาย ปสนฺโน’’ติ. อถสฺส เอกฏฺฐาเนปิ ปสาทาภาวํ ญตฺวา ‘‘อยํ มม สาสเน ‘ธมฺมํ เถเนสฺสามี’ติ ปพฺพชติ, อิติสฺส อาคมนํ อปริสุทฺธํ, นิปฺผตฺติ นุ โข กีทิสา’’ติ โอโลเกนฺโต ‘‘กิญฺจาปิ ‘ธมฺมํ เถเนสฺสามี’ติ ปพฺพชติ, กติปาเหเนว ปน ฆเฏตฺวา อรหตฺตํ คณฺหิสฺสตี’’ติ ญตฺวา ‘‘เตนหานนฺท, สุสีมํ ปพฺพาเชถา’’ติ อาห. ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ ‘‘เอวํ ภควตา โก ญาโต? สุสีโม ปริพฺพาชโก’’ติ.
สนฺตติมหามตฺโตติ (ธ. ป. อฏฺฐ. ๒.๑๔๑ สนฺตติมหามตฺตวตฺถุ) โส กิร เอกสฺมึ กาเล รญฺโญ ปเสนทิสฺส ปจฺจนฺตํ กุปิตํ วูปสเมตฺวา อาคโต. อถสฺส ราชา ตุฏฺโฐ สตฺต ทิวสานิ รชฺชํ ทตฺวา เอกํ นจฺจคีตกุสลํ อิตฺถึ อทาสิ. โส สตฺต ทิวสานิ สุรามทมตฺโต หุตฺวา สตฺตเม ทิวเส สพฺพาลงฺการปฺปฏิมณฺฑิโต หตฺถิกฺขนฺธวรคโต นหานติตฺถํ คจฺฉนฺโต สตฺถารํ ปิณฺฑาย ปวิสนฺตํ ทฺวารนฺตเร ทิสฺวา หตฺถิกฺขนฺธวรคโตว สีสํ จาเลตฺวา วนฺทิ. สตฺถา สิตํ กตฺวา ‘‘โก นุ โข, ภนฺเต, สิตปาตุกรเณ เหตู’’ติ อานนฺทตฺเถเรน ปุฏฺโฐ สิตการณํ อาจิกฺขนฺโต อาห – ‘‘ปสฺสสิ, อานนฺท, สนฺตติมหามตฺตํ, อชฺเชว สพฺพาภรณปฺปฏิมณฺฑิโต มม สนฺติกํ อาคนฺตฺวา จาตุปฺปทิกคาถาวสาเน อรหตฺตํ ปตฺวา ปรินิพฺพายิสฺสตี’’ติ. เตน วุตฺตํ ‘‘เอวํ โก ญาโต ภควตาติ? สนฺตติมหามตฺโต’’ติ.
ปุริสินฺทฺริยญาณสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.