๑๐. นิรุตฺติปถสุตฺตํ
๖๒. สาวตฺถินิทานํ. ‘‘ตโยเม, ภิกฺขเว, นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา, น สงฺกียนฺติ, น สงฺกียิสฺสนฺติ, อปฺปฏิกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ. กตเม ตโย? ยํ, ภิกฺขเว, รูปํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ ‘อโหสี’ติ ตสฺส สงฺขา, ‘อโหสี’ติ ตสฺส สมญฺญา, ‘อโหสี’ติ ตสฺส ปญฺญตฺติ; น ตสฺส สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น ตสฺส สงฺขา ‘ภวิสฺสตี’’’ติ.
‘‘ยา เวทนา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา ‘อโหสี’ติ ตสฺสา สงฺขา, ‘อโหสี’ติ ตสฺสา สมญฺญา, ‘อโหสี’ติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ; น ตสฺสา สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น ตสฺสา สงฺขา ‘ภวิสฺสตี’’’ติ.
‘‘ยา สญฺญา… เย สงฺขารา อตีตา นิรุทฺธา วิปริณตา ‘อเหสุ’นฺติ เตสํ สงฺขา, ‘อเหสุ’นฺติ เตสํ สมญฺญา, ‘อเหสุ’นฺติ เตสํ ปญฺญตฺติ; น เตสํ สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น เตสํ สงฺขา ‘ภวิสฺสนฺตี’’’ติ.
‘‘ยํ วิญฺญาณํ อตีตํ นิรุทฺธํ วิปริณตํ, ‘อโหสี’ติ ตสฺส สงฺขา, ‘อโหสี’ติ ตสฺส สมญฺญา, ‘อโหสี’ติ ตสฺส ปญฺญตฺติ; น ตสฺส สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น ตสฺส สงฺขา ‘ภวิสฺสตี’’’ติ.
‘‘ยํ, ภิกฺขเว, รูปํ อชาตํ อปาตุภูตํ, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺส สงฺขา, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺส สมญฺญา, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺส ปญฺญตฺติ; น ตสฺส สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น ตสฺส สงฺขา ‘อโหสี’’’ติ.
‘‘ยา เวทนา อชาตา อปาตุภูตา, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺสา สงฺขา, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺสา สมญฺญา, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ; น ตสฺสา สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น ตสฺสา สงฺขา ‘อโหสี’’’ติ.
‘‘ยา สญฺญา… เย สงฺขารา อชาตา อปาตุภูตา, ‘ภวิสฺสนฺตี’ติ เตสํ สงฺขา, ‘ภวิสฺสนฺตี’ติ เตสํ สมญฺญา, ‘ภวิสฺสนฺตี’ติ เตสํ ปญฺญตฺติ; น เตสํ สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น เตสํ สงฺขา ‘อเหสุ’’’นฺติ.
‘‘ยํ วิญฺญาณํ อชาตํ อปาตุภูตํ, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺส สงฺขา, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺส สมญฺญา, ‘ภวิสฺสตี’ติ ตสฺส ปญฺญตฺติ; น ตสฺส สงฺขา ‘อตฺถี’ติ, น ตสฺส สงฺขา ‘อโหสี’’’ติ.
‘‘ยํ, ภิกฺขเว, รูปํ ชาตํ ปาตุภูตํ, ‘อตฺถี’ติ ตสฺส สงฺขา, ‘อตฺถี’ติ ตสฺส สมญฺญา, ‘อตฺถี’ติ ตสฺส ปญฺญตฺติ; น ตสฺส สงฺขา ‘อโหสี’ติ, น ตสฺส สงฺขา ‘ภวิสฺสตี’’’ติ.
‘‘ยา เวทนา ชาตา ปาตุภูตา, ‘อตฺถี’ติ ตสฺสา สงฺขา, ‘อตฺถี’ติ ตสฺสา สมญฺญา, ‘อตฺถี’ติ ตสฺสา ปญฺญตฺติ; น ตสฺสา สงฺขา ‘อโหสี’ติ, น ตสฺสา สงฺขา ‘ภวิสฺสตี’’’ติ.
‘‘ยา สญฺญา… เย สงฺขารา ชาตา ปาตุภูตา, ‘อตฺถี’ติ เตสํ สงฺขา, ‘อตฺถี’ติ เตสํ สมญฺญา, ‘อตฺถี’ติ เตสํ ปญฺญตฺติ; น เตสํ สงฺขา ‘อเหสุ’นฺติ, น เตสํ สงฺขา, ‘ภวิสฺสนฺตี’’’ติ.
‘‘ยํ วิญฺญาณํ ชาตํ ปาตุภูตํ, ‘อตฺถี’ติ ตสฺส สงฺขา, ‘อตฺถี’ติ ตสฺส สมญฺญา, ‘อตฺถี’ติ ตสฺส ปญฺญตฺติ; น ตสฺส สงฺขา ‘อโหสี’ติ, น ตสฺส สงฺขา ‘ภวิสฺสตี’’’ติ.
‘‘อิเม โข, ภิกฺขเว, ตโย นิรุตฺติปถา อธิวจนปถา ปญฺญตฺติปถา อสงฺกิณฺณา อสงฺกิณฺณปุพฺพา, น สงฺกียนฺติ, น สงฺกียิสฺสนฺติ, อปฺปฏิกุฏฺฐา สมเณหิ พฺราหฺมเณหิ วิญฺญูหิ. เยปิ เต, ภิกฺขเว, อเหสุํ อุกฺกลา วสฺสภญฺญา [โอกฺกลา วยภิญฺญา (ม. นิ. ๓.๓๔๓)] อเหตุกวาทา อกิริยวาทา นตฺถิกวาทา, เตปิเม ตโย นิรุตฺติปเถ อธิวจนปเถ ปญฺญตฺติปเถ น ครหิตพฺพํ นปฺปฏิกฺโกสิตพฺพํ อมญฺญึสุ. ตํ กิสฺส เหตุ? นินฺทาฆฏฺฏนพฺยาโรสอุปารมฺภภยา’’ติ [นินฺทาพฺยาโรสอุปารมฺภภยาติ (สี. สฺยา. กํ. ปี.) ม. นิ. ๓.๓๔๓].
อุปยวคฺโค ฉฏฺโฐ.
ตสฺสุทฺทานํ –
อุปโย พีชํ อุทานํ, อุปาทานปริวตฺตํ;
สตฺตฏฺฐานญฺจ สมฺพุทฺโธ, ปญฺจมหาลิ อาทิตฺตา.
วคฺโค นิรุตฺติปเถน จาติ.