๓. สูจิโลมสุตฺตํ

๒๓๗. เอกํ สมยํ ภควา คยายํ วิหรติ ฏงฺกิตมญฺเจ สูจิโลมสฺส ยกฺขสฺส ภวเน. เตน โข ปน สมเยน ขโร จ ยกฺโข สูจิโลโม จ ยกฺโข ภควโต อวิทูเร อติกฺกมนฺติ. อถ โข ขโร ยกฺโข สูจิโลมํ ยกฺขํ เอตทโวจ – ‘‘เอโส สมโณ’’ติ! ‘‘เนโส สมโณ, สมณโก เอโส’’. ‘‘ยาว ชานามิ ยทิ วา โส สมโณ ยทิ วา ปน โส สมณโก’’ติ.

อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต กายํ อุปนาเมสิ. อถ โข ภควา กายํ อปนาเมสิ. อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ – ‘‘ภายสิ มํ สมณา’’ติ? ‘‘น ขฺวาหํ ตํ, อาวุโส, ภายามิ; อปิ จ เต สมฺผสฺโส ปาปโก’’ติ. ‘‘ปญฺหํ ตํ, สมณ ปุจฺฉิสฺสามิ. สเจ เม น พฺยากริสฺสสิ, จิตฺตํ วา เต ขิปิสฺสามิ, หทยํ วา เต ผาเลสฺสามิ, ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย [ปารํ คงฺคาย (ก.)] ขิปิสฺสามี’’ติ. ‘‘น ขฺวาหํ ตํ, อาวุโส, ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย, โย เม จิตฺตํ วา ขิเปยฺย หทยํ วา ผาเลยฺย ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิเปยฺย; อปิ จ ตฺวํ, อาวุโส, ปุจฺฉ ยทา กงฺขสี’’ติ. อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ – ( ) [(อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ.) (สี.)]

‘‘ราโค จ โทโส จ กุโตนิทานา,

อรตี รตี โลมหํโส กุโตชา;

กุโต สมุฏฺฐาย มโนวิตกฺกา,

กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชนฺตี’’ติ.

‘‘ราโค จ โทโส จ อิโตนิทานา,

อรตี รตี โลมหํโส อิโตชา;

อิโต สมุฏฺฐาย มโนวิตกฺกา,

กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชนฺติ.

‘‘เสฺนหชา อตฺตสมฺภูตา, นิโคฺรธสฺเสว ขนฺธชา;

ปุถู วิสตฺตา กาเมสุ, มาลุวาว วิตตา [วิตฺถตา (สฺยา. กํ.)] วเน.

‘‘เย นํ ปชานนฺติ ยโตนิทานํ,

เต นํ วิโนเทนฺติ สุโณหิ ยกฺข;

เต ทุตฺตรํ โอฆมิมํ ตรนฺติ,

อติณฺณปุพฺพํ อปุนพฺภวายา’’ติ.