๕. มงฺคลสุตฺตํ

๑. เอวํ เม สุตํ – เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม. อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ. เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ –

๒. ‘‘พหู เทวา มนุสฺสา จ, มงฺคลานิ อจินฺตยุํ;

อากงฺขมานา โสตฺถานํ, พฺรูหิ มงฺคลมุตฺตมํ’’.

๓. ‘‘อเสวนา จ พาลานํ, ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา;

ปูชา จ ปูชเนยฺยานํ [ปูชนียานํ (สี. สฺยา. กํ. ปี.)], เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๔. ‘‘ปติรูปเทสวาโส จ, ปุพฺเพ จ กตปุญฺญตา;

อตฺตสมฺมาปณิธิ [อตฺถสมฺมาปณีธี (กตฺถจิ)] จ, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๕. ‘‘พาหุสจฺจญฺจ สิปฺปญฺจ, วินโย จ สุสิกฺขิโต;

สุภาสิตา จ ยา วาจา, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๖. ‘‘มาตาปิตุ อุปฏฺฐานํ, ปุตฺตทารสฺส สงฺคโห;

อนากุลา จ กมฺมนฺตา, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๗. ‘‘ทานญฺจ ธมฺมจริยา จ, ญาตกานญฺจ สงฺคโห;

อนวชฺชานิ กมฺมานิ, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๘. ‘‘อารตี วิรตี ปาปา, มชฺชปานา จ สํยโม;

อปฺปมาโท จ ธมฺเมสุ, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๙. ‘‘คารโว จ นิวาโต จ, สนฺตุฏฺฐิ จ กตญฺญุตา;

กาเลน ธมฺมสฺสวนํ [ธมฺมสฺสาวณํ (ก. สี.), ธมฺมสวนํ (ก. สี.)], เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๑๐. ‘‘ขนฺตี จ โสวจสฺสตา, สมณานญฺจ ทสฺสนํ;

กาเลน ธมฺมสากจฺฉา, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๑๑. ‘‘ตโป จ พฺรหฺมจริยญฺจ, อริยสจฺจาน ทสฺสนํ;

นิพฺพานสจฺฉิกิริยา จ, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๑๒. ‘‘ผุฏฺฐสฺส โลกธมฺเมหิ, จิตฺตํ ยสฺส น กมฺปติ;

อโสกํ วิรชํ เขมํ, เอตํ มงฺคลมุตฺตมํ.

๑๓. ‘‘เอตาทิสานิ กตฺวาน, สพฺพตฺถมปราชิตา;

สพฺพตฺถ โสตฺถึ คจฺฉนฺติ, ตํ เตสํ มงฺคลมุตฺตม’’นฺติ.

มงฺคลสุตฺตํ นิฏฺฐิตํ.