๑๐. มณิจูฬกสุตฺตวณฺณนา
๓๖๒. ทสเม ตํ ปริสํ เอตทโวจาติ ตสฺส กิร เอวํ อโหสิ ‘‘กุลปุตฺตา ปพฺพชนฺตา ปุตฺตทารญฺเจว ชาตรูปรชตญฺจ ปหาเยว ปพฺพชนฺติ, น จ สกฺกา ยํ ปหาย ปพฺพชิตา, ตํ เตหิ คเหตุ’’นฺติ นยคฺคาเห ฐตฺวา ‘‘มา อยฺโย’’ติอาทิวจนํ อโวจ. เอกํเสเนตนฺติ เอตํ ปญฺจกามคุณกปฺปนํ อสฺสมณธมฺโม อสกฺยปุตฺติยธมฺโมติ เอกํเสน ธาเรยฺยาสิ.
ติณนฺติ เสนาสนจฺฉทนติณํ. ปริเยสิตพฺพนฺติ ติณจฺฉทเน วา อิฏฺฐกจฺฉทเน วา เคเห ปลุชฺชนฺเต เยหิ ตํ การิตํ, เตสํ สนฺติกํ คนฺตฺวา ‘‘ตุเมฺหหิ การิตเสนาสนํ โอวสฺสติ, น สกฺกา ตตฺถ วสิตุ’’นฺติ อาจิกฺขิตพฺพํ. มนุสฺสา สกฺโกนฺตา กริสฺสนฺติ, อสกฺโกนฺตา ‘‘ตุเมฺห วฑฺฒกึ คเหตฺวา การาเปถ, มยํ เต สญฺญาเปสฺสามา’’ติ วกฺขนฺติ. เอวํ วุตฺเต กาเรตฺวา เตสํ อาจิกฺขิตพฺพํ. มนุสฺสา วฑฺฒกีนํ ทาตพฺพํ ทสฺสนฺติ. สเจ อาวาสสามิกา นตฺถิ, อญฺเญสมฺปิ ภิกฺขาจารวตฺเตน อาโรเจตฺวา กาเรตุํ วฏฺฏติ. อิทํ สนฺธาย ‘‘ปริเยสิตพฺพ’’นฺติ วุตฺตํ.
ทารุนฺติ เสนาสเน โคปานสิอาทีสุ ปลุชฺชมาเนสุ ตทตฺถาย ทารุํ. สกฏนฺติ คิหิวิกตํ กตฺวา ตาวกาลิกสกฏํ. น เกวลญฺจ สกฏเมว, อญฺญมฺปิ วาสิผรสุกุทฺทาลาทิอุปกรณํ เอวํ ปริเยสิตุํ วฏฺฏติ. ปุริโสติ หตฺถกมฺมวเสน ปุริโส ปริเยสิตพฺโพ. ยํกิญฺจิ หิ ปุริสํ ‘‘หตฺถกมฺมํ, อาวุโส, กตฺวา ทสฺสสี’’ติ วตฺวา ‘‘ทสฺสามิ, ภนฺเต,’’ติ วุตฺเต ‘‘อิทญฺจิทญฺจ กโรหี’’ติ ยํ อิจฺฉติ, ตํ กาเรตุํ วฏฺฏติ. น เตฺววาหํ, คามณิ, เกนจิ ปริยาเยนาติ ชาตรูปรชตํ ปนาหํ เกนจิปิ การเณน ปริเยสิตพฺพนฺติ น วทามิ.