๓. อุทานสุตฺตวณฺณนา

๕๕. ตติเย อุทานํ อุทาเนสีติ พลวโสมนสฺสสมุฏฺฐานํ อุทานํ อุทาหริ. กึ นิสฺสาย ปเนส ภควโต อุปฺปนฺโนติ. สาสนสฺส นิยฺยานิกภาวํ. กถํ? เอวํ กิรสฺส อโหสิ, ‘‘ตโยเม อุปนิสฺสยา – ทานูปนิสฺสโย สีลูปนิสฺสโย ภาวนูปนิสฺสโย จา’’ติ. เตสุ ทานสีลูปนิสฺสยา ทุพฺพลา, ภาวนูปนิสฺสโย พลวา. ทานสีลูปนิสฺสยา หิ ตโย มคฺเค จ ผลานิ จ ปาเปนฺติ, ภาวนูปนิสฺสโย อรหตฺตํ ปาเปติ. อิติ ทุพฺพลูปนิสฺสเย ปติฏฺฐิโต ภิกฺขุ ฆเฏนฺโต วายมนฺโต ปญฺโจรมฺภาคิยานิ พนฺธนานิ เฉตฺวา ตีณิ มคฺคผลานิ นิพฺพตฺเตติ, ‘‘อโห สาสนํ นิยฺยานิก’’นฺติ อาวชฺเชนฺตสฺส อยํ อุทปาทิ.

ตตฺถ ‘‘ทุพฺพลูปนิสฺสเย ฐตฺวา ฆฏมาโน ตีณิ มคฺคผลานิ ปาปุณาตี’’ติ อิมสฺสตฺถสฺสาวิภาวนตฺถํ มิลกตฺเถรสฺส วตฺถุ เวทิตพฺพํ – โส กิร คิหิกาเล ปาณาติปาตกมฺเมน ชีวิกํ กปฺเปนฺโต อรญฺเญ ปาสสตญฺเจว อทูหลสตญฺจ โยเชสิ. อเถกทิวสํ องฺคารปกฺกมํสํ ขาทิตฺวา ปาสฏฺฐาเนสุ วิจรนฺโต ปิปาสาภิภูโต เอกสฺส อรญฺญวาสิตฺเถรสฺส วิหารํ คนฺตฺวา เถรสฺส จงฺกมนฺตสฺส อวิทูเร ฐิตํ ปานียฆฏํ วิวริ, หตฺถเตมนมตฺตมฺปิ อุทกํ นาทฺทส. โส กุชฺฌิตฺวา อาห – ‘‘ภิกฺขุ, ภิกฺขุ ตุเมฺห คหปติเกหิ ทินฺนํ ภุญฺชิตฺวา ภุญฺชิตฺวา สุปถ, ปานียฆเฏ อญฺชลิมตฺตมฺปิ อุทกํ น ฐเปถ, น ยุตฺตเมต’’นฺติ. เถโร ‘‘มยา ปานียฆโฏ ปูเรตฺวา ฐปิโต, กึ นุ โข เอต’’นฺติ? คนฺตฺวา โอโลเกนฺโต ปริปุณฺณฆฏํ ทิสฺวา ปานียสงฺขํ ปูเรตฺวา อทาสิ. โส ทฺวตฺติสงฺขปูรํ ปิวิตฺวา จินฺเตสิ – ‘‘เอวํ ปูริตฆโฏ นาม มม กมฺมํ อาคมฺม ตตฺตกปาโล วิย ชาโต. กึ นุ โข อนาคเต อตฺตภาเว ภวิสฺสตี’’ติ? สํวิคฺคจิตฺโต ธนุํ ฉฑฺเฑตฺวา, ‘‘ปพฺพาเชถ มํ, ภนฺเต’’ติ อาห. เถโร ตจปญฺจกกมฺมฏฺฐานํ อาจิกฺขิตฺวา ตํ ปพฺพาเชสิ.

ตสฺส สมณธมฺมํ กโรนฺตสฺส พหูนํ มิคสูกรานํ มาริตฏฺฐานํ ปาสอทูหลานญฺจ โยชิตฏฺฐานํ อุปฏฺฐาติ. ตํ อนุสฺสรโต สรีเร ทาโห อุปฺปชฺชติ, กูฏโคโณ วิย กมฺมฏฺฐานมฺปิ วีถึ น ปฏิปชฺชติ. โส ‘‘กึ กริสฺสามิ ภิกฺขุภาเวนา’’ติ? อนภิรติยา ปีฬิโต เถรสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา อาห – ‘‘น สกฺโกมิ, ภนฺเต, สมณธมฺมํ กาตุ’’นฺติ. อถ นํ เถโร ‘‘หตฺถกมฺมํ กโรหี’’ติ อาห. โส ‘‘สาธุ, ภนฺเต’’ติ วตฺวา อุทุมฺพราทโย อลฺลรุกฺเข ฉินฺทิตฺวา มหนฺตํ ราสึ กตฺวา, ‘‘อิทานิ กึ กโรมี’’ติ ปุจฺฉิ? ฌาเปหิ นนฺติ. โส จตูสุ ทิสาสุ อคฺคึ ทตฺวา ฌาเปตุํ อสกฺโกนฺโต, ‘‘ภนฺเต, น สกฺโกมี’’ติ อาห. เถโร ‘‘เตน หิ อเปหี’’ติ ปถวึ ทฺวิธา กตฺวา อวีจิโต ขชฺโชปนกมตฺตํ อคฺคึ นีหริตฺวา ตตฺถ ปกฺขิปิ. โส ตาว มหนฺตํ ราสึ สุกฺขปณฺณํ วิย ขเณน ฌาเปสิ. อถสฺส เถโร อวีจึ ทสฺเสตฺวา, ‘‘สเจ วิพฺภมิสฺสสิ, เอตฺถ ปจฺจิสฺสสี’’ติ สํเวคํ ชเนสิ. โส อวีจิทสฺสนโต ปฏฺฐาย ปเวธมาโน ‘‘นิยฺยานิกํ, ภนฺเต, พุทฺธสาสน’’นฺติ ปุจฺฉิ, อามาวุโสติ. ภนฺเต, พุทฺธสาสนสฺส นิยฺยานิกตฺเต สติ มิลโก อตฺตโมกฺขํ กริสฺสติ, มา จินฺตยิตฺถาติ. ตโต ปฏฺฐาย สมณธมฺมํ กโรติ ฆเฏติ, ตสฺส วตฺตปฏิวตฺตํ ปูเรติ, นิทฺทาย พาธยมานาย ตินฺตํ ปลาลํ สีเส ฐเปตฺวา ปาเท โสณฺฑิยํ โอตาเรตฺวา นิสีทติ. โส เอกทิวสํ ปานียํ ปริสฺสาเวตฺวา ฆฏํ อูรุมฺหิ ฐเปตฺวา อุทกมณิกานํ ปจฺเฉทํ อาคมยมาโน อฏฺฐาสิ. อถ โข เถโร สามเณรสฺส อิมํ อุทฺเทสํ เทติ –

‘‘อุฏฺฐานวโต สตีมโต,

สุจิกมฺมสฺส นิสมฺมการิโน;

สญฺญตสฺส ธมฺมชีวิโน,

อปฺปมตฺตสฺส ยโสภิวฑฺฒตี’’ติ. (ธ. ป. ๒๔);

โส จตุปฺปทิกมฺปิ ตํ คาถํ อตฺตนิเยว อุปเนสิ – ‘‘อุฏฺฐานวตา นาม มาทิเสน ภวิตพฺพํ. สติมตาปิ มาทิเสเนว…เป… อปฺปมตฺเตนปิ มาทิเสเนว ภวิตพฺพ’’นฺติ. เอวํ ตํ คาถํ อตฺตนิ อุปเนตฺวา ตสฺมึเยว ปทวาเร ฐิโต ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ ฉินฺทิตฺวา อนาคามิผเล ปติฏฺฐาย หฏฺฐตุฏฺโฐ –

‘‘อลฺลํ ปลาลปุญฺชาหํ, สีเสนาทาย จงฺกมึ;

ปตฺโตสฺมิ ตติยํ ฐานํ, เอตฺถ เม นตฺถิ สํสโย’’ติ. –

อิมํ อุทานคาถํ อาห. เอวํ ทุพฺพลูปนิสฺสเย ฐิโต ฆเฏนฺโต วายมนฺโต ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ ฉินฺทิตฺวา ตีณิ มคฺคผลานิ นิพฺพตฺเตติ. เตนาห ภควา – ‘‘โน จสฺสํ, โน จ เม สิยา, นาภวิสฺส, น เม ภวิสฺสตีติ เอวํ อธิมุจฺจมาโน ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺย โอรมฺภาคิยานิ สํโยชนานี’’ติ.

ตตฺถ โน จสฺสํ, โน จ เม สิยาติ สเจ อหํ น ภเวยฺยํ, มม ปริกฺขาโรปิ น ภเวยฺย. สเจ วา ปน เม อตีเต กมฺมาภิสงฺขาโร นาภวิสฺส, อิทํ เม เอตรหิ ขนฺธปญฺจกํ น ภเวยฺย. นาภวิสฺส, น เม ภวิสฺสตีติ อิทานิ ปน ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ, ยถา เม อายตึ ขนฺธาภินิพฺพตฺตโก กมฺมสงฺขาโร น ภวิสฺสติ, ตสฺมึ อสติ อายตึ ปฏิสนฺธิ นาม น เม ภวิสฺสติ. เอวํ อธิมุจฺจมาโนติ เอวํ อธิมุจฺจนฺโต ภิกฺขุ ทุพฺพลูปนิสฺสเย ฐิโต ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ ฉินฺเทยฺย. เอวํ วุตฺเตติ เอวํ สาสนสฺส นิยฺยานิกภาวํ อาวชฺเชนฺเตน ภควตา อิมสฺมึ อุทาเน วุตฺเต. รูปํ วิภวิสฺสตีติ รูปํ ภิชฺชิสฺสติ. รูปสฺส วิภวาติ วิภวทสฺสเนน สหวิปสฺสเนน. สหวิปสฺสนกา หิ จตฺตาโร มคฺคา รูปาทีนํ วิภวทสฺสนํ นาม. ตํ สนฺธาเยตํ วุตฺตํ. เอวํ อธิมุจฺจมาโน, ภนฺเต, ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺยาติ, ภนฺเต, เอวํ อธิมุจฺจมาโน ภิกฺขุ ฉินฺเทยฺเยว ปญฺโจรมฺภาคิยานิ สํโยชนานิ. กสฺมา น ฉินฺทิสฺสตีติ?

อิทานิ อุปริ มคฺคผลํ ปุจฺฉนฺโต กถํ ปน, ภนฺเตติอาทิมาห. ตตฺถ อนนฺตราติ เทฺว อนนฺตรานิ อาสนฺนานนฺตรญฺจ ทูรานนฺตรญฺจ. วิปสฺสนา มคฺคสฺส อาสนฺนานนฺตรํ นาม, ผลสฺส ทูรานนฺตรํ นาม. ตํ สนฺธาย ‘‘กถํ ปน, ภนฺเต, ชานโต กถํ ปสฺสโต วิปสฺสนานนฺตรา ‘อาสวานํ ขโย’ติ สงฺขํ คตํ อรหตฺตผลํ โหตี’’ติ ปุจฺฉติ. อตสิตาเยติ อตสิตพฺเพ อภายิตพฺเพ ฐานมฺหิ. ตาสํ อาปชฺชตีติ ภยํ อาปชฺชติ. ตาโส เหโสติ ยา เอสา ‘‘โน จสฺสํ, โน จ เม สิยา’’ติ เอวํ ปวตฺตา ทุพฺพลวิปสฺสนา, สา ยสฺมา อตฺตสิเนหํ ปริยาทาตุํ น สกฺโกติ, ตสฺมา อสฺสุตวโต ปุถุชฺชนสฺส ตาโส นาม โหติ. โส หิ ‘‘อิทานาหํ อุจฺฉิชฺชิสฺสามิ, น ทานิ กิญฺจิ ภวิสฺสามี’’ติ อตฺตานํ ปปาเต ปตนฺตํ วิย ปสฺสติ อญฺญตโร พฺราหฺมโณ วิย. โลหปาสาทสฺส กิร เหฏฺฐา ติปิฏกจูฬนาคตฺเถโร ติลกฺขณาหตํ ธมฺมํ ปริวตฺเตติ. อถ อญฺญตรสฺส พฺราหฺมณสฺส เอกมนฺเต ฐตฺวา ธมฺมํ สุณนฺตสฺส สงฺขารา สุญฺญโต อุปฏฺฐหึสุ. โส ปปาเต ปตนฺโต วิย หุตฺวา วิวฏทฺวาเรน ตโต ปลายิตฺวา เคหํ ปวิสิตฺวา, ปุตฺตํ อุเร สยาเปตฺวา, ‘‘ตาต, สกฺยสมยํ อาวชฺเชนฺโต มนมฺหิ นฏฺโฐ’’ติ อาห. น เหโส ภิกฺขุ ตาโสติ เอสา เอวํ ปวตฺตา พลววิปสฺสนา สุตวโต อริยสาวกสฺส น ตาโส นาม โหติ. น หิ ตสฺส เอวํ โหติ ‘‘อหํ อุจฺฉิชฺชิสฺสามี’’ติ วา ‘‘วินสฺสิสฺสามี’’ติ วาติ. เอวํ ปน โหติ ‘‘สงฺขาราว อุปฺปชฺชนฺติ, สงฺขาราว นิรุชฺฌนฺตี’’ติ. ตติยํ.