๑. ตโปกมฺมสุตฺตวณฺณนา

๑๓๗. มารสํยุตฺตสฺส ปฐเม อุรุเวลายํ วิหรตีติ ปฏิวิทฺธสพฺพญฺญุตญฺญาโณ อุรุเวลคามํ อุปนิสฺสาย วิหรติ. ปฐมาภิสมฺพุทฺโธติ อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ปฐมํ อนฺโตสตฺตาหสฺมึเยว. ทุกฺกรการิกายาติ ฉพฺพสฺสานิ กตาย ทุกฺกรการิกาย. มาโร ปาปิมาติ อตฺตโน วิสยํ อติกฺกมิตุํ ปฏิปนฺเน สตฺเต มาเรตีติ มาโร. ปาเป นิโยเชติ, สยํ วา ปาเป นิยุตฺโตติ ปาปิมา. อญฺญานิปิสฺส กโณฺห, อธิปติ, วสวตฺตี, อนฺตโก, นมุจิ, ปมตฺตพนฺธูติอาทีนิ พหูนิ นามานิ, อิธ ปน นามทฺวยเมว คหิตํ. อุปสงฺกมีติ – ‘‘อยํ สมโณ โคตโม ‘มุตฺโตสฺมี’ติ มญฺญติ, อมุตฺตภาวมสฺส กเถสฺสามี’’ติ จินฺเตตฺวา อุปสงฺกมิ.

ตโปกมฺมา อปกฺกมฺมาติ ตโปกมฺมโต อปกฺกมิตฺวา. อปรทฺโธติ ‘‘ทูเร ตฺวํ สุทฺธิมคฺคา’’ติ วทติ. อมรํ ตปนฺติ อมรตปํ อมรภาวตฺถาย กตํ ลูขตปํ, อตฺตกิลมถานุโยโค. สพฺพานตฺถาวหํ โหตีติ, ‘‘สพฺพํ ตปํ มยฺหํ อตฺถาวหํ น ภวตี’’ติ ญตฺวา. ผิยาริตฺตํว ธมฺมนีติ อรญฺเญ ถเล ผิยาริตฺตํ วิย. อิทํ วุตฺตํ โหติ – ยถา อรญฺเญ ถเล นาวํ ฐเปตฺวา ภณฺฑสฺส ปูเรตฺวา มหาชนา อภิรูหิตฺวา ผิยาริตฺตํ คเหตฺวา สํกฑฺเฒยฺยุํ เจว อุปฺปีเลยฺยุํ จ, โส มหาชนสฺส วายาโม เอกงฺคุลทฺวงฺคุลมตฺตมฺปิ นาวาย คมนํ อสาเธนฺโต นิรตฺถโก ภเวยฺย น อนตฺถาวโห, เอวเมว อหํ ‘สพฺพํ อมรํ ตปํ อนตฺถาวหํ โหตี’ติ ญตฺวา วิสฺสชฺเชสินฺติ.

อิทานิ ตํ อมรํ ตปํ ปหาย เยน มคฺเคน พุทฺโธ ชาโต, ตํ ทสฺเสนฺโต สีลนฺติอาทิมาห. ตตฺถ สีลนฺติ วจเนน สมฺมาวาจากมฺมนฺตาชีวา คหิตา, สมาธินา สมฺมาวายามสติสมาธโย, ปญฺญาย สมฺมาทิฏฺฐิสงฺกปฺปา. มคฺคํ โพธาย ภาวยนฺติ อิมํ อฏฺฐงฺคิกเมว อริยมคฺคํ โพธตฺถาย ภาวยนฺโต. เอตฺถ จ โพธายาติ มคฺคตฺถาย. ยถา หิ ยาคุตฺถาย ยาคุเมว ปจนฺติ, ปูวตฺถาย ปูวเมว ปจนฺติ, น อญฺญํ กิญฺจิ กโรนฺติ, เอวํ มคฺคเมว มคฺคตฺถาย ภาเวติ. เตนาห ‘‘มคฺคํ โพธาย ภาวย’’นฺติ. ปรมํ สุทฺธินฺติ อรหตฺตํ. นิหโตติ ตฺวํ มยา นิหโต ปราชิโต. ปฐมํ.