๑๓. ปฐมสุณิสาวิมานวณฺณนา

อภิกฺกนฺเตน วณฺเณนาติ สุณิสาวิมานํ. ตสฺส กา อุปฺปตฺติ? สาวตฺถิยํ อญฺญตรสฺมึ เคเห เอกา กุลสุณฺหา เคหํ ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐํ ขีณาสวตฺเถรํ ทิสฺวา สญฺชาตปีติโสมนสฺสา ‘‘อิทํ มยฺหํ อุตฺตมํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ อุปฏฺฐิต’’นฺติ อตฺตนา ลทฺธํ ปูวภาคํ อาทาย อาทเรน เถรสฺส อุปเนสิ, เถโร ตํ ปฏิคฺคเหตฺวา อนุโมทนํ กตฺวา คโต. สา อปรภาเค กาลํ กตฺวา ตาวตึสภวเน อุปฺปชฺชิ. เสสํ สพฺพํ เหฏฺฐา วุตฺตสทิสเมว. เตน วุตฺตํ –

๑๐๘. ‘‘อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน, ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต;

โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา, โอสธี วิย ตารกา.

๑๐๙. ‘‘เกน เตตาทิโส วณฺโณ, เกน เต อิธ มิชฺฌติ;

อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา, เย เกจิ มนโส ปิยา.

๑๑๐. ‘‘ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว, มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ;

เกนาสิ เอวํ ชลิตานุภาวา, วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตี’’ติ.

๑๑๑. ‘‘สา เทวตา อตฺตมนา, โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา;

ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ, ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ’’.

๑๑๒. ‘‘อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา, สุณิสา อโหสึ สสุรสฺส เคเห.

๑๑๓. ‘‘อทฺทสํ วิรชํ ภิกฺขุํ, วิปฺปสนฺนมนาวิลํ;

ตสฺส อทาสหํ ปูวํ, ปสนฺนา เสหิ ปาณิภิ;

ภาคฑฺฒภาคํ ทตฺวาน, โมทามิ นนฺทเน วเน.

๑๑๔. ‘‘เตน เมตาทิโส วณฺโณ, เตน เม อิธ มิชฺฌติ;

อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา, เย เกจิ มนโส ปิยา.

๑๑๕. ‘‘อกฺขามิ เต ภิกฺขุ มหานุภาว, มนุสฺสภูตา ยมกาสิ ปุญฺญํ;

เตนมฺหิ เอวํ ชลิตานุภาวา, วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตี’’ติ.

๑๑๒. ตตฺถ สุณิสาติ ปุตฺตสฺส ภริยา. อิตฺถิยา หิ สามิกสฺส ปิตา ‘‘สสุโร’’ติ วุจฺจติ, ตสฺส จ สา ‘‘สุณิสา’’ติ. ตํ สนฺธาย ‘‘สุณิสา อโหสึ สสุรสฺส เคเห’’ติ.

๑๑๓. ภาคฑฺฒภาคนฺติ อตฺตนา ลทฺธปฏิวีสโต อุปฑฺฒภาคํ. โมทามิ นนฺทเน วเนติ เถเรน นนฺทนวเน ทิฏฺฐตาย อาห. เสสํ วุตฺตนยเมว.

สุณิสาวิมานวณฺณนา นิฏฺฐิตา.