๔. ทนฺติกาเถรีคาถาวณฺณนา
ทิวาวิหารา นิกฺขมฺมาติอาทิกา ทนฺติกาย เถริยา คาถา. อยมฺปิ ปุริมพุทฺเธสุ กตาธิการา ตตฺถ ตตฺถ ภเว วิวฏฺฏูปนิสฺสยํ กุสลํ อุปจินนฺตี พุทฺธสุญฺญกาเล จนฺทภาคาย นทิยา ตีเร กินฺนรโยนิยํ นิพฺพตฺติ. สา เอกทิวสํ กินฺนเรหิ สทฺธึ กีฬนฺตี วิจรมานา อทฺทส อญฺญตรํ ปจฺเจกพุทฺธํ อญฺญตรสฺมึ รุกฺขมูเล ทิวาวิหารํ นิสินฺนํ. ทิสฺวาน ปสนฺนมานสา อุปสงฺกมิตฺวา สาลปุปฺเผหิ ปูชํ กตฺวา วนฺทิตฺวา ปกฺกามิ. สา เตน ปุญฺญกมฺเมน เทวมนุสฺเสสุ สํสรนฺตี อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท สาวตฺถิยํ โกสลรญฺโญ ปุโรหิตพฺราหฺมณสฺส เคเห นิพฺพตฺติตฺวา วิญฺญุตํ ปตฺวา เชตวนปฏิคฺคหเณ ปฏิลทฺธสทฺธา อุปาสิกา หุตฺวา ปจฺฉา มหาปชาปติโคตมิยา สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา ราชคเห วสมานา เอกทิวสํ ปจฺฉาภตฺตํ คิชฺฌกูฏํ อภิรุหิตฺวา ทิวาวิหารํ นิสินฺนา หตฺถาโรหกสฺส อภิรุหนตฺถาย ปาทํ ปสาเรนฺตํ หตฺถึ ทิสฺวา ตเทว อารมฺมณํ กตฺวา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา สห ปฏิสมฺภิทาหิ อรหตฺตํ ปาปุณิ. เตน วุตฺตํ อปทาเน (อป. เถรี ๒.๒.๘๖-๙๖) –
‘‘จนฺทภาคานทีตีเร, อโหสึ กินฺนรี ตทา;
อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ, สยมฺภุํ อปราชิตํ.
‘‘ปสนฺนจิตฺตา สุมนา, เวทชาตา กตญฺชลี;
สาลมาลํ คเหตฺวาน, สยมฺภุํ อภิปูชยึ.
‘‘เตน กมฺเมน สุกเตน, เจตนาปณิธีหิ จ;
ชหิตฺวา กินฺนรีเทหํ, ตาวตึสมคจฺฉหํ.
‘‘ฉตฺตึสเทวราชูนํ, มเหสิตฺตมการยึ;
มนสา ปตฺถิตํ มยฺหํ, นิพฺพตฺตติ ยถิจฺฉิตํ.
‘‘ทสนฺนํ จกฺกวตฺตีนํ, มเหสิตฺตมการยึ;
โอจิตตฺตาว หุตฺวาน, สํสรามิ ภเวสฺวหํ.
‘‘กุสลํ วิชฺชเต มยฺหํ, ปพฺพชึ อนคาริยํ;
ปูชารหา อหํ อชฺช, สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน.
‘‘วิสุทฺธมนสา อชฺช, อเปตมนปาปิกา;
สพฺพาสวปริกฺขีณา, นตฺถิ ทานิ ปุนพฺภโว.
‘‘จตุนฺนวุติโต กปฺเป, ยํ พุทฺธมภิปูชยึ;
ทุคฺคตึ นาภิชานามิ, สาลมาลายิทํ ผลํ.
‘‘กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ…เป… กตํ พุทฺธสฺส สาสน’’นฺติ.
อรหตฺตํ ปน ปตฺวา อตฺตโน ปฏิปตฺตึ ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปีติโสมนสฺสชาตา อุทานวเสน –
๔๘. ‘‘ทิวาวิหารา นิกฺขมฺม, คิชฺฌกูฏมฺหิ ปพฺพเต;
นาคํ โอคาหมุตฺติณฺณํ, นทีตีรมฺหิ อทฺทสํ.
๔๙. ‘‘ปุริโส องฺกุสมาทาย, ‘เทหิ ปาท’นฺติ ยาจติ;
นาโค ปสารยี ปาทํ, ปุริโส นาคมารุหิ.
๕๐. ‘‘ทิสฺวา อทนฺตํ ทมิตํ, มนุสฺสานํ วสํ คตํ;
ตโต จิตฺตํ สมาเธสึ, ขลุ ตาย วนํ คตา’’ติ. – อิมา คาถา อภาสิ;
ตตฺถ นาคํ โอคาหมุตฺติณฺณนฺติ หตฺถินาคํ นทิยํ โอคาหํ กตฺวา โอคยฺห ตโต อุตฺติณฺณํ. ‘‘โอคยฺห มุตฺติณฺณ’’นฺติ วา ปาโฐ. ม-กาโร ปทสนฺธิกโร. นทีตีรมฺหิ อทฺทสนฺติ จนฺทภาคาย นทิยา ตีเร อปสฺสึ.
กึ กโรนฺตนฺติ เจตํ ทสฺเสตุํ วุตฺตํ ‘‘ปุริโส’’ติอาทิ. ตตฺถ ‘เทหิ ปาท’นฺติ ยาจตีติ ‘‘ปาทํ เทหิ’’อิติ ปิฏฺฐิอาโรหนตฺถํ ปาทํ ปสาเรตุํ สญฺญํ เทติ, ยถาปริจิตญฺหิ สญฺญํ เทนฺโต อิธ ยาจตีติ วุตฺโต.
ทิสฺวา อทนฺตํ ทมิตนฺติ ปกติยา ปุพฺเพ อทนฺตํ อิทานิ หตฺถาจริเยน หตฺถิสิกฺขาย ทมิตทมถํ อุปคมิตํ. กีทิสํ ทมิตํ? มนุสฺสานํ วสํ คตํ ยํ ยํ มนุสฺสา อาณาเปนฺติ, ตํ ตํ ทิสฺวาติ โยชนา. ตโต จิตฺตํ สมาเธสึ, ขลุ ตาย วนํ คตาติ ขลูติ อวธารณตฺเถ นิปาโต. ตโต หตฺถิทสฺสนโต ปจฺฉา, ตาย หตฺถิโน กิริยาย เหตุภูตาย, วนํ อรญฺญํ คตา จิตฺตํ สมาเธสึเยว. กถํ? ‘‘อยมฺปิ นาม ติรจฺฉานคโต หตฺถี หตฺถิทมกสฺส วเสน ทมถํ คโต, กสฺมา มนุสฺสภูตาย จิตฺตํ ปุริสทมกสฺส สตฺถุ วเสน ทมถํ น คมิสฺสตี’’ติ สํเวคชาตา วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อคฺคมคฺคสมาธินา มม จิตฺตํ สมาเธสึ อจฺจนฺตสมาธาเนน สพฺพโส กิเลเส เขเปสินฺติ อตฺโถ.
ทนฺติกาเถรีคาถาวณฺณนา นิฏฺฐิตา.