๗. สมฺภูตตฺเถรคาถาวณฺณนา

โย ทนฺธกาเลติอาทิกา อายสฺมโต สมฺภูตตฺเถรสฺส คาถา. กา อุปฺปตฺติ? อยมฺปิ ปุริมพุทฺเธสุ กตาธิกาโร ตตฺถ ตตฺถ ภเว ปุญฺญานิ กโรนฺโต พุทฺธสุญฺเญ โลเก จนฺทภาคาย นทิยา ตีเร กินฺนรโยนิยํ นิพฺพตฺโต. เอกทิวสํ อญฺญตรํ ปจฺเจกพุทฺธํ ทิสฺวา ปสนฺนมานโส วนฺทิตฺวา กตญฺชลี อชฺชุนปุปฺเผหิ ปูชํ อกาสิ. โส เตน ปุญฺญกมฺเมน เทวมนุสฺเสสุ สํสรนฺโต อิมสฺมึ พุทฺธุปฺปาเท กุลเคเห นิพฺพตฺติตฺวา สมฺภูโตติ ลทฺธนาโม วยปฺปตฺโต ภควโต ปรินิพฺพานสฺส ปจฺฉา ธมฺมภณฺฑาคาริกสฺส สนฺติเก ธมฺมํ สุตฺวา ปฏิลทฺธสทฺโธ ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กโรนฺโต วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา อรหตฺตํ ปาปุณิ. เตน วุตฺตํ อปทาเน (อป. เถร ๒.๕๒.๒๘-๓๖) –

‘‘จนฺทภาคานทีตีเร, อโหสึ กินฺนโร ตทา;

อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ, สยมฺภุํ อปราชิตํ.

‘‘ปสนฺนจิตฺโต สุมโน, เวทชาโต กตญฺชลี;

คเหตฺวา อชฺชุนํ ปุปฺผํ, สยมฺภุํ อภิปูชยึ.

‘‘เตน กมฺเมน สุกเตน, เจตนาปณิธีหิ จ;

ชหิตฺวา กินฺนรํ เทหํ, ตาวตึสมคจฺฉหํ.

‘‘ฉตฺติสกฺขตฺตุํ เทวินฺโท, เทวรชฺชมการยึ;

ทสกฺขตฺตุํ จกฺกวตฺตี, มหารชฺชมการยึ.

‘‘ปเทสรชฺชํ วิปุลํ, คณนาโต อสงฺขิยํ;

สุเขตฺเต วปฺปิตํ พีชํ, สยมฺภุมฺหิ อโห มม.

‘‘กุสลํ วิชฺชเต มยฺหํ, ปพฺพชึ อนคาริยํ;

ปูชารโห อหํ อชฺช, สกฺยปุตฺตสฺส สาสเน.

‘‘กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ…เป… กตํ พุทฺธสฺส สาสน’’นฺติ.

อรหตฺตํ ปน ปตฺวา วิมุตฺติสุเขน วิหรนฺโต วสฺสสตปรินิพฺพุเต ภควติ เวสาลิเกสุ วชฺชิปุตฺตเกสุ ทส วตฺถูนิ ปคฺคยฺห ฐิเตสุ กากณฺฑกปุตฺเตน ยสตฺเถเรน อุสฺสาหิเตหิ สตฺตสเตหิ ขีณาสเวหิ ตํ ทิฏฺฐึ ภินฺทิตฺวา สทฺธมฺมํ ปคฺคณฺหนฺเตหิ ธมฺมวินยสงฺคเห กเต เตสํ วชฺชิปุตฺตกานํ อุทฺธมฺมอุพฺพินยทีปเน ธมฺมสํเวเคน เถโร –

๒๙๑. ‘‘โย ทนฺธกาเล ตรติ, ตรณีเย จ ทนฺธเย;

อโยนิสํวิธาเนน, พาโล ทุกฺขํ นิคจฺฉติ.

๒๙๒. ‘‘ตสฺสตฺถา ปริหายนฺติ, กาฬปกฺเขว จนฺทิมา;

อายสกฺยญฺจ ปปฺโปติ, มิตฺเตหิ จ วิรุชฺฌติ.

๒๙๓. ‘‘โย ทนฺธกาเล ทนฺเธติ, ตรณีเย จ ตารเย;

โยนิโส สํวิธาเนน, สุขํ ปปฺโปติ ปณฺฑิโต.

๒๙๔. ‘‘ตสฺสตฺถา ปริปูเรนฺติ, สุกฺกปกฺเขว จนฺทิมา;

ยโส กิตฺติญฺจ ปปฺโปติ, มิตฺเตหิ น วิรุชฺฌตี’’ติ. –

อิมา คาถา ภณนฺโต อญฺญํ พฺยากาสิ.

ตตฺถ โย ทนฺธกาเล ตรตีติ กิสฺมิญฺจิ กตฺตพฺพวตฺถุสฺมึ – ‘‘กปฺปติ นุ โข, น นุ โข กปฺปตี’’ติ วินยกุกฺกุจฺเจ อุปฺปนฺเน ยาว วิยตฺตํ วินยธรํ ปุจฺฉิตฺวา ตํ กุกฺกุจฺจํ น วิโนเทติ, ตาว ทนฺธกาเล ตสฺส กิจฺจสฺส ทนฺธายิตพฺพสมเย ตรติ มทฺทิตฺวา วีติกฺกมํ กโรติ. ตรณีเย จ ทนฺธเยติ คหฏฺฐสฺส ตาว สรณคมนสีลสมาทานาทิเก, ปพฺพชิตสฺส วตฺตปฏิวตฺตกรณาทิเก สมถวิปสฺสนานุโยเค จ ตริตพฺเพ สมฺปตฺเต สีฆํ ตํ กิจฺจํ อนนุยุญฺชิตฺวา – ‘‘อาคมนมาเส ปกฺเข วา กริสฺสามี’’ติ ทนฺธาเยยฺย, ตํ กิจฺจํ อกโรนฺโตว กาลํ วีตินาเมยฺย. อโยนิสํวิธาเนนาติ เอวํ ทนฺธายิตพฺเพ ตรนฺโต ตริตพฺเพ จ ทนฺธายนฺโต อนุปายสํวิธาเนน อุปายสํวิธานาภาเวน พาโล, มนฺทพุทฺธิโก ปุคฺคโล, สมฺปติ อายติญฺจ ทุกฺขํ อนตฺถํ ปาปุณาติ.

ตสฺสตฺถา ปริหายนฺตีติ ตสฺส ตถารูปสฺส ปุคฺคลสฺส ทิฏฺฐธมฺมิกาทิเภทา อตฺถา กาฬปกฺเข จนฺทิมา วิย, ปริหายนฺติ ทิวเส ทิวเส ปริกฺขยํ ปริยาทานํ คจฺฉนฺติ. ‘‘อสุโก ปุคฺคโล อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน กุสีโต หีนวีริโย’’ติอาทินา. อายสกฺยํ วิญฺญูหิ ครหิตพฺพตํ ปปฺโปติ ปาปุณาติ. มิตฺเตหิ จ วิรุชฺฌตีติ ‘‘เอวํ ปฏิปชฺช, มา เอวํ ปฏิปชฺชา’’ติ โอวาททายเกหิ กลฺยาณมิตฺเตหิ ‘‘อวจนียา มย’’นฺติ โอวาทสฺส อนาทาเนเนว วิรุทฺโธ นาม โหติ.

เสสคาถาทฺวยสฺส วุตฺตวิปริยาเยน อตฺโถ เวทิตพฺโพ. เกจิ ปเนตฺถ – ‘‘ตรติ ทนฺธเย’’ติปทานํ อตฺถภาเวน ภาวนาจิตฺตสฺส ปคฺคหนิคฺคเห อุทฺธรนฺติ. ตํ ปจฺฉิมคาถาสุ ยุชฺชติ. ปุริมา หิ เทฺว คาถา ปพฺพชิตกาลโต ปฏฺฐาย จริตพฺพํ สมณธมฺมํ อกตฺวา กุกฺกุจฺจปกตตาย ทส วตฺถูนิ ทีเปตฺวา สงฺเฆน นิกฺกฑฺฒิเต วชฺชิปุตฺตเก สนฺธาย เถเรน วุตฺตา. ปจฺฉิมา ปน อตฺตสทิเส สมฺมา ปฏิปนฺเน สกตฺถํ นิปฺผาเทตฺวา ฐิเตติ.

สมฺภูตตฺเถรคาถาวณฺณนา นิฏฺฐิตา.