๗. มิคลุทฺทกเปตวตฺถุวณฺณนา
นรนาริปุรกฺขโต ยุวาติ อิทํ ภควติ เวฬุวเน วิหรนฺเต มิคลุทฺทกเปตํ อารพฺภ วุตฺตํ. ราชคเห กิร อญฺญตโร ลุทฺทโก รตฺตินฺทิวํ มิเค วธิตฺวา ชีวิกํ กปฺเปสิ. ตสฺเสโก อุปาสโก มิตฺโต อโหสิ, โส ตํ สพฺพกาลํ ปาปโต นิวตฺเตตุํ อสกฺโกนฺโต ‘‘เอหิ, สมฺม, รตฺติยํ ปาณาติปาตา วิรมาหี’’ติ รตฺติยํ ปุญฺเญ สมาทเปสิ. โส รตฺติยํ วิรมิตฺวา ทิวา เอว ปาณาติปาตํ กโรติ.
โส อปเรน สมเยน กาลํ กตฺวา ราชคหสมีเป เวมานิกเปโต หุตฺวา นิพฺพตฺโต, ทิวสภาคํ มหาทุกฺขํ อนุภวิตฺวา รตฺติยํ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตา สมงฺคีภูโต ปริจาเรสิ. ตํ ทิสฺวา อายสฺมา นารโท –
๔๗๘. ‘‘นรนาริปุรกฺขโต ยุวา, รชนีเยหิ กามคุเณหิ โสภสิ;
ทิวสํ อนุโภสิ การณํ, กิมกาสิ ปุริมาย ชาติยา’’ติ. –
อิมาย คาถาย ปฏิปุจฺฉิ. ตตฺถ นรนาริปุรกฺขโตติ ปริจารกภูเตหิ เทวปุตฺเตหิ เทวธีตาหิ จ ปุรกฺขโต ปยิรุปาสิโต. ยุวาติ ตรุโณ. รชนีเยหีติ กมนีเยหิ ราคุปฺปตฺติเหตุภูเตหิ. กามคุเณหีติ กามโกฏฺฐาเสหิ. โสภสีติ สมงฺคิภาเวน วิโรจสิ รตฺติยนฺติ อธิปฺปาโย. เตนาห ‘‘ทิวสํ อนุโภสิ การณ’’นฺติ, ทิวสภาเค ปน นานปฺปการํ การณํ ฆาตนํ ปจฺจนุภวสิ. รชนีติ วา รตฺตีสุ. เยหีติ นิปาตมตฺตํ. กิมกาสิ ปุริมาย ชาติยาติ เอวํ สุขทุกฺขสํวตฺตนิยํ กึ นาม กมฺมํ อิโต ปุริมาย ชาติยา ตฺวํ อกตฺถ, ตํ กเถหีติ อตฺโถ.
ตํ สุตฺวา เปโต เถรสฺส อตฺตนา กตกมฺมํ อาจิกฺขนฺโต –
๔๗๙. ‘‘อหํ ราชคเห รมฺเม, รมณีเย คิริพฺพเช;
มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ, โลหิตปาณิ ทารุโณ.
๔๘๐. ‘‘อวิโรธกเรสุ ปาณิสุ, ปุถุสตฺเตสุ ปทุฏฺฐมานโส;
วิจรึ อติทารุโณ สทา, ปรหึสาย รโต อสญฺญโต.
๔๘๑. ‘‘ตสฺส เม สหาโย สุหทโย, สทฺโธ อาสิ อุปาสโก;
โสปิ มํ อนุกมฺปนฺโต, นิวาเรสิ ปุนปฺปุนํ.
๔๘๒. ‘‘‘มากาสิ ปาปกํ กมฺมํ, มา ตาต ทุคฺคตึ อคา;
สเจ อิจฺฉสิ เปจฺจ สุขํ, วิรม ปาณวธา อสํยมา.
๔๘๓. ‘‘ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา, สุขกามสฺส หิตานุกมฺปิโน;
นากาสึ สกลานุสาสนึ, จิรปาปาภิรโต อพุทฺธิมา.
๔๘๔. ‘‘โส มํ ปุน ภูริสุเมธโส, อนุกมฺปาย สํยเม นิเวสยิ;
สเจ ทิวา หนสิ ปาณิโน, อถ เต รตฺตึ ภวตุ สํยโม.
๔๘๕. ‘‘สฺวาหํ ทิวา หนิตฺวา ปาณิโน, วิรโต รตฺติมโหสิ สญฺญโต;
รตฺตาหํ ปริจาเรมิ, ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโต.
๔๘๖. ‘‘ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส, อนุโภมิ รตฺตึ อมานุสึ;
ทิวา ปฏิหตาว กุกฺกุรา, อุปธาวนฺติ สมนฺตา ขาทิตุํ.
๔๘๗. ‘‘เย จ เต สตตานุโยคิโน, ธุวํ ปยุตฺตา สุคตสฺส สาสเน;
มญฺญามิ เต อมตเมว เกวลํ, อธิคจฺฉนฺติ ปทํ อสงฺขต’’นฺติ. –
อิมา คาถา อภาสิ.
๔๗๙-๘๐. ตตฺถ ลุทฺโทติ ทารุโณ. โลหิตปาณีติ อภิณฺหํ ปาณฆาเตน โลหิตมกฺขิตปาณี. ทารุโณติ ขโร, สตฺตานํ หึสนโกติ อตฺโถ. อวิโรธกเรสูติ เกนจิ วิโรธํ อกโรนฺเตสุ มิคสกุณาทีสุ.
๔๘๒-๘๓. อสํยมาติ อสํวรา ทุสฺสีลฺยา. สกลานุสาสนินฺติ สพฺพํ อนุสาสนึ, สพฺพกาลํ ปาณาติปาตโต ปฏิวิรตินฺติ อตฺโถ. จิรปาปาภิรโตติ จิรกาลํ ปาเป อภิรโต.
๔๘๔. สํยเมติ สุจริเต. นิเวสยีหิ นิเวเสสิ. สเจ ทิวา หนสิ ปาณิโน, อถ เต รตฺตึ ภวตุ สํยโมติ นิเวสิตาการทสฺสนํ. โส กิร สลฺลปาสสชฺชนาทินา รตฺติยมฺปิ ปาณวธํ อนุยุตฺโต อโหสิ.
๔๘๕. ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโตติ อิทานิ ทุคฺคตึ คโต มหาทุกฺขปฺปตฺโต ทิวสภาเค ขาทิยามิ. ตสฺส กิร ทิวา สุนเขหิ มิคานํ ขาทาปิตตฺตา กมฺมสริกฺขกํ ผลํ โหติ, ทิวสภาเค มหนฺตา สุนขา อุปธาวิตฺวา อฏฺฐิสงฺฆาตมตฺตาวเสสํ สรีรํ กโรนฺติ. รตฺติยา ปน อุปคตาย ตํ ปากติกเมว โหติ, ทิพฺพสมฺปตฺตึ อนุภวติ. เตน วุตฺตํ –
๔๘๖. ‘‘ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส, อนุโภมิ รตฺตึ อมานุสึ;
ทิวา ปฏิหตาว กุกฺกุรา, อุปธาวนฺติ สมนฺตา ขาทิตุ’’นฺติ.
ตตฺถ ปฏิหตาติ ปฏิหตจิตฺตา พทฺธาฆาตา วิย หุตฺวา. สมนฺตา ขาทิตุนฺติ มม สรีรํ สมนฺตโต ขาทิตุํ อุปธาวนฺติ. อิทญฺจ เนสํ อติวิย อตฺตโน ภยาวหํ อุปคมนกาลํ คเหตฺวา วุตฺตํ. เต ปน อุปธาวิตฺวา อฏฺฐิมตฺตาวเสสํ สรีรํ กตฺวา คจฺฉนฺติ.
๔๘๗. เย จ เต สตตานุโยคิโนติ โอสานคาถาย อยํ สงฺเขปตฺโถ – อหมฺปิ นาม รตฺติยํ ปาณวธมตฺตโต วิรโต เอวรูปํ สมฺปตฺตึ อนุภวามิ. เย ปน เต ปุริสา สุคตสฺส พุทฺธสฺส ภควโต สาสเน อธิสีลาทิเก ธุวํ ปยุตฺตา ทฬฺหํ ปยุตฺตา สตตํ สพฺพกาลํ อนุโยควนฺตา, เต ปุญฺญวนฺโต เกวลํ โลกิยสุเขน อสมฺมิสฺสํ ‘‘อสงฺขตํ ปท’’นฺติ ลทฺธนามํ อมตเมว อธิคจฺฉนฺติ มญฺเญ, นตฺถิ เตสํ ตทธิคเม โกจิ วิพนฺโธติ.
เอวํ เตน เปเตน วุตฺเต เถโร ตํ ปวตฺตึ สตฺถุ อาโรเจสิ. สตฺถา ตมตฺถํ อฏฺฐุปฺปตฺตึ กตฺวา สมฺปตฺตปริสาย ธมฺมํ เทเสสิ. สพฺพมฺปิ วุตฺตนยเมว.
มิคลุทฺทกเปตวตฺถุวณฺณนา นิฏฺฐิตา.