๒. สนฺถววคฺโค
[๑๖๑] ๑. อินฺทสมานโคตฺตชาตกวณฺณนา
น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิราติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ทุพฺพจชาติกํ อารพฺภ กเถสิ. ตสฺส วตฺถุ นวกนิปาเต คิชฺฌชาตเก (ชา. ๑.๙.๑ อาทโย) อาวิภวิสฺสติ. สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ ‘‘ปุพฺเพปิ ตฺวํ, ภิกฺขุ, ทุพฺพจตาย ปณฺฑิตานํ วจนํ อกตฺวา มตฺตหตฺถิปาเทหิ สญฺจุณฺณิโต’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริ.
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วุฑฺฒิปฺปตฺโต ฆราวาสํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา ปญฺจนฺนํ อิสิสตานํ คณสตฺถา หุตฺวา หิมวนฺตปเทเส วาสํ กปฺเปสิ. ตทา เตสุ ตาปเสสุ อินฺทสมานโคตฺโต นาเมโก ตาปโส อโหสิ ทุพฺพโจ อโนวาทโก. โส เอกํ หตฺถิโปตกํ โปเสสิ. โพธิสตฺโต สุตฺวา ตํ ปกฺโกสิตฺวา ‘‘สจฺจํ กิร ตฺวํ หตฺถิโปตกํ โปเสสี’’ติ ปุจฺฉิ. ‘‘สจฺจํ, อาจริย, มตมาติกํ เอกํ หตฺถิโปตกํ โปเสมี’’ติ. ‘‘หตฺถิโน นาม วุฑฺฒิปฺปตฺตา โปสเกเยว มาเรนฺติ, มา ตํ โปเสหี’’ติ. ‘‘เตน วินา วตฺติตุํ น สกฺโกมิ อาจริยา’’ติ. ‘‘เตน หิ ปญฺญายิสฺสสี’’ติ. โส เตน โปสิยมาโน อปรภาเค มหาสรีโร อโหสิ.
อเถกสฺมึ กาเล เต อิสโย วนมูลผลาผลตฺถาย ทูรํ คนฺตฺวา ตตฺเถว กติปาหํ วสึสุ. หตฺถีปิ อคฺคทกฺขิณวาเต ปภินฺนมโท หุตฺวา ตสฺส ปณฺณสาลํ วิทฺธํเสตฺวา ปานียฆฏํ ภินฺทิตฺวา ปาสาณผลกํ ขิปิตฺวา อาลมฺพนผลกํ ลุญฺจิตฺวา ‘‘ตํ ตาปสํ มาเรตฺวาว คมิสฺสามี’’ติ เอกํ คหนฏฺฐานํ ปวิสิตฺวา ตสฺส อาคมนมคฺคํ โอโลเกนฺโต อฏฺฐาสิ. อินฺทสมานโคตฺโต ตสฺส โคจรํ คเหตฺวา สพฺเพสํ ปุรโตว อาคจฺฉนฺโต ตํ ทิสฺวา ปกติสญฺญาเยวสฺส สนฺติกํ อคมาสิ. อถ นํ โส หตฺถี คหนฏฺฐานา นิกฺขมิตฺวา โสณฺฑาย ปรามสิตฺวา ภูมิยํ ปาเตตฺวา สีสํ ปาเทน อกฺกมิตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา มทฺทิตฺวา โกญฺจนาทํ กตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ. เสสตาปสา ตํ ปวตฺตึ โพธิสตฺตสฺส อาโรเจสุํ. โพธิสตฺโต ‘‘กาปุริเสหิ นาม สทฺธึ สํสคฺโค น กาตพฺโพ’’ติ วตฺวา อิมา คาถา อาห –
๒๑. ‘‘น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิรา, อริโย อนริเยน ปชานมตฺถํ;
จิรานุวุตฺโถปิ กโรติ ปาปํ, คโช ยถา อินฺทสมานโคตฺตํ.
๒๒. ‘‘ยํ เตฺวว ชญฺญา สทิโส มมนฺติ, สีเลน ปญฺญาย สุเตน จาปิ;
เตเนว เมตฺตึ กยิราถ สทฺธึ, สุโข หเว สปฺปุริเสน สงฺคโม’’ติ.
ตตฺถ น สนฺถวํ กาปุริเสน กยิราติ กุจฺฉิเตน โกธปุริเสน สทฺธึ ตณฺหาสนฺถวํ วา มิตฺตสนฺถวํ วา น กยิราถ. อริโย อนริเยน ปชานมตฺถนฺติ อริโยติ จตฺตาโร อริยา อาจารอริโย ลิงฺคอริโย ทสฺสนอริโย ปฏิเวธอริโยติ. เตสุ อาจารอริโย อิธ อธิปฺเปโต. โส ปชานมตฺถํ อตฺถํ ปชานนฺโต อตฺถานตฺถกุสโล อาจาเร ฐิโต อริยปุคฺคโล อนริเยน นิลฺลชฺเชน ทุสฺสีเลน สทฺธึ สนฺถวํ น กเรยฺยาติ อตฺโถ. กึ การณา? จิรานุวุตฺโถปิ กโรติ ปาปนฺติ, ยสฺมา อนริโย จิรํ เอกโต อนุวุตฺโถปิ ตํ เอกโต นิวาสํ อคเณตฺวา กโรติ ปาปํ ลามกกมฺมํ กโรติเยว. ยถา กึ? คโช ยถา อินฺทสมานโคตฺตนฺติ, ยถา โส คโช อินฺทสมานโคตฺตํ มาเรนฺโต ปาปํ อกาสีติ อตฺโถ. ยํ เตฺวว ชญฺญา สทิโส มมนฺติอาทีสุ ยํ เตฺวว ปุคฺคลํ ‘‘อยํ มม สีลาทีหิ สทิโส’’ติ ชาเนยฺย, เตเนว สทฺธึ เมตฺตึ กยิราถ, สปฺปุริเสน สทฺธึ สมาคโม สุขาวโหติ.
เอวํ โพธิสตฺโต ‘‘อโนวาทเกน นาม น ภวิตพฺพํ, สุสิกฺขิเตน ภวิตุํ วฏฺฏตี’’ติ อิสิคณํ โอวทิตฺวา อินฺทสมานโคตฺตสฺส สรีรกิจฺจํ กาเรตฺวา พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ – ‘‘ตทา อินฺทสมานโคตฺโต อยํ ทุพฺพโจ อโหสิ, คณสตฺถา ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
อินฺทสมานโคตฺตชาตกวณฺณนา ปฐมา.
[๑๖๒] ๒. สนฺถวชาตกวณฺณนา
น สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ ปาปิโยติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อคฺคิชุหนํ อารพฺภ กเถสิ. วตฺถุ เหฏฺฐา นงฺคุฏฺฐชาตเก (ชา. ๑.๑.๑๔๔ อาทโย) กถิตสทิสเมว. ภิกฺขู เต อคฺคึ ชุหนฺเต ทิสฺวา ‘‘ภนฺเต, ชฏิลา นานปฺปการํ มิจฺฉาตปํ กโรนฺติ, อตฺถิ นุ โข เอตฺถ วุฑฺฒี’’ติ ภควนฺตํ ปุจฺฉึสุ. ‘‘น, ภิกฺขเว, เอตฺถกาจิ วุฑฺฒิ นาม อตฺถิ, โปราณกปณฺฑิตาปิ อคฺคิชุหเน วุฑฺฒิ อตฺถีติ สญฺญาย จิรํ อคฺคึ ชุหิตฺวา ตสฺมึ กมฺเม อวุฑฺฒิเมว ทิสฺวา อคฺคึ อุทเกน นิพฺพาเปตฺวา สาขาทีหิ โปเถตฺวา ปุน นิวตฺติตฺวาปิ น โอโลเกสุ’’นฺติ วตฺวา อตีตํ อาหริ.
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติ. มาตาปิตโร ตสฺส ชาตคฺคึ คเหตฺวา ตํ โสฬสวสฺสุทฺเทเส ฐิตํ อาหํสุ – ‘‘กึ, ตาต, ชาตคฺคึ คเหตฺวา อรญฺเญ อคฺคึ ปริจริสฺสสิ, อุทาหุ ตโย เวเท อุคฺคณฺหิตฺวา กุฏุมฺพํ สณฺฐเปตฺวา ฆราวาสํ วสิสฺสสี’’ติ. โส ‘‘น เม ฆราวาเสน อตฺโถ, อรญฺเญ อคฺคึ ปริจริตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโณ ภวิสฺสามี’’ติ ชาตคฺคึ คเหตฺวา มาตาปิตโร วนฺทิตฺวา อรญฺญํ ปวิสิตฺวา ปณฺณสาลาย วาสํ กปฺเปตฺวา อคฺคึ ปริจริ. โส เอกทิวสํ นิมนฺติตฏฺฐานํ คนฺตฺวา สปฺปินา ปายาสํ ลภิตฺวา ‘‘อิมํ ปายาสํ มหาพฺรหฺมุโน ยชิสฺสามี’’ติ ตํ ปายาสํ อาหริตฺวา อคฺคึ ชาเลตฺวา ‘‘อคฺคึ ตาว ภวนฺตํ สปฺปิยุตฺตํ ปายาสํ ปาเยมี’’ติ ปายาสํ อคฺคิมฺหิ ปกฺขิปิ. พหุสิเนเห ปายาเส อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตฺตมตฺเตเยว อคฺคิ ชลิตฺวา ปจฺจุคฺคตาหิ อจฺจีหิ ปณฺณสาลํ ฌาเปสิ. พฺราหฺมโณ ภีตตสิโต ปลายิตฺวา พหิ ฐตฺวา ‘‘กาปุริเสหิ นาม สนฺถโว น กาตพฺโพ, อิทานิ เม อิมินา อคฺคินา กิจฺเฉน กตา ปณฺณสาลา ฌาปิตา’’ติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห –
๒๓. ‘‘น สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ ปาปิโย, โย สนฺถโว กาปุริเสน โหติ;
สนฺตปฺปิโต สปฺปินา ปายเสน, กิจฺฉากตํ ปณฺณกุฏึ อทยฺหี’’ติ.
ตตฺถ น สนฺถวสฺมาติ ตณฺหาสนฺถวาปิ จ มิตฺตสนฺถวาปิ จาติ ทุวิธาปิ เอตสฺมา สนฺถวา ปรํ อุตฺตริ อญฺญํ ปาปตรํ นตฺถิ, ลามกตรํ นาม นตฺถีติ อตฺโถ. โย สนฺถโว กาปุริเสนาติ โย ปาปเกน กาปุริเสน สทฺธึ ทุวิโธปิ สนฺถโว, ตโต ปาปตรํ อญฺญํ นตฺถิ. กสฺมา? สนฺตปฺปิโต …เป…อทยฺหีติ, ยสฺมา สปฺปินา จ ปายาเสน จ สนฺตปฺปิโตปิ อยํ อคฺคิ มยา กิจฺเฉน กตํ ปณฺณสาลํ ฌาเปสีติ อตฺโถ.
โส เอวํ วตฺวา ‘‘น เม ตยา มิตฺตทุพฺภินา อตฺโถ’’ติ ตํ อคฺคึ อุทเกน นิพฺพาเปตฺวา สาขาหิ โปเถตฺวา อนฺโตหิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา เอกํ สามมิคึ สีหสฺส จ พฺยคฺฆสฺส จ ทีปิโน จ มุขํ เลหนฺตึ ทิสฺวา ‘‘สปฺปุริเสหิ สทฺธึ สนฺถวา ปรํ เสยฺโย นาม นตฺถี’’ติ จินฺเตตฺวา ทุติยํ คาถมาห –
๒๔. ‘‘น สนฺถวสฺมา ปรมตฺถิ เสยฺโย, โย สนฺถโว สปฺปุริเสน โหติ;
สีหสฺส พฺยคฺฆสฺส จ ทีปิโน จ, สามา มุขํ เลหติ สนฺถเวนา’’ติ.
ตตฺถ สามา มุขํ เลหติ สนฺถเวนาติ สามา นาม มิคี อิเมสํ ติณฺณํ ชนานํ สนฺถเวน สิเนเหน มุขํ เลหตีติ.
เอวํ วตฺวา โพธิสตฺโต อนฺโตหิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา ชีวิตปริโยสาเน พฺรหฺมโลกูปโค อโหสิ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ – ‘‘เตน สมเยน ตาปโส อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
สนฺถวชาตกวณฺณนา ทุติยา.
[๑๖๓] ๓. สุสีมชาตกวณฺณนา
กาฬา มิคา เสตทนฺตา ตวีเมติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ฉนฺทกทานํ อารพฺภ กเถสิ. สาวตฺถิยญฺหิ กทาจิ เอกเมว กุลํ พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ เทติ, กทาจิ อญฺญติตฺถิยานํ เทติ, กทาจิ คณพนฺธเนน พหู เอกโต หุตฺวา เทนฺติ, กทาจิ วีถิสภาเคน, กทาจิ สกลนครวาสิโน ฉนฺทกํ สํหริตฺวา ทานํ เทนฺติ. อิมสฺมึ ปน กาเล สกลนครวาสิโน ฉนฺทกํ สํหริตฺวา สพฺพปริกฺขารทานํ สชฺเชตฺวา เทฺว โกฏฺฐาสา หุตฺวา เอกจฺเจ ‘‘อิมํ สพฺพปริกฺขารทานํ อญฺญติตฺถิยานํ ทสฺสามา’’ติ อาหํสุ, เอกจฺเจ ‘‘พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺสา’’ติ. เอวํ ปุนปฺปุนํ กถาย วตฺตมานาย อญฺญติตฺถิยสาวเกหิ อญฺญติตฺถิยานญฺเญว, พุทฺธสาวเกหิ ‘‘‘พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺเสวา’ติ วุตฺเต สมฺพหุลํ กริสามา’’ติ สมฺพหุลาย กถาย ‘‘พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทสฺสามา’’ติ วทนฺตาเยว พหุกา ชาตา, เตสญฺเญว กถา ปติฏฺฐาสิ. อญฺญติตฺถิยสาวกา พุทฺธานํ ทาตพฺพทานสฺส อนฺตรายํ กาตุํ นาสกฺขึสุ. นาครา พุทฺธปฺปมุขํ ภิกฺขุสงฺฆํ นิมนฺเตตฺวา สตฺตาหํ มหาทานํ ปวตฺเตตฺวา สตฺตเม ทิวเส สพฺพปริกฺขาเร อทํสุ. สตฺถา อนุโมทนํ กตฺวา มหาชนํ มคฺคผเลหิ ปโพเธตฺวา เชตวนวิหารเมว คนฺตฺวา ภิกฺขุสงฺเฆน วตฺเต ทสฺสิเต คนฺธกุฏิปฺปมุเข ฐตฺวา สุคโตวาทํ ทตฺวา คนฺธกุฏึ ปาวิสิ.
สายนฺหสมเย ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ – ‘‘อาวุโส, อญฺญติตฺถิยสาวกา พุทฺธานํ ทาตพฺพทานสฺส อนฺตรายกรณตฺถาย วายมนฺตาปิ อนฺตรายํ กาตุํ นาสกฺขึสุ, ตํ สพฺพปริกฺขารทานํ พุทฺธานํเยว ปาทมูลํ อาคตํ, อโห พุทฺธพลํ นาม มหนฺต’’นฺติ. สตฺถา อาคนฺตฺวา ‘‘กาย นุตฺถ, ภิกฺขเว, เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘อิมาย นามา’’ติ วุตฺเต ‘‘น, ภิกฺขเว, เอเต อญฺญติตฺถิยสาวกา อิทาเนว มยฺหํ ทาตพฺพทานสฺส อนฺตรายกรณตฺถาย วายมนฺติ, ปุพฺเพปิ วายมึสุ, โส ปน ปริกฺขาโร สพฺพกาเลปิ มเมว ปาทมูลํ อาคจฺฉตี’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริ.
อตีเต พาราณสิยํ สุสีโม นาม ราชา อโหสิ. ตทา โพธิสตฺโต ตสฺส ปุโรหิตสฺส พฺราหฺมณิยา กุจฺฉิมฺหิ ปฏิสนฺธึ คณฺหิ, ตสฺส โสฬสวสฺสิกกาเล ปิตา กาลมกาสิ. โส ปน ธรมานกาเล รญฺโญ หตฺถิมงฺคลการโก อโหสิ. หตฺถีนํ มงฺคลกรณฏฺฐาเน อาภตอุปกรณภณฺฑญฺจ หตฺถาลงฺการญฺจ สพฺพํ โสเยว อลตฺถ. เอวมสฺส เอเกกสฺมึ มงฺคเล โกฏิมตฺตํ ธนํ อุปฺปชฺชติ. อถ ตสฺมึ กาเล หตฺถิมงฺคลฉโณ สมฺปาปุณิ. เสสา พฺราหฺมณา ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา ‘‘มหาราช, หตฺถิมงฺคลฉโณ สมฺปตฺโต, มงฺคลํ กาตุํ วฏฺฏติ. ปุโรหิตพฺราหฺมณสฺส ปน ปุตฺโต อติทหโร, เนว ตโย เวเท ชานาติ, น หตฺถิสุตฺตํ, มยํ หตฺถิมงฺคลํ กริสฺสามา’’ติ อาหํสุ. ราชา ‘‘สาธู’’ติ สมฺปฏิจฺฉิ. พฺราหฺมณา ปุโรหิตปุตฺตสฺส หตฺถิมงฺคลํ กาตุํ อทตฺวา ‘‘หตฺถิมงฺคลํ กตฺวา มยํ ธนํ คณฺหิสฺสามา’’ติ หฏฺฐตุฏฺฐา วิจรนฺติ. อถ ‘‘จตุตฺเถ ทิวเส หตฺถิมงฺคลํ ภวิสฺสตี’’ติ โพธิสตฺตสฺส มาตา ตํ ปวตฺตึ สุตฺวา ‘‘หตฺถิมงฺคลกรณํ นาม ยาว สตฺตมา กุลปริวฏฺฏา อมฺหากํ วํโส, วํโส จ โน โอสกฺกิสฺสติ, ธนา จ ปริหายิสฺสามา’’ติ อนุโสจมานา ปโรทิ.
โพธิสตฺโต ‘‘กสฺมา, อมฺม, โรทสี’’ติ วตฺวา ตํ การณํ สุตฺวา ‘‘นนุ, อมฺม, อหํ มงฺคลํ กริสฺสามี’’ติ อาห. ‘‘ตาต, ตฺวํ เนว ตโย เวเท ชานาสิ, น หตฺถิสุตฺตํ, กถํ มงฺคลํ กริสฺสสี’’ติ. ‘‘อมฺม, กทา ปน หตฺถิมงฺคลํ กริสฺสตี’’ติ? ‘‘อิโต จตุตฺเถ ทิวเส, ตาตา’’ติ. ‘‘อมฺม, ตโย ปน เวเท ปคุเณ กตฺวา หตฺถิสุตฺตํ ชานนกอาจริโย กหํ วสตี’’ติ? ‘‘ตาต, เอวรูโป ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย อิโต วีสโยชนสตมตฺถเก คนฺธารรฏฺเฐ ตกฺกสิลายํ วสตี’’ติ. ‘‘อมฺม, อมฺหากํ วํสํ น นาเสสฺสามิ, อหํ เสฺว เอกทิวเสเนว ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา เอกรตฺเตเนว ตโย เวเท จ หตฺถิสุตฺตญฺจ อุคฺคณฺหิตฺวา ปุนทิวเส อาคนฺตฺวา จตุตฺเถ ทิวเส หตฺถิมงฺคลํ กริสฺสามิ, มา โรที’’ติ มาตรํ สมสฺสาเสตฺวา ปุนทิวเส โพธิสตฺโต ปาโตว ภุญฺชิตฺวา เอกโกว นิกฺขมิตฺวา เอกทิวเสเนว ตกฺกสิลํ คนฺตฺวา อาจริยํ วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ.
อถ นํ อาจริโย ‘‘กุโต อาคโตสิ, ตาตา’’ติ ปุจฺฉิ. ‘‘พาราณสิโต, อาจริยา’’ติ. ‘‘เกนตฺเถนา’’ติ? ‘‘ตุมฺหากํ สนฺติเก ตโย เวเท จ หตฺถิสุตฺตญฺจ อุคฺคณฺหนตฺถายา’’ติ. ‘‘สาธุ, ตาต, อุคฺคณฺหา’’ติ. โพธิสตฺโต ‘‘อาจริย, มยฺหํ กมฺมํ อจฺจายิก’’นฺติ สพฺพํ ปวตฺตึ อาโรเจตฺวา ‘‘อหํ เอกทิวเสเนว วีสโยชนสตํ อาคโต, อชฺเชเวกรตฺตึ มยฺหเมว โอกาสํ กโรถ, อิโต ตติยทิวเส หตฺถิมงฺคลํ ภวิสฺสติ, อหํ เอเกเนว อุทฺเทสมคฺเคน สพฺพํ อุคฺคณฺหิสฺสามี’’ติ วตฺวา อาจริยํ โอกาสํ กาเรตฺวา อาจริยสฺส ภุตฺตกาเล สยํ ภุญฺชิตฺวา อาจริยสฺส ปาเท โธวิตฺวา สหสฺสตฺถวิกํ ปุรโต ฐเปตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสินฺโน ปริยตฺตึ ปฏฺฐเปตฺวา อรุเณ อุคฺคจฺฉนฺเต ตโย เวเท จ หตฺถิสุตฺตญฺจ นิฏฺฐเปตฺวา ‘‘อญฺโญปิ อตฺถิ, อาจริยา’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘นตฺถิ ตาต, สพฺพํ นิฏฺฐิต’’นฺติ วุตฺเต ‘‘อาจริย, อิมสฺมึ คนฺเถ เอตฺตกํ ปทปจฺจาภฏฺฐํ, เอตฺตกํ สชฺฌายสมฺโมหฏฺฐานํ, อิโต ปฏฺฐาย ตุเมฺห อนฺเตวาสิเก เอวํ วาเจยฺยาถา’’ติ อาจริยสฺส สิปฺปํ โสเธตฺวา ปาโตว ภุญฺชิตฺวา อาจริยํ วนฺทิตฺวา เอกทิวเสเนว พาราณสึ ปจฺจาคนฺตฺวา มาตรํ วนฺทิตฺวา ‘‘อุคฺคหิตํ เต, ตาต, สิปฺป’’นฺติ วุตฺเต ‘‘อาม, อมฺมา’’ติ วตฺวา มาตรํ ปริโตเสสิ.
ปุนทิวเส หตฺถิมงฺคลฉโณ ปฏิยาทิยิตฺถ. สตมตฺเต หตฺถิโสณฺฑาลงฺกาเร จ สุวณฺณทฺธเช เหมชาลสญฺฉนฺเน กตฺวา ฐเปสุํ, ราชงฺคณํ อลงฺกรึสุ. พฺราหฺมณา ‘‘มยํ หตฺถิมงฺคลํ กริสฺสาม, มยํ กริสฺสามา’’ติ มณฺฑิตปสาธิตา อฏฺฐํสุ. สุสีโมปิ ราชา สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิโต อุปกรณภณฺฑํ คาหาเปตฺวา มงฺคลฏฺฐานํ อคมาสิ. โพธิสตฺโตปิ กุมารปริหาเรน อลงฺกโต อตฺตโน ปริสาย ปุรกฺขตปริวาริโต รญฺโญ สนฺติกํ คนฺตฺวา ‘‘สจฺจํ กิร, มหาราช, ตุเมฺห อมฺหากํ วํสญฺจ อตฺตโน วํสญฺจ นาเสตฺวา ‘อญฺเญหิ พฺราหฺมเณหิ หตฺถิมงฺคลํ กาเรตฺวา หตฺถาลงฺการญฺจ อุปกรณานิ จ เตสํ ทสฺสามา’ติ อวจุตฺถา’’ติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห –
๒๕. ‘‘กาฬา มิคา เสตทนฺตา ตวีเม, ปโรสตํ เหมชาลาภิฉนฺนา;
เต เต ททามีติ สุสีม พฺรูสิ, อนุสฺสรํ เปตฺติปิตามหาน’’นฺติ.
ตตฺถ เต เต ททามีติ สุสีม พฺรูสีติ เต เอเต ตว สนฺตเก ‘‘กาฬา มิคา เสตทนฺตา’’ติ เอวํ คเต ปโรสตํ สพฺพาลงฺการปฏิมณฺฑิเต หตฺถี อญฺเญสํ พฺราหฺมณานํ ททามีติ สจฺจํ กิร, โภ สุสีม, เอวํ พฺรูสีติ อตฺโถ. อนุสฺสรํ เปตฺติปิตามหานนฺติ อมฺหากญฺจ อตฺตโน จ วํเส ปิตุปิตามหานํ อาจิณฺณํ สรนฺโตเยว. อิทํ วุตฺตํ โหติ – มหาราช, ยาว สตฺตมกุลปริวฏฺฏา ตุมฺหากํ เปตฺติปิตามหานํ อมฺหากํ เปตฺติปิตามหา จ หตฺถิมงฺคลํ กโรนฺติ, โส ตฺวํ เอวํ อนุสฺสรนฺโตปิ อมฺหากญฺจ อตฺตโน จ วํสํ นาเสตฺวา สจฺจํ กิร เอวํ พฺรูสีติ.
สุสีโม ราชา โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา ทุติยํ คาถมาห –
๒๖. ‘‘กาฬา มิคา เสตทนฺตา มมีเม, ปโรสตํ เหมชาลาภิฉนฺนา;
เต เต ททามีติ วทามิ มาณว, อนุสฺสรํ เปตฺติปิตามหาน’’นฺติ.
ตตฺถ เต เต ททามีติ เต เอเต หตฺถี อญฺเญสํ พฺราหฺมณานํ ททามีติ สจฺจเมว มาณว วทามิ, เนว หตฺถี พฺราหฺมณานํ ททามีติ อตฺโถ. อนุสฺสรนฺติ เปตฺติปิตามหานํ กิริยํ อนุสฺสรามิเยว, โน นานุสฺสรามิ, อมฺหากํ เปตฺติปิตามหานํ หตฺถิมงฺคลํ ตุมฺหากํ เปตฺติปิตามหา กโรนฺตีติ ปน อนุสฺสรนฺโตปิ เอวํ วทามิเยวาติ อธิปฺปาเยเนวมาห.
อถ นํ โพธิสตฺโต เอตทโวจ – ‘‘มหาราช, อมฺหากญฺจ อตฺตโน จ วํสํ อนุสฺสรนฺโตเยว กสฺมา มํ ฐเปตฺวา อญฺเญหิ หตฺถิมงฺคลํ การาเปถา’’ติ. ‘‘ตฺวํ กิร, ตาต, ตโย เวเท หตฺถิสุตฺตญฺจ น ชานาสี’’ติ มยฺหํ อาโรเจสุํ, เตนาหํ อญฺเญหิ พฺราหฺมเณหิ การาเปมีติ. ‘‘เตน หิ, มหาราช, เอตฺตเกสุ พฺราหฺมเณสุ เอกพฺราหฺมโณปิ ตีสุ เวเทสุ วา หตฺถิสุตฺเตสุ วา เอกเทสมฺปิ ยทิ มยา สทฺธึ กเถตุํ สมตฺโต อตฺถิ, อุฏฺฐหตุ, ตโยปิ เวเท หตฺถิสุตฺตญฺจ สทฺธึ หตฺถิมงฺคลกรเณน มํ ฐเปตฺวา อญฺโญ สกลชมฺพุทีเปปิ ชานนฺโต นาม นตฺถี’’ติ สีหนาทํ นทิ. เอกพฺราหฺมโณปิ ตสฺส ปฏิสตฺตุ หุตฺวา อุฏฺฐาตุํ นาสกฺขิ. โพธิสตฺโต อตฺตโน กุลวํสํ ปติฏฺฐาเปตฺวา มงฺคลํ กตฺวา พหุํ ธนํ อาทาย อตฺตโน นิเวสนํ อคมาสิ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ, สจฺจปริโยสาเน เกจิ โสตาปนฺนา อเหสุํ, เกจิ สกทาคามิโน, เกจิ อนาคามิโน, เกจิ อรหตฺตํ ปาปุณึสุ. ‘‘ตทา มาตา มหามายา อโหสิ, ปิตา สุทฺโธทนมหาราชา, สุสีโม ราชา อานนฺโท, ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย สาริปุตฺโต, มาณโว ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
สุสีมชาตกวณฺณนา ตติยา.
[๑๖๔] ๔. คิชฺฌชาตกวณฺณนา
ยํ นุ คิชฺโฌ โยชนสตนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ มาตุโปสกภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ. วตฺถุ สามชาตเก (ชา. ๒.๒๒.๒๙๖ อาทโย) อาวิภวิสฺสติ. สตฺถา ปน ตํ ภิกฺขุํ ‘‘สจฺจํ กิร ตฺวํ, ภิกฺขุ, คิหี โปเสสี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘สจฺจ’’นฺติ วุตฺเต ‘‘กึ ปน เต โหนฺตี’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘มาตาปิตโร เม, ภนฺเต’’ติ วุตฺเต ‘‘สาธุ สาธู’’ติ ตสฺส สาธุการํ ทตฺวา ‘‘มา, ภิกฺขเว, อิมํ ภิกฺขุํ อุชฺฌายิตฺถ, โปราณกปณฺฑิตาปิ คุณวเสน อญฺญาตกานมฺปิ อุปการํ อกํสุ, อิมสฺส ปน มาตาปิตูนํ อุปการกรณํ ภาโรเยวา’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริ.
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต คิชฺฌกูฏปพฺพเต คิชฺฌโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา มาตาปิตโร โปเสติ. อเถกสฺมึ กาเล มหตี วาตวุฏฺฐิ อโหสิ. คิชฺฌา วาตวุฏฺฐึ สหิตุํ อสกฺโกนฺตา สีตภเยน พาราณสึ คนฺตฺวา ปาการสมีเป จ ปริขาสมีเป จ สีเตน กมฺปมานา นิสีทึสุ. ตทา พาราณสิเสฏฺฐิ นครา นิกฺขมิตฺวา นฺหายิตุํ คจฺฉนฺโต เต คิชฺเฌ กิลมนฺเต ทิสฺวา เอกสฺมึ อโนวสฺสกฏฺฐาเน สนฺนิปาเตตฺวา อคฺคึ การาเปตฺวา โคสุสานํ เปเสตฺวา โคมํสํ อาหราเปตฺวา เตสํ ทาเปตฺวา อารกฺขํ ฐเปสิ. คิชฺฌา วูปสนฺตาย วาตวุฏฺฐิยา กลฺลสรีรา หุตฺวา ปพฺพตเมว อคมํสุ. เต ตตฺเถว สนฺนิปติตฺวา เอวํ มนฺตยึสุ – ‘‘พาราณสิเสฏฺฐินา อมฺหากํ อุปกาโร กโต, กตูปการสฺส จ นาม ปจฺจุปการํ กาตุํ วฏฺฏติ, ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย ตุเมฺหสุ โย ยํ วตฺถํ วา อาภรณํ วา ลภติ, เตน ตํ พาราณสิเสฏฺฐิสฺส เคเห อากาสงฺคเณ ปาเตตพฺพ’’นฺติ.
ตโต ปฏฺฐาย คิชฺฌา มนุสฺสานํ วตฺถาภรณานิ อาตเป สุกฺขาเปนฺตานํ ปมาทํ โอโลเกตฺวา เสนา วิย มํสเปสึ สหสา คเหตฺวา พาราณสิเสฏฺฐิสฺส เคเห อากาสงฺคเณ ปาเตนฺติ. โส คิชฺฌานํ อาหรณภาวํ ญตฺวา สพฺพานิ ตานิ วิสุํเยว ฐเปสิ. ‘‘คิชฺฌา นครํ วิลุมฺปนฺตี’’ติ รญฺโญ อาโรเจสุํ. ราชา ‘‘เอกํ คิชฺฌมฺปิ ตาว คณฺหถ, สพฺพํ อาหราเปสฺสามี’’ติ ตตฺถ ตตฺถ ปาเส เจว ชาลานิ จ โอฑฺฑาเปสิ. มาตุโปสกคิชฺโฌ ปาเส พชฺฌิ, ตํ คเหตฺวา ‘‘รญฺโญ ทสฺเสสฺสามา’’ติ เนนฺติ. พาราณสิเสฏฺฐิ ราชุปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต เต มนุสฺเส คิชฺฌํ คเหตฺวา คจฺฉนฺเต ทิสฺวา ‘‘มา อิมํ คิชฺฌํ พาธยึสู’’ติ สทฺธิญฺเญว อคมาสิ. คิชฺฌํ รญฺโญ ทสฺเสสุํ. อถ นํ ราชา ปุจฺฉิ – ‘‘ตุเมฺห นครํ วิลุมฺปิตฺวา วตฺถาทีนิ คณฺหถา’’ติ. ‘‘อาม, มหาราชา’’ติ. ‘‘กสฺส ตานิ ทินฺนานี’’ติ? ‘‘พาราณสิเสฏฺฐิสฺสา’’ติ. ‘‘กึการณา’’ติ? ‘‘อมฺหากํ เตน ชีวิตํ ทฺวินฺนํ, อุปการสฺส นาม ปจฺจุปการํ กาตุํ วฏฺฏติ, ตสฺมา อทมฺหา’’ติ. อถ นํ ราชา ‘‘คิชฺฌา กิร โยชนสตมตฺถเก ฐตฺวา กุณปํ ปสฺสนฺติ, กสฺมา ตฺวํ อตฺตโน โอฑฺฑิตํ ปาสํ น ปสฺสสี’’ติ วตฺวา ปฐมํ คาถมาห –
๒๗. ‘‘ยํ นุ คิชฺโฌ โยชนสตํ, กุณปานิ อเวกฺขติ;
กสฺมา ชาลญฺจ ปาสญฺจ, อาสชฺชาปิ น พุชฺฌสี’’ติ.
ตตฺถ ยนฺติ นิปาตมตฺตํ, นูติ นามตฺเถ นิปาโต. คิชฺโฌ นาม โยชนสตํ อติกฺกมิตฺวา ฐิตานิ กุณปานิ อเวกฺขติ, ปสฺสตีติ อตฺโถ. อาสชฺชาปีติ อาสาเทตฺวาปิ, สมฺปาปุณิตฺวาปีติ อตฺโถ. ‘‘ตฺวํ อตฺตโน อตฺถาย โอฑฺฑิตํ ชาลญฺจ ปาสญฺจ ปตฺวาปิ กสฺมา น พุชฺฌสี’’ติ ปุจฺฉิ.
คิชฺโฌ ตสฺส วจนํ สุตฺวา ทุติยํ คาถมาห –
๒๘. ‘‘ยทา ปราภโว โหติ, โปโส ชีวิตสงฺขเย;
อถ ชาลญฺจ ปาสญฺจ, อาสชฺชาปิ น พุชฺฌตี’’ติ.
ตตฺถ ปราภโวติ วินาโส. โปโสติ สตฺโต.
คิชฺฌสฺส วจนํ สุตฺวา ราชา เสฏฺฐึ ปุจฺฉิ – ‘‘สจฺจํ กิร, มหาเสฏฺฐิ, คิชฺเฌหิ ตุมฺหากํ เคเห วตฺถาทีนิ อาภตานี’’ติ. ‘‘สจฺจํ, เทวา’’ติ. ‘‘กหํ ตานี’’ติ? ‘‘เทว, มยา ตานิ สพฺพานิ วิสุํ ฐปิตานิ, ยํ เยสํ สนฺตกํ, ตํ เตสํ ทสฺสามิ, อิมํ คิชฺฌํ วิสฺสชฺเชถา’’ติ คิชฺฌํ วิสฺสชฺชาเปตฺวา มหาเสฏฺฐึ สพฺเพสํ สนฺตกานิ ทาเปสิ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ, สจฺจปริโยสาเน มาตุโปสกภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ. ‘‘ตทา ราชา อานนฺโท อโหสิ, พาราณสิเสฏฺฐิ สาริปุตฺโต, มาตุโปสกคิชฺโฌ ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
คิชฺฌชาตกวณฺณนา จตุตฺถา.
[๑๖๕] ๕. นกุลชาตกวณฺณนา
สทฺธึ กตฺวา อมิตฺเตนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เสณิภณฺฑนํ อารพฺภ กเถสิ. วตฺถุ เหฏฺฐา อุรคชาตเก (ชา. ๑.๒.๗-๘) กถิตสทิสเมว. อิธาปิ สตฺถา ‘‘น, ภิกฺขเว, อิเม เทฺว มหามตฺตา อิทาเนว มยา สมคฺคา กตา, ปุพฺเพปาหํ อิเม สมคฺเค อกาสึเยวา’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริ.
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ คามเก พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต ตกฺกสิลายํ สพฺพสิปฺปานิ อุคฺคเหตฺวา ฆราวาสํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา อุญฺฉาจริยาย วนมูลผลาหาโร หิมวนฺตปเทเส วาสํ กปฺเปสิ. ตสฺส จงฺกมนโกฏิยํ เอกสฺมึ วมฺมิเก นกุโล, ตสฺเสว สนฺติเก เอกสฺมึ รุกฺขพิเล สปฺโป จ วาสํ กปฺเปสิ. เต อุโภปิ อหินกุลา นิจฺจกาลํ กลหํ กโรนฺติ. โพธิสตฺโต เตสํ กลเห อาทีนวญฺจ เมตฺตาภาวนาย จ อานิสํสํ กเถตฺวา ‘‘กลหํ นาม อกตฺวา สมคฺควาสํ วสิตุํ วฏฺฏตี’’ติ โอวทิตฺวา อุโภปิ เต สมคฺเค อกาสิ. อถ สปฺปสฺส พหินิกฺขนฺตกาเล นกุโล จงฺกมนโกฏิยํ วมฺมิกสฺส พิลทฺวาเร สีสํ นีหริตฺวา มุขํ วิวริตฺวา นิปนฺโน อสฺสสนฺโต ปสฺสสนฺโต นิทฺทํ อุปคญฺฉิ. โพธิสตฺโต ตํ ตถา นิทฺทายมานํ ทิสฺวา ‘‘กึ นุ โข เต นิสฺสาย ภยํ อุปฺปนฺน’’นฺติ ปุจฺฉนฺโต ปฐมํ คาถมาห –
๒๙. ‘‘สนฺธึ กตฺวา อมิตฺเตน, อณฺฑเชน ชลาพุช;
วิวริย ทาฐํ เสสิ, กุโต เต ภยมาคต’’นฺติ.
ตตฺถ สนฺธึ กตฺวาติ มิตฺตภาวํ กริตฺวา. อณฺฑเชนาติ อณฺฑโกเส นิพฺพตฺเตน นาเคน. ชลาพุชาติ นกุลํ อาลปติ. โส หิ ชลาพุมฺหิ ชาตตฺตา ‘‘ชลาพุโช’’ติ วุจฺจติ. วิวริยาติ วิวริตฺวา.
เอวํ โพธิสตฺเตน วุตฺโต นกุโล ‘‘อยฺย, ปจฺจามิตฺโต นาม น อวชานิตพฺโพ อาสงฺกิตพฺโพเยวา’’ติ วตฺวา ทุติยํ คาถมาห –
๓๐. ‘‘สงฺเกเถว อมิตฺตสฺมึ, มิตฺตสฺมิมฺปิ น วิสฺสเส;
อภยา ภยมุปฺปนฺนํ, อปิ มูลานิ กนฺตตี’’ติ.
ตตฺถ อภยา ภยมุปฺปนฺนนฺติ น อิโต เต ภยมุปฺปนฺนนฺติ อภโย, โก โส? มิตฺโต. ยญฺหิ มิตฺตสฺมิมฺปิ วิสฺสาเส สติ ตโต ภยํ อุปฺปชฺชติ, ตํ มูลานิปิ กนฺตติ, มิตฺตสฺส สพฺพรนฺธานํ วิทิตตฺตา มูลฆจฺจาย สํวตฺตตีติ อตฺโถ.
อถ นํ โพธิสตฺโต ‘‘มา ภายิ, ยถา สปฺโป ตยิ น ทุพฺภติ, เอวมหํ กริสฺสามิ, ตฺวํ อิโต ปฏฺฐาย ตสฺมึ อาสงฺกํ มา กรี’’ติ โอวทิตฺวา จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโณ อโหสิ. เตปิ ยถากมฺมํ คตา.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ – ‘‘ตทา สปฺโป จ นกุโล จ อิเม เทฺว มหามตฺตา อเหสุํ, ตาปโส ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
นกุลชาตกวณฺณนา ปญฺจมา.
[๑๖๖] ๖. อุปสาฬกชาตกวณฺณนา
อุปสาฬกนามานีติ อิทํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เอกํ อุปสาฬกํ นาม สุสานสุทฺธิกํ พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ. โส กิร อฑฺโฒ อโหสิ มหทฺธโน, ทิฏฺฐิคติกตฺตา ปน ธุรวิหาเร วสนฺตานมฺปิ พุทฺธานํ สงฺคหํ นาม น อกาสิ. ปุตฺโต ปนสฺส ปณฺฑิโต อโหสิ ญาณสมฺปนฺโน. โส มหลฺลกกาเล ปุตฺตํ อาห – ‘‘มา โข มํ, ตาต, อญฺญสฺส วสลสฺส ฌาปิตสุสาเน ฌาเปหิ, เอกสฺมึ ปน อนุจฺฉิฏฺฐสุสาเนเยว มํ ฌาเปยฺยาสี’’ติ. ‘‘ตาต, อหํ ตุมฺหากํ ฌาเปตพฺพยุตฺตกํ ฐานํ น ชานามิ, สาธุ วต มํ อาทาย คนฺตฺวา ‘อิมสฺมึ ฐาเน มํ ฌาเปยฺยาสี’ติ ตุเมฺหว อาจิกฺขถา’’ติ. พฺราหฺมโณ ‘‘สาธุ, ตาตา’’ติ ตํ อาทาย นครา นิกฺขมิตฺวา คิชฺฌกูฏมตฺถกํ อภิรุหิตฺวา ‘‘ตาต, อิทํ อญฺญสฺส วสลสฺส อฌาปิตฏฺฐานํ, เอตฺถ มํ ฌาเปยฺยาสี’’ติ วตฺวา ปุตฺเตน สทฺธึ ปพฺพตา โอตริตุํ อารภิ.
สตฺถา ปน ตํ ทิวสํ ปจฺจูสกาเล โพธเนยฺยพนฺธเว โอโลเกนฺโต เตสํ ปิตาปุตฺตานํ โสตาปตฺติมคฺคสฺส อุปนิสฺสยํ อทฺทส. ตสฺมา มคฺคํ คเหตฺวา ฐิตลุทฺทโก วิย ปพฺพตปาทํ คนฺตฺวา เตสํ ปพฺพตมตฺถกา โอตรนฺตานํ อาคมยมาโน นิสีทิ, เต โอตรนฺตา สตฺถารํ อทฺทสํสุ. สตฺถา ปฏิสนฺถารํ กโรนฺโต ‘‘กหํ คมิสฺสถ พฺราหฺมณา’’ติ ปุจฺฉิ. มาณโว ตมตฺถํ อาโรเจสิ. สตฺถา ‘‘เตน หิ เอหิ, ตว ปิตรา อาจิกฺขิตฏฺฐานํ คจฺฉามา’’ติ อุโภ ปิตาปุตฺเต คเหตฺวา ปพฺพตมตฺถกํ อารุยฺห ‘‘กตรํ ฐาน’’นฺติ ปุจฺฉิ. มาณโว ‘‘อิเมสํ ติณฺณํ ปพฺพตานํ อนฺตรํ อาจิกฺขิ, ภนฺเต’’ติ อาห. สตฺถา ‘‘น โข, มาณว, ตว ปิตา อิทาเนว สุสานสุทฺธิโก, ปุพฺเพปิ สุสานสุทฺธิโกว, น เจส อิทาเนว ‘อิมสฺมึ ฐาเน มํ ฌาเปยฺยาสี’ติ ตว อาจิกฺขติ, ปุพฺเพปิ อิมสฺมึเยว ฐาเน อตฺตโน ฌาปิตภาวํ อาจิกฺขี’’ติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ.
อตีเต อิมสฺมิญฺเญว ราชคเห อยเมว อุปสาฬโก พฺราหฺมโณ อยเมวสฺส ปุตฺโต อโหสิ. ตทา โพธิสตฺโต มคธรฏฺเฐ พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา ปริปุณฺณสิปฺโป อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา ฌานกีฬํ กีฬนฺโต หิมวนฺตปเทเส จิรํ วสิตฺวา โลณมฺพิลเสวนตฺถาย คิชฺฌกูเฏ ปณฺณสาลายํ วิหาสิ. ตทา โส พฺราหฺมโณ อิมินาว นิยาเมน ปุตฺตํ วตฺวา ปุตฺเตน ‘‘ตุเมฺหเยว เม ตถารูปํ ฐานํ อาจิกฺขถา’’ติ วุตฺเต ‘‘อิทเมว ฐาน’’นฺติ อาจิกฺขิตฺวา ปุตฺเตน สทฺธึ โอตรนฺโต โพธิสตฺตํ ทิสฺวา ตสฺส สนฺติกํ อุปสงฺกมิ. โพธิสตฺโต อิมินาว นิยาเมน ปุจฺฉิตฺวา มาณวสฺส วจนํ สุตฺวา ‘‘เอหิ, ตว ปิตรา อาจิกฺขิตฏฺฐานสฺส อุจฺฉิฏฺฐภาวํ วา อนุจฺฉิฏฺฐภาวํ วา ชานิสฺสามา’’ติ เตหิ สทฺธึ ปพฺพตมตฺถกํ อารุยฺห ‘‘อิทํ ติณฺณํ ปพฺพตานํ อนฺตรํ อนุจฺฉิฏฺฐฏฺฐาน’’นฺติ มาณเวน วุตฺเต ‘‘มาณว, อิมสฺมึเยว ฐาเน ฌาปิตกานํ ปมาณํ นตฺถิ, ตเวว ปิตา อิมสฺมึเยว ราชคเห พฺราหฺมณกุเลเยว นิพฺพตฺติตฺวา อุปสาฬโกเยว นาม หุตฺวา อิมสฺมึเยว ปพฺพตนฺตเร จุทฺทส ชาติสหสฺสานิ ฌาปิโต. ปถวิยญฺหิ อฌาปิตฏฺฐานํ วา อสุสานฏฺฐานํ วา สีสานํ อนิเวสิตฏฺฐานํ วา ลทฺธุํ น สกฺกา’’ติ ปุพฺเพนิวาสญาเณน ปริจฺฉินฺทิตฺวา อิมํ คาถาทฺวยมาห –
๓๑. ‘‘อุปสาฬกนามานิ, สหสฺสานิ จตุทฺทส;
อสฺมึ ปเทเส ทฑฺฒานิ, นตฺถิ โลเก อนามตํ.
๓๒. ‘‘ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จ, อหึสา สํยโม ทโม;
เอตํ อริยา เสวนฺติ, เอตํ โลเก อนามต’’นฺติ.
ตตฺถ อนามตนฺติ มตฏฺฐานํ. ตญฺหิ อุปจารวเสน ‘‘อมต’’นฺติ วุจฺจติ, ตํ ปฏิเสเธนฺโต ‘‘อนามต’’นฺติ อาห. ‘‘อนมต’’นฺติปิ ปาโฐ, โลกสฺมิญฺหิ อนมตฏฺฐานํ อสุสานํ นาม นตฺถีติ อตฺโถ. ยมฺหิ สจฺจญฺจ ธมฺโม จาติ ยสฺมึ ปุคฺคเล จตุสจฺจวตฺถุกํ ปุพฺพภาคสจฺจญาณญฺจ โลกุตฺตรธมฺโม จ อตฺถิ. อหึสาติ ปเรสํ อวิเหสา อวิเหฐนา. สํยโมติ สีลสํยโม. ทโมติ อินฺทฺริยทมนํ. อิทญฺจ คุณชาตํ ยมฺหิ ปุคฺคเล อตฺถิ, เอตํ อริยา เสวนฺตีติ, อริยา พุทฺธา จ ปจฺเจกพุทฺธา จ พุทฺธสาวกา จ เอตํ ฐานํ เสวนฺติ, เอวรูปํ ปุคฺคลํ อุปสงฺกมนฺติ ภชนฺตีติ อตฺโถ. เอตํ โลเก อนามตนฺติ เอตํ คุณชาตํ โลเก อมตภาวสาธนโต อนามตํ นาม.
เอวํ โพธิสตฺโต ปิตาปุตฺตานํ ธมฺมํ เทเสตฺวา จตฺตาโร พฺรหฺมวิหาเร ภาเวตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโณ อโหสิ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ, สจฺจปริโยสาเน อุโภ ปิตาปุตฺตา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหึสุ. ‘‘ตทา ปิตาปุตฺตาว เอตรหิ ปิตาปุตฺตา อเหสุํ, ตาปโส ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
อุปสาฬกชาตกวณฺณนา ฉฏฺฐา.
[๑๖๗] ๗. สมิทฺธิชาตกวณฺณนา
อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขูติ อิทํ สตฺถา ราชคหํ อุปนิสฺสาย ตโปทาราเม วิหรนฺโต สมิทฺธิเถรํ อารพฺภ กเถสิ. เอกทิวสญฺหิ อายสฺมา สมิทฺธิ สพฺพรตฺตึ ปธานํ ปทหิตฺวา อรุณุคฺคมนเวลาย นฺหตฺวา สุวณฺณวณฺณํ อตฺตภาวํ สุกฺขาปยมาโน อนฺตรวาสกํ นิวาเสตฺวา อุตฺตราสงฺคํ หตฺเถน คเหตฺวา อฏฺฐาสิ สุปริกมฺมกตา วิย สุวณฺณปฏิมา. อตฺตภาวสมิทฺธิยาเยว หิสฺส ‘‘สมิทฺธี’’ติ นามํ อโหสิ. อถสฺส สรีรโสภคฺคํ ทิสฺวา เอกา เทวธีตา ปฏิพทฺธจิตฺตา เถรํ เอวมาห – ‘‘ตฺวํ โขสิ, ภิกฺขุ, ทหโร ยุวา สุสุ กาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต อภิรูโป ทสฺสนีโย ปาสาทิโก, เอวรูปสฺส ตว กาเม อปริภุญฺชิตฺวา โก อตฺโถ ปพฺพชฺชาย, กาเม ตาว ปริภุญฺชสฺสุ, ปจฺฉา ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กริสฺสสี’’ติ. อถ นํ เถโร อาห – ‘‘เทวธีเต, ‘อสุกสฺมึ นาม วเย ฐิโต มริสฺสามี’ติ มม มรณกาลํ น ชานามิ, เอส เม กาโล ปฏิจฺฉนฺโน, ตสฺมา ตรุณกาเลเยว สมณธมฺมํ กตฺวา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสามี’’ติ. สา เถรสฺส สนฺติกา ปฏิสนฺถารํ อลภิตฺวา ตตฺเถว อนฺตรธายิ. เถโร สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ อาโรเจสิ. สตฺถา ‘‘น โข, สมิทฺธิ, ตฺวญฺเญว เอตรหิ เทวธีตาย ปโลภิโต, ปุพฺเพปิ เทวธีตโร ปพฺพชิเต ปโลภึสุเยวา’’ติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ.
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ กาสิคามเก พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺเปสุ นิปฺผตฺตึ ปตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา หิมวนฺตปเทเส เอกํ ชาตสฺสรํ นิสฺสาย วาสํ กปฺเปสิ. โส สพฺพรตฺตึ ปธานํ ปทหิตฺวา อรุณุคฺคมนเวลาย นฺหตฺวา เอกํ วกฺกลํ นิวาเสตฺวา เอกํ หตฺเถน คเหตฺวา สรีรํ โวทกํ กโรนฺโต อฏฺฐาสิ. อถสฺส รูปโสภคฺคปฺปตฺตํ อตฺตภาวํ โอโลเกตฺวา ปฏิพทฺธจิตฺตา เอกา เทวธีตา โพธิสตฺตํ ปโลภยมานา ปฐมํ คาถมาห –
๓๓. ‘‘อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ, น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ;
ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสุ, มา ตํ กาโล อุปจฺจคา’’ติ.
ตตฺถ อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขูติ ภิกฺขุ ตฺวํ ทหรกาเล กิเลสกามวเสน วตฺถุกาเม อภุตฺวาว ภิกฺขาย จรสิ. น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสีติ นนุ นาม ปญฺจ กามคุเณ ภุตฺวา ภิกฺขาย จริตพฺพํ, กาเม อภุตฺวาว ภิกฺขาจริยํ อุปคโตสิ. ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสูติ ภิกฺขุ ทหรกาเล ตาว กาเม ภุญฺชิตฺวา ปจฺฉา มหลฺลกกาเล ภิกฺขสฺสุ. มา ตํ กาโล อุปจฺจคาติ อยํ กาเม ภุญฺชนกาโล ทหรกาโล, ตํ มา อติกฺกมตูติ.
โพธิสตฺโต เทวตาย วจนํ สุตฺวา อตฺตโน อชฺฌาสยํ ปกาเสนฺโต ทุติยํ คาถมาห –
๓๔. ‘‘กาลํ โวหํ น ชานามิ, ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ;
ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ, มา มํ กาโล อุปจฺจคา’’ติ.
ตตฺถ กาลํ โวหํ น ชานามีติ โวติ นิปาตมตฺตํ. อหํ ปน ‘‘ปฐมวเย วา มยา มริตพฺพํ มชฺฌิมวเย วา ปจฺฉิมวเย วา’’ติ เอวํ อตฺตโน มรณกาลํ น ชานามิ. ปณฺฑิเตน หิ ปุคฺคเลน –
‘‘ชีวิตํ พฺยาธิ กาโล จ, เทหนิกฺเขปนํ คติ;
ปญฺเจเต ชีวโลกสฺมึ, อนิมิตฺตา น นายเร’’ติ.
ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสตีติ ยสฺมา ‘‘อสุกสฺมึ นาม วยกาเล เหมนฺตาทิอุตุกาเล วา มยา มริตพฺพ’’นฺติ มยฺหมฺเปส ฉนฺโน หุตฺวา กาโล น ทิสฺสติ, สุปฺปฏิจฺฉนฺโน หุตฺวา ฐิโต น ปญฺญายติ. ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามีติ เตน การเณน ปญฺจ กามคุเณ อภุตฺวา ภิกฺขามิ. มา มํ กาโล อุปจฺจคาติ มํ สมณธมฺมกรณกาโล มา อติกฺกมตูติ อตฺโถ. อิมินา การเณน ทหโรว สมาโน ปพฺพชิตฺวา สมณธมฺมํ กโรมีติ. เทวธีตา โพธิสตฺตสฺส วจนํ สุตฺวา ตตฺเถว อนฺตรธายิ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ – ‘‘ตทา เทวธีตา อยํ เทวธีตา อโหสิ, อหเมว เตน สมเยน ตาปโส อโหสิ’’นฺติ.
สมิทฺธิชาตกวณฺณนา สตฺตมา.
[๑๖๘] ๘. สกุณคฺฆิชาตกวณฺณนา
เสโน พลสา ปตมาโนติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต อตฺตชฺฌาสยํ สกุโณวาทสุตฺตํ (สํ. นิ. ๕.๓๗๒) อารพฺภ กเถสิ. เอกทิวสญฺหิ สตฺถา ภิกฺขู อามนฺเตตฺวา ‘‘โคจเร, ภิกฺขเว, จรถ สเก เปตฺติเก วิสเย’’ติ (สํ. นิ. ๕.๓๗๒) อิมํ สํยุตฺตมหาวคฺเค สุตฺตนฺตํ กเถนฺโต ‘‘ตุเมฺห ตาว ติฏฺฐถ, ปุพฺเพ ติรจฺฉานคตาปิ สกํ เปตฺติกวิสยํ ปหาย อโคจเร จรนฺตา ปจฺจามิตฺตานํ หตฺถปถํ คนฺตฺวาปิ อตฺตโน ปญฺญาสมฺปตฺติยา อุปายโกสลฺเลน ปจฺจามิตฺตานํ หตฺถา มุจฺจึสู’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริ.
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ลาปสกุณโยนิยํ นิพฺพตฺติตฺวา นงฺคลกฏฺฐกรเณ เลฑฺฑุฏฺฐาเน วาสํ กปฺเปสิ. โส เอกทิวสํ ‘‘สกวิสเย โคจรคหณํ ปหาย ปรวิสเย โคจรํ คณฺหิสฺสามี’’ติ อฏวิปริยนฺตํ อคมาสิ. อถ นํ ตตฺถ โคจรํ คณฺหนฺตํ ทิสฺวา สกุณคฺฆิ สหสา อชฺฌปฺปตฺตา อคฺคเหสิ. โส สกุณคฺฆิยา หริยมาโน เอวํ ปริเทวสิ – ‘‘มยเมวมฺห อลกฺขิกา, มยํ อปฺปปุญฺญา, เย มยํ อโคจเร จริมฺห ปรวิสเย, สเจชฺช มยํ โคจเร จเรยฺยาม สเก เปตฺติเก วิสเย, น มฺยายํ สกุณคฺฆิ อลํ อภวิสฺส ยทิทํ ยุทฺธายา’’ติ. ‘‘โก ปน, เต ลาป, โคจโร สโก เปตฺติโก วิสโย’’ติ? ‘‘ยทิทํ นงฺคลกฏฺฐกรณํ เลฑฺฑุฏฺฐาน’’นฺติ. อถ นํ สกุณคฺฆิ สเก พเล อปตฺถทฺธา อมุญฺจิ – ‘‘คจฺฉ โข, ตฺวํ ลาป, ตตฺรปิ เม คนฺตฺวา น โมกฺขสี’’ติ. โส ตตฺถ คนฺตฺวา มหนฺตํ เลฑฺฑุํ อภิรุหิตฺวา ‘‘เอหิ โข ทานิ สกุณคฺฆี’’ติ เสนํ อวฺหยนฺโต อฏฺฐาสิ. สกุณคฺฆิ สเก พเล อปตฺถทฺธา อุโภ ปกฺเข สนฺนยฺห ลาปสกุณํ สหสา อชฺฌปฺปตฺตา. ยทา ปน ตํ ลาโป ‘‘พหุอาคตา โข มฺยายํ สกุณคฺฆี’’ติ อญฺญาสิ, อถ ปริวตฺติตฺวา ตสฺเสว เลฑฺฑุสฺส อนฺตรํ ปจฺจาปาทิ. สกุณคฺฆิ เวคํ สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺตี ตตฺเถว อุรํ ปจฺจตาเฬสิ. เอวํ สา ภินฺเนน หทเยน นิกฺขนฺเตหิ อกฺขีหิ ชีวิตกฺขยํ ปาปุณิ.
สตฺถา อิมํ อตีตํ ทสฺเสตฺวา ‘‘เอวํ, ภิกฺขเว, ติรจฺฉานคตาปิ อโคจเร จรนฺตา สปตฺตหตฺถํ คจฺฉนฺติ, โคจเร ปน สเก เปตฺติเก วิสเย จรนฺตา สปตฺเต นิคฺคณฺหนฺติ, ตสฺมา ตุเมฺหปิ มา อโคจเร จรถ ปรวิสเย. อโคจเร, ภิกฺขเว, จรตํ ปรวิสเย ลจฺฉติ มาโร โอตารํ, ลจฺฉติ มาโร อารมฺมณํ. โก จ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุโน อโคจโร ปรวิสโย? ยทิทํ ปญฺจ กามคุณา. กตเม ปญฺจ? จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา…เป… อยํ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุโน อโคจโร ปรวิสโย’’ติ วตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา ปฐมํ คาถมาห –
๓๕. ‘‘เสโน พลสา ปตมาโน, ลาปํ โคจรฐายินํ;
สหสา อชฺฌปฺปตฺโตว, มรณํ เตนุปาคมี’’ติ.
ตตฺถ พลสา ปตมาโนติ ‘‘ลาปํ คณฺหิสฺสามี’’ติ พเลน ถาเมน ปตมาโน. โคจรฐายินนฺติ สกวิสยา นิกฺขมิตฺวา โคจรตฺถาย อฏวิปริยนฺเต ฐิตํ. อชฺฌปฺปตฺโตติ สมฺปตฺโต. มรณํ เตนุปาคมีติ เตน การเณน มรณํ ปตฺโต.
ตสฺมึ ปน มรณํ ปตฺเต ลาโป นิกฺขมิตฺวา ‘‘ทิฏฺฐา วต เม ปจฺจามิตฺตสฺส ปิฏฺฐี’’ติ ตสฺส หทเย ฐตฺวา อุทานํ อุทาเนนฺโต ทุติยํ คาถมาห –
๓๖. ‘‘โสหํ นเยน สมฺปนฺโน, เปตฺติเก โคจเร รโต;
อเปตสตฺตุ โมทามิ, สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน’’ติ.
ตตฺถ นเยนาติ อุปาเยน. อตฺถมตฺตโนติ อตฺตโน อโรคภาวสงฺขาตํ วุฑฺฒึ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ, สจฺจปริโยสาเน พหู ภิกฺขู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสุ. ‘‘ตทา เสโน เทวทตฺโต อโหสิ, ลาโป ปน อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
สกุณคฺฆิชาตกวณฺณนา อฏฺฐมา.
[๑๖๙] ๙. อรกชาตกวณฺณนา
โย เว เมตฺเตน จิตฺเตนาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เมตฺตสุตฺตํ อารพฺภ กเถสิ. เอกสฺมิญฺหิ สมเย สตฺถา ภิกฺขู อามนฺเตสิ – ‘‘เมตฺตาย, ภิกฺขเว, เจโตวิมุตฺติยา อาเสวิตาย ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย เอกาทสานิสํสา ปาฏิกงฺขา. กตเม เอกาทส? สุขํ สุปติ, สุขํ ปฏิพุชฺฌติ, น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ, มนุสฺสานํ ปิโย โหติ, อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ, เทวตา รกฺขนฺติ, นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมติ, ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ, มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติ, อสมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ, อุตฺตริ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต พฺรหฺมโลกูปโค โหติ. เมตฺตาย, ภิกฺขเว, เจโตวิมุตฺติยา อาเสวิตาย…เป… สุสมารทฺธาย อิเม เอกาทสานิสํสา ปาฏิกงฺขา’’ติ (อ. นิ. ๑๑.๑๕). อิเม เอกาทสานิสํเส คเหตฺวา ฐิตํ เมตฺตาภาวนํ วณฺเณตฺวา ‘‘ภิกฺขเว, ภิกฺขุนา นาม สพฺพสตฺเตสุ โอทิสฺสกาโนทิสฺสกวเสน เมตฺตา ภาเวตพฺพา, หิโตปิ หิเตน ผริตพฺโพ, อหิโตปิ หิเตน ผริตพฺโพ, มชฺฌตฺโตปิ หิเตน ผริตพฺโพ. เอวํ สพฺพสตฺเตสุ โอทิสฺสกาโนทิสฺสกวเสน เมตฺตา ภาเวตพฺพา, กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา ภาเวตพฺพา, จตูสุ พฺรหฺมวิหาเรสุ กมฺมํ กาตพฺพเมว. เอวํ กโรนฺโต หิ มคฺคํ วา ผลํ วา อลภนฺโตปิ พฺรหฺมโลกปรายโณ อโหสิ, โปราณกปณฺฑิตาปิ สตฺต วสฺสานิ เมตฺตํ ภาเวตฺวา สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป พฺรหฺมโลกสฺมึเยว วสึสู’’ติ วตฺวา อตีตํ อาหริ.
อตีเต เอกสฺมึ กปฺเป โพธิสตฺโต พฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต กาเม ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา จตุนฺนํ พฺรหฺมวิหารานํ ลาภี อรโก นาม สตฺถา หุตฺวา หิมวนฺตปเทเส วาสํ กปฺเปสิ, ตสฺส มหา ปริวาโร อโหสิ. โส อิสิคณํ โอวทนฺโต ‘‘ปพฺพชิเตน นาม เมตฺตา ภาเวตพฺพา, กรุณา มุทิตา อุเปกฺขา ภาเวตพฺพา. เมตฺตจิตฺตญฺหิ นาเมตํ อปฺปนาปฺปตฺตํ พฺรหฺมโลกปรายณตํ สาเธตี’’ติ เมตฺตาย อานิสํสํ ปกาเสนฺโต อิมา คาถา อาห –
๓๗. ‘‘โย เว เมตฺเตน จิตฺเตน, สพฺพโลกานุกมฺปติ;
อุทฺธํ อโธ จ ติริยํ, อปฺปมาเณน สพฺพโส.
๓๘. ‘‘อปฺปมาณํ หิตํ จิตฺตํ, ปริปุณฺณํ สุภาวิตํ;
ยํ ปมาณกตํ กมฺมํ, น ตํ ตตฺราวสิสฺสตี’’ติ.
ตตฺถ โย เว เมตฺเตน จิตฺเตน, สพฺพโลกานุกมฺปตีติ ขตฺติยาทีสุ วา สมณพฺราหฺมเณสุ วา โย โกจิ อปฺปมาเณน เมตฺเตน จิตฺเตน สกลํ สตฺตโลกํ อนุกมฺปติ. อุทฺธนฺติ ปถวิโต ยาว เนวสญฺญานาสญฺญายตนพฺรหฺมโลกา. อโธติ ปถวิยา เหฏฺฐา อุสฺสเท มหานิรเย. ติริยนฺติ มนุสฺสโลเก, ยตฺตกานิ จกฺกวาฬานิ จ เตสุ สพฺเพสุ เอตฺตเก ฐาเน นิพฺพตฺตา สพฺเพ สตฺตา อเวรา โหนฺตุ, อพฺยาปชฺฌา อนีฆา, สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ เอวํ ภาวิเตน เมตฺเตน จิตฺเตนาติ อตฺโถ. อปฺปมาเณนาติ อปฺปมาณสตฺตานํ อปฺปมาณารมฺมณตฺตา อปฺปมาเณน. สพฺพโสติ สพฺพากาเรน, อุทฺธํ อโธ ติริยนฺติ เอวํ สพฺพสุคติทุคฺคติวเสนาติ อตฺโถ.
อปฺปมาณํ หิตํ จิตฺตนฺติ อปฺปมาณํ กตฺวา ภาวิตํ สพฺพสตฺเตสุ หิตจิตฺตํ. ปริปุณฺณนฺติ อวิกลํ. สุภาวิตนฺติ สุวฑฺฒิตํ, อปฺปนาจิตฺตสฺเสตํ นามํ. ยํ ปมาณกตํ กมฺมนฺติ ยํ ‘‘อปฺปมาณํ อปฺปมาณารมฺมณ’’นฺติ เอวํ อารมฺมณตฺติกวเสน จ วสีภาวปฺปตฺติวเสน จ อวฑฺฒิตฺวา กตํ ปริตฺตํ กามาวจรกมฺมํ. น ตํ ตตฺราวสิสฺสตีติ ตํ ปริตฺตํ กมฺมํ ยํ ตํ ‘‘อปฺปมาณํ หิตํ จิตฺต’’นฺติ สงฺขคตํ รูปาวจรกมฺมํ, ตตฺร น อวสิสฺสติ. ยถา นาม มโหเฆน อชฺโฌตฺถฏํ ปริตฺโตทกํ โอฆสฺส อพฺภนฺตเร เตน อสํหีรมานํ นาวสิสฺสติ น ติฏฺฐติ, อถ โข มโหโฆว ตํ อชฺโฌตฺถริตฺวา ติฏฺฐติ, เอวเมว ตํ ปริตฺตกมฺมํ ตสฺส มหคฺคตกมฺมสฺส อพฺภนฺตเร เตน มหคฺคตกมฺเมน อจฺฉินฺทิตฺวา อคฺคหิตวิปาโกกาสํ หุตฺวา น อวสิสฺสติ น ติฏฺฐติ, น สกฺโกติ อตฺตโน วิปากํ ทาตุํ, อถ โข มหคฺคตกมฺมเมว ตํ อชฺโฌตฺถริตฺวา ติฏฺฐติ วิปากํ เทตีติ.
เอวํ โพธิสตฺโต อนฺเตวาสิกานํ เมตฺตาภาวนาย อานิสํสํ กเถตฺวา อปริหีนชฺฌาโน พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติตฺวา สตฺต สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป น อิมํ โลกํ ปุน อคมาสิ.
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ – ‘‘ตทา อิสิคโณ พุทฺธปริสา อโหสิ, อรโก ปน สตฺถา อหเมว อโหสิ’’นฺติ.
อรกชาตกวณฺณนา นวมา.
[๑๗๐] ๑๐. กกณฺฏกชาตกวณฺณนา
นายํ ปุเร อุณฺณมตีติ อิทํ กกณฺฏกชาตกํ มหาอุมงฺคชาตเก (ชา. ๒.๒๒.๕๙๐ อาทโย) อาวิภวิสฺสติ.
กกณฺฏกชาตกวณฺณนา ทสมา.
สนฺถววคฺโค ทุติโย.
ตสฺสุทฺทานํ –
อินฺทสมานโคตฺตญฺจ, สนฺถวํ สุสีมํ คิชฺฌํ;
นกุลํ อุปสาฬกํ, สมิทฺธิ จ สกุณคฺฆิ;
อรกญฺจ กกณฺฏกํ.