๘. ปฐมนกุหนสุตฺตวณฺณนา

๓๕. อฏฺฐเม นยิทนฺติ เอตฺถ นอิติ ปฏิเสเธ นิปาโต, ตสฺส ‘‘วุสฺสตี’’ติ อิมินา สมฺพนฺโธ, ยกาโร ปทสนฺธิกโร. อิทํ-สทฺโท ‘‘เอกมิทาหํ, ภิกฺขเว, สมยํ อุกฺกฏฺฐายํ วิหรามิ สุภควเน สาลราชมูเล’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๕๐๑) นิปาตมตฺตํ. ‘‘อิทํ โข ตํ, ภิกฺขเว, อปฺปมตฺตกํ โอรมตฺตกํ สีลมตฺตก’’นฺติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๒๗) ยถาวุตฺเต อาสนฺนปจฺจกฺเข อาคโต.

‘‘อิทญฺหิ ตํ เชตวนํ, อิสิสงฺฆนิเสวิตํ;

อาวุตฺถํ ธมฺมราเชน, ปีติสญฺชนนํ มมา’’ติ. –

อาทีสุ (สํ. นิ. ๑.๔๘) วกฺขมาเน อาสนฺนปจฺจกฺเข. อิธาปิ วกฺขมาเนเยว อาสนฺนปจฺจกฺเข ทฏฺฐพฺโพ.

พฺรหฺมจริย-สทฺโท –

‘‘กึ เต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ,

กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก;

อิทฺธี ชุตี พลวีริยูปปตฺติ,

อิทญฺจ เต นาค มหาวิมานํ.

‘‘อหญฺจ ภริยา จ มนุสฺสโลเก,

สทฺธา อุโภ ทานปตี อหุมฺหา;

โอปานภูตํ เม ฆรํ ตทาสิ,

สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ.

‘‘ตํ เม วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ,

ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก;

อิทฺธี ชุตี พลวีริยูปปตฺติ,

อิทญฺจ เม ธีร มหาวิมาน’’นฺติ. (ชา. ๒.๒๒.๑๕๙๒-๑๕๙๓, ๑๕๙๕) –

อิมสฺมึ ปุณฺณกชาตเก ทาเน อาคโต.

‘‘เกน ปาณิ กามทโท, เกน ปาณิ มธุสฺสโว;

เกน เต พฺรหฺมจริเยน, ปุญฺญํ ปาณิมฺหิ อิชฺฌติ.

‘‘เตน ปาณิ กามทโท, เตน ปาณิ มธุสฺสโว;

เตน เม พฺรหฺมจริเยน, ปุญฺญํ ปาณิมฺหิ อิชฺฌตี’’ติ. (เป. ว. ๒๗๕, ๒๗๗) –

อิมสฺมึ องฺกุรเปตวตฺถุสฺมึ เวยฺยาวจฺเจ. ‘‘อิทํ โข ตํ, ภิกฺขเว, ติตฺติริยํ นาม พฺรหฺมจริยํ อโหสี’’ติ (จูฬว. ๓๑๑) อิมสฺมึ ติตฺติรชาตเก ปญฺจสิกฺขาปทสีเล. ‘‘ตํ โข ปน, ปญฺจสิข, พฺรหฺมจริยํ เนว นิพฺพิทาย น วิราคาย…เป… ยาวเทว พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา’’ติ (ที. นิ. ๒.๓๒๙) อิมสฺมึ มหาโควินฺทสุตฺเต พฺรหฺมวิหาเร. ‘‘ปเร อพฺรหฺมจารี ภวิสฺสนฺติ, มยเมตฺถ พฺรหฺมจาริโน ภวิสฺสามา’’ติ (ม. นิ. ๑.๘๓) สลฺเลขสุตฺเต เมถุนวิรติยํ.

‘‘มยญฺจ ภริยา นาติกฺกมาม,

อเมฺห จ ภริยา นาติกฺกมนฺติ;

อญฺญตฺร ตาหิ พฺรหฺมจริยํ จราม,

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มียเร’’ติ. (ชา. ๑.๑๐.๙๗) –

มหาธมฺมปาลชาตเก สทารสนฺโตเส. ‘‘อภิชานามิ โข ปนาหํ, สาริปุตฺต, จตุรงฺคสมนฺนาคตํ พฺรหฺมจริยํ จริตา – ตปสฺสี สุทํ โหมี’’ติ (ม. นิ. ๑.๑๕๕) โลมหํสสุตฺเต วีริเย.

‘‘หีเนน พฺรหฺมจริเยน, ขตฺติเย อุปปชฺชติ;

มชฺฌิเมน จ เทวตฺตํ, อุตฺตเมน วิสุชฺฌตี’’ติ. (ชา. ๑.๘.๗๕) –

นิมิชาตเก อตฺตทมนวเสน กเต อฏฺฐงฺคิกอุโปสเถ. ‘‘อิทํ โข ปน, ปญฺจสิข, พฺรหฺมจริยํ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย…เป… อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค’’ติ (ที. นิ. ๒.๓๒๙) มหาโควินฺทสุตฺเตเยว อริยมคฺเค. ‘‘ตยิทํ พฺรหฺมจริยํ อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ วิตฺถาริกํ พาหุชญฺญํ ปุถุภูตํ ยาว เทวมนุสฺเสหิ สุปฺปกาสิต’’นฺติ (ที. นิ. ๓.๑๗๔) ปาสาทิกสุตฺเต สิกฺขตฺตยสงฺคเห สกลสฺมึ สาสเน. อิธาปิ อริยมคฺเค สาสเน จ วตฺตติ.

วุสฺสตีติ วสียติ, จรียตีติ อตฺโถ. ชนกุหนตฺถนฺติ ‘‘อโห อยฺโย สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ มหิทฺธิโก มหานุภาโว’’ติอาทินา ชนสฺส สตฺตโลกสฺส วิมฺหาปนตฺถํ. ชนลปนตฺถนฺติ ‘‘เอวรูปสฺส นาม อยฺยสฺส ทินฺนํ มหปฺผลํ ภวิสฺสตี’’ติ ปสนฺนจิตฺเตหิ ‘‘เกนตฺโถ, กึ อาหรียตู’’ติ มนุสฺเสหิ วทาปนตฺถํ. ลาภสกฺการสิโลกานิสํสตฺถนฺติ ยฺวายํ ‘‘อากงฺเขยฺย เจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ‘ลาภี อสฺสํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปฺปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาราน’นฺติ, สีเล-เสฺววสฺส ปริปูรการี’’ติ (ม. นิ. ๑.๖๕) สีลานิสํสภาเวน วุตฺโต จตุปจฺจยลาโภ, โย จ จตุนฺนํ ปจฺจยานํ สกฺกจฺจทานสงฺขาโต อาทรพหุมานครุกรณสงฺขาโต จ สกฺกาโร, โย จ ‘‘สีลสมฺปนฺโน พหุสฺสุโต สุตธโร อารทฺธวีริโย’’ติอาทินา นเยน อุคฺคตถุติโฆสสงฺขาโต สิโลโก พฺรหฺมจริยํ จรนฺตานํ ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส, ตทตฺถํ. อิติ มํ ชโน ชานาตูติ ‘‘เอวํ พฺรหฺมจริยวาเส สติ ‘อยํ สีลวา กลฺยาณธมฺโม’ติอาทินา มํ ชโน ชานาตุ สมฺภาเวตู’’ติ อตฺตโน สนฺตคุณวเสน สมฺภาวนตฺถมฺปิ น อิทํ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ สมฺพนฺโธ.

เกจิ ปน ‘‘ชนกุหนตฺถนฺติ ปาปิจฺฉสฺส อิจฺฉาปกตสฺส สโต สามนฺตชปฺปนอิริยาปถนิสฺสิตปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาเตน ติวิเธน กุหนวตฺถุนา กุหนภาเวน ชนสฺส วิมฺหาปนตฺถํ. ชนลปนตฺถนฺติ ปาปิจฺฉสฺเสว สโต ปจฺจยตฺถํ ปริกโถภาสาทิวเสน ลปนภาเวน อุปลาปนภาเวน วา ชนสฺส ลปนตฺถํ. ลาภสกฺการสิโลกานิสํสตฺถนฺติ ปาปิจฺฉสฺเสว สโต ลาภาทิครุตาย ลาภสกฺการสิโลกสงฺขาตสฺส อานิสํสอุทยสฺส นิปฺผาทนตฺถํ. อิติ มํ ชโน ชานาตูติ ปาปิจฺฉสฺเสว สโต อสนฺตคุณสมฺภาวนาธิปฺปาเยน ‘อิติ เอวํ มํ ชโน ชานาตู’ติ น อิทํ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตี’’ติ เอวเมตฺถ อตฺถํ วทนฺติ. ปุริโมเยว ปน อตฺโถ สารตโร.

อถ โขติ เอตฺถ อถาติ อญฺญทตฺเถ นิปาโต, โขติ อวธารเณ. เตน กุหนาทิโต อญฺญทตฺถาเยว ปน อิทํ, ภิกฺขเว, พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ทสฺเสติ. อิทานิ ตํ ปโยชนํ ทสฺเสนฺโต ‘‘สํวรตฺถญฺเจว ปหานตฺถญฺจา’’ติ อาห. ตตฺถ ปญฺจวิโธ สํวโร – ปาติโมกฺขสํวโร, สติสํวโร, ญาณสํวโร, ขนฺติสํวโร, วีริยสํวโรติ.

ตตฺถ ‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) หิ อาทินา นเยน อาคโต อยํ ปาติโมกฺขสํวโร นาม, โย สีลสํวโรติ จ ปวุจฺจติ. ‘‘รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตี’’ติ (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) อาคโต อยํ สติสํวโร.

‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ (อชิตาติ ภควา),

สติ เตสํ นิวารณํ;

โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ,

ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ. (สุ. นิ. ๑๐๔๑) –

อาคโต อยํ ญาณสํวโร. ‘‘ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺสา’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต อยํ ขนฺติสํวโร. ‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต อยํ วีริยสํวโร. อตฺถโต ปน ปาณาติปาตาทีนํ ปชหนวเสน, วตฺตปฏิวตฺตานํ กรณวเสน จ ปวตฺตา เจตนา วิรติโย จ. สงฺเขปโต สพฺโพ กายวจีสํยโม, วิตฺถารโต สตฺตนฺนํ อาปตฺติกฺขนฺธานํ อวีติกฺกโม สีลสํวโร. สติ เอว สติสํวโร, สติปฺปธานา วา กุสลา ขนฺธา. ญาณเมว ญาณสํวโร. อธิวาสนวเสน อโทโส, อโทสปฺปธานา วา ตถา ปวตฺตา กุสลา ขนฺธา ขนฺติสํวโร, ปญฺญาติ เอเก. กามวิตกฺกาทีนํ อนธิวาสนวเสน ปวตฺตํ วีริยเมว วีริยสํวโร. เตสุ ปฐโม กายทุจฺจริตาทิทุสฺสีลฺยสฺส สํวรณโต สํวโร, ทุติโย มุฏฺฐสฺสจฺจสฺส, ตติโย อญฺญาณสฺส, จตุตฺโถ อกฺขนฺติยา, ปญฺจโม โกสชฺชสฺส สํวรณโต ปิทหนโต สํวโรติ เวทิตพฺโพ. เอวเมตสฺส สํวรสฺส อตฺถาย สํวรตฺถํ, สํวรนิปฺผาทนตฺถนฺติ อตฺโถ.

ปหานมฺปิ ปญฺจวิธํ – ตทงฺคปฺปหานํ, วิกฺขมฺภนปฺปหานํ, สมุจฺเฉทปฺปหานํ, ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานํ, นิสฺสรณปฺปหานนฺติ. ตตฺถ ยํ วตฺตพฺพํ, ตํ เหฏฺฐา เอกกนิปาเต ปฐมสุตฺตวณฺณนายํ วุตฺตเมว. ตสฺส ปน ปญฺจวิธสฺสปิ ตถา ตถา ราคาทิกิเลสานํ ปฏินิสฺสชฺชนฏฺเฐน สมติกฺกมนฏฺเฐน วา ปหานสฺส อตฺถาย ปหานตฺถํ, ปหานสาธนตฺถนฺติ อตฺโถ. ตตฺถ สํวเรน กิเลสานํ จิตฺตสนฺตาเน ปเวสนนิวารณํ ปหาเนน ปเวสนนิวารณญฺเจว สมุคฺฆาโต จาติ วทนฺติ. อุภเยนาปิ ปน ยถารหํ อุภยํ สมฺปชฺชตีติ ทฏฺฐพฺพํ. สีลาทิธมฺมา เอว หิ สํวรณโต สํวโร, ปชหนโต ปหานนฺติ.

คาถาสุ อนีติหนฺติ อีติโย วุจฺจนฺติ อุปทฺทวา – ทิฏฺฐธมฺมิกา จ สมฺปรายิกา จ. อีติโย หนติ วินาเสติ ปชหตีติ อีติหํ, อนุ อีติหนฺติ อนีติหํ, สาสนพฺรหฺมจริยํ มคฺคพฺรหฺมจริยญฺจ. อถ วา อีตีหิ อนตฺเถหิ สทฺธึ หนนฺติ คจฺฉนฺติ ปวตฺตนฺตีติ อีติหา, ตณฺหาทิอุปกฺกิเลสา. นตฺถิ เอตฺถ อีติหาติ อนีติหํ. อีติหา วา ยถาวุตฺเตนฏฺเฐน ติตฺถิยสมยา, ตปฺปฏิปกฺขโต อิทํ อนีติหํ. ‘‘อนิติห’’นฺติปิ ปาโฐ. ตสฺสตฺโถ – ‘‘อิติหาย’’นฺติ ธมฺเมสุ อเนกํสคฺคาหภาวโต วิจิกิจฺฉา อิติหํ นาม, สมฺมาสมฺพุทฺธปฺปเวทิตตฺตา ยถานุสิฏฺฐํ ปฏิปชฺชนฺตานํ นิกฺกงฺขภาวสาธนโต นตฺถิ เอตฺถ อิติหนฺติ อนิติหํ, อปรปฺปจฺจยนฺติ อตฺโถ. วุตฺตเญฺหตํ ‘‘ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหี’’ติ ‘‘อตกฺกาวจโร’’ติ จ. คาถาสุขตฺถํ ปน ‘‘อนีติห’’นฺติ ทีฆํ กตฺวา ปฐนฺติ.

นิพฺพานสงฺขาตํ โอคธํ ปติฏฺฐํ ปารํ คจฺฉตีติ นิพฺพาโนคธคามี, วิมุตฺติรสตฺตา เอกนฺเตเนว นิพฺพานสมฺปาปโกติ อตฺโถ. ตํ นิพฺพาโนคธคามินํ พฺรหฺมจริยํ. โสติ โย โส สมตึส ปารมิโย ปูเรตฺวา สพฺพกิเลเส ภินฺทิตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ, โส ภควา อเทสยิ เทเสสิ. นิพฺพาโนคโธติ วา อริยมคฺโค วุจฺจติ. เตน วินา นิพฺพาโนคาหนสฺส อสมฺภวโต ตสฺส จ นิพฺพานํ อนาลมฺพิตฺวา อปฺปวตฺตนโต, ตญฺจ ตํ เอกนฺตํ คจฺฉตีติ นิพฺพาโนคธคามี. อถ วา นิพฺพาโนคธคามินนฺติ นิพฺพานสฺส อนฺโตคามินํ มคฺคพฺรหฺมจริยํ, นิพฺพานํ อารมฺมณํ กริตฺวา ตสฺส อนฺโต เอว วตฺตติ ปวตฺตตีติ. มหตฺเตหีติ มหาอาตุเมหิ อุฬารชฺฌาสเยหิ. มหนฺตํ นิพฺพานํ, มหนฺเต วา สีลกฺขนฺธาทิเก เอสนฺติ คเวสนฺตีติ มเหสิโน พุทฺธาทโย อริยา. เตหิ อนุยาโต ปฏิปนฺโน. ยถา พุทฺเธน เทสิตนฺติ ยถา อภิญฺเญยฺยาทิธมฺเม อภิญฺเญยฺยาทิภาเวเนว สมฺมาสมฺพุทฺเธน มยา เทสิตํ, เอวํ เย เอตํ มคฺคพฺรหฺมจริยํ ตทตฺถํ สาสนพฺรหฺมจริยญฺจ ปฏิปชฺชนฺติ. เต ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกตฺเถหิ ยถารหํ อนุสาสนฺตสฺส สตฺถุ มยฺหํ สาสนการิโน โอวาทปฺปฏิกรา สกลสฺส วฏฺฏทุกฺขสฺส อนฺตํ ปริยนฺตํ อปฺปวตฺตึ กริสฺสนฺติ, ทุกฺขสฺส วา อนฺตํ นิพฺพานํ สจฺฉิกริสฺสนฺตีติ.

อฏฺฐมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.