๑. ปฐมวคฺโค

๑. ทุกฺขวิหารสุตฺตวณฺณนา

๒๘. ทุกนิปาตสฺส ปฐเม ทฺวีหีติ คณนปริจฺเฉโท. ธมฺเมหีติ ปริจฺฉินฺนธมฺมนิทสฺสนํ. ทฺวีหิ ธมฺเมหีติ ทฺวีหิ อกุสลธมฺเมหิ. สมนฺนาคโตติ ยุตฺโต. ทิฏฺเฐว ธมฺเมติ อิมสฺมึเยว อตฺตภาเว. ทุกฺขํ วิหรตีติ จตูสุปิ อิริยาปเถสุ กิเลสทุกฺเขน เจว กายิกเจตสิกทุกฺเขน จ ทุกฺขํ วิหรติ. สวิฆาตนฺติ จิตฺตูปฆาเตน เจว กายูปฆาเตน จ สวิฆาตํ. สอุปายาสนฺติ กิเลสูปายาเสน เจว สรีรเขเทน จ พลวอายาสวเสน สอุปายาสํ. สปริฬาหนฺติ กิเลสปริฬาเหน เจว กายปริฬาเหน จ สปริฬาหํ. กายสฺส เภทาติ อุปาทินฺนกฺขนฺธปริจฺจาคา. ปรํ มรณาติ ตทนนฺตรํ อภินิพฺพตฺตกฺขนฺธคฺคหเณ. อถ วา กายสฺส เภทาติ ชีวิตินฺทฺริยุปจฺเฉทา. ปรํ มรณาติ จุติโต อุทฺธํ. ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขาติ ทุคฺคติสงฺขาตานํ จตุนฺนํ อปายานํ อญฺญตรา คติ อิจฺฉิตพฺพา, อวสฺสํภาวินีติ อตฺโถ.

อคุตฺตทฺวาโรติ อปิหิตทฺวาโร. กตฺถ ปน อคุตฺตทฺวาโรติ อาห ‘‘อินฺทฺริเยสู’’ติ. เตน มนจฺฉฏฺฐานํ อินฺทฺริยานํ อสํวรมาห. ปฏิคฺคหณปริโภควเสน โภชเน มตฺตํ น ชานาตีติ โภชเน อมตฺตญฺญู. ‘‘อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตาย โภชเน อมตฺตญฺญุตายา’’ติปิ ปฐนฺติ.

กถํ อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา, กถํ วา คุตฺตทฺวารตาติ? กิญฺจาปิ หิ จกฺขุนฺทฺริเย สํวโร วา อสํวโร วา นตฺถิ. น หิ จกฺขุปสาทํ นิสฺสาย สติ วา มุฏฺฐสฺสจฺจํ วา อุปฺปชฺชติ. อปิจ ยทา รูปารมฺมณํ จกฺขุสฺส อาปาถํ อาคจฺฉติ, ตทา ภวงฺเค ทฺวิกฺขตฺตุํ อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุทฺเธ กิริยามโนธาตุ อาวชฺชนกิจฺจํ สาธยมานา อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌติ, ตโต จกฺขุวิญฺญาณํ ทสฺสนกิจฺจํ, ตโต วิปากมโนธาตุ สมฺปฏิจฺฉนกิจฺจํ, ตโต วิปากาเหตุกมโนวิญฺญาณธาตุ สนฺตีรณกิจฺจํ, ตโต กิริยาเหตุกมโนวิญฺญาณธาตุ โวฏฺฐพฺพนกิจฺจํ สาธยมานา อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌติ, ตทนนฺตรํ ชวนํ ชวติ. ตถาปิ เนว ภวงฺคสมเย, น อาวชฺชนาทีนํ อญฺญตรสมเย สํวโร วา อสํวโร วา อตฺถิ, ชวนกฺขเณ ปน สเจ ทุสฺสีลฺยํ วา มุฏฺฐสฺสจฺจํ วา อญฺญาณํ วา อกฺขนฺติ วา โกสชฺชํ วา อุปฺปชฺชติ, อสํวโร โหติ. เอวํ โหนฺโตปิ โส ‘‘จกฺขุทฺวาเร อสํวโร’’ติ วุจฺจติ. กสฺมา? ยสฺมา ตสฺมึ สติ ทฺวารมฺปิ อคุตฺตํ โหติ ภวงฺคมฺปิ อาวชฺชนาทีนิ วีถิจิตฺตานิปิ. ยถา กึ? ยถา นคเร จตูสุ ทฺวาเรสุ อสํวุเตสุ กิญฺจาปิ อนฺโตฆรทฺวารโกฏฺฐกคพฺภาทโย สุสํวุตา ตถาปิ อนฺโตนคเร สพฺพํ ภณฺฑํ อรกฺขิตํ อโคปิตเมว โหติ. นครทฺวาเรหิ ปวิสิตฺวา โจรา ยทิจฺฉนฺติ, ตํ หเรยฺยุํ. เอวเมว ชวเน ทุสฺสีลฺยาทีสุ อุปฺปนฺเนสุ ตสฺมึ อสํวเร สติทฺวารมฺปิ อคุตฺตํ โหติ, ภวงฺคมฺปิ อาวชฺชนาทีนิ วีถิจิตฺตานิปิ. ตสฺมึ ปน อสติ ชวเน สีลาทีสุ อุปฺปนฺเนสุ ทฺวารมฺปิ คุตฺตํ โหติ ภวงฺคมฺปิ อาวชฺชนาทีนิ วีถิจิตฺตานิปิ. ยถา กึ? ยถา นครทฺวาเรสุ สํวุเตสุ กิญฺจาปิ อนฺโตฆรทฺวาราทโย อสํวุตา, ตถาปิ อนฺโตนคเร สพฺพํ ภณฺฑํ สุรกฺขิตํ สุโคปิตเมว โหติ. นครทฺวาเรสุ หิ ปิหิเตสุ โจรานํ ปเวโส นตฺถิ. เอวเมว ชวเน สีลาทีสุ อุปฺปนฺเนสุ ทฺวารมฺปิ คุตฺตํ โหติ, ภวงฺคมฺปิ, อาวชฺชนาทีนิ วีถิจิตฺตานิปิ. ตสฺมา ชวนกฺขเณ อุปฺปชฺชมาโนปิ ‘‘จกฺขุทฺวาเร สํวโร’’ติ วุจฺจติ. เสสทฺวาเรสุปิ เอเสว นโย. เอวํ อินฺทฺริเยสุ อคุตฺตทฺวารตา, คุตฺตทฺวารตา จ เวทิตพฺพา.

กถํ ปน โภชเน อมตฺตญฺญู, กถํ วา มตฺตญฺญูติ? โย หิ ปุคฺคโล มหิจฺโฉ หุตฺวา ปฏิคฺคหเณ มตฺตํ น ชานาติ. มหิจฺฉปุคฺคโล หิ ยถา นาม กจฺฉปุฏวาณิโช ปิฬนฺธนภณฺฑกํ หตฺเถน คเหตฺวา อุจฺฉงฺเคปิ ปกฺขิปิตพฺพยุตฺตกํ ปกฺขิปิตฺวา มหาชนสฺส ปสฺสนฺตสฺเสว ‘‘อสุกํ คณฺหถ, อสุกํ คณฺหถา’’ติ มุเขน อุคฺโฆเสติ, เอวเมว อปฺปมตฺตกมฺปิ อตฺตโน สีลํ วา คนฺถํ วา ธุตงฺคคุณํ วา อนฺตมโส อรญฺญวาสมตฺตกมฺปิ มหาชนสฺส ชานนฺตสฺเสว สมฺภาเวติ, สมฺภาเวตฺวา จ ปน สกเฏหิปิ อุปนีเต ปจฺจเย ‘‘อล’’นฺติ อวตฺวา ปฏิคฺคณฺหาติ. ตโย หิ ปูเรตุํ น สกฺกา อคฺคิ อุปาทาเนน, สมุทฺโท อุทเกน, มหิจฺโฉ ปจฺจเยหีติ –

‘‘อคฺคิกฺขนฺโธ สมุทฺโท จ, มหิจฺโฉ จาปิ ปุคฺคโล;

พหุเก ปจฺจเย ทินฺเน, ตโยเปเต น ปูรเยติ’’.

มหิจฺฉปุคฺคโล หิ วิชาตมาตุยาปิ มนํ คณฺหิตุํ น สกฺโกติ. เอวรูโป หิ อนุปฺปนฺนํ ลาภํ น อุปฺปาเทติ, อุปฺปนฺนลาภโต จ ปริหายติ. เอวํ ตาว ปฏิคฺคหเณ อมตฺตญฺญู โหติ. โย ปน ธมฺเมน สเมน ลทฺธมฺปิ อาหารํ คธิโต มุจฺฉิโต อชฺโฌปนฺโน อนาทีนวทสฺสาวี อนิสฺสรณปญฺโญ อาหรหตฺถกอลํสาฏกตตฺถวฏฺฏกกากมาสกภุตฺตวมิตกพฺราหฺมณานํ อญฺญตโร วิย อโยนิโส อนุปาเยน ยาวทตฺถํ อุทราวเทหกํ ปริภุญฺชิตฺวา เสยฺยสุขํ ปสฺสสุขํ มิทฺธสุขํ อนุยุตฺโต วิหรติ. อยํ ปริโภเค อมตฺตญฺญู นาม.

โย ปน ‘‘ยทิปิ เทยฺยธมฺโม พหุ โหติ, ทายโก อปฺปํ ทาตุกาโม, ทายกสฺส วเสน อปฺปํ คณฺหาติ. เทยฺยธมฺโม อปฺโป, ทายโก พหุํ ทาตุกาโม, เทยฺยธมฺมสฺส วเสน อปฺปํ คณฺหาติ. เทยฺยธมฺโม พหุ, ทายโกปิ พหุํ ทาตุกาโม, อตฺตโน ถามํ ญตฺวา ปมาณยุตฺตเมว คณฺหาตี’’ติ เอวํ วุตฺตสฺส ปฏิคฺคหเณ ปมาณชานนสฺส เจว, ‘‘ปฏิสงฺขา โยนิโส อาหารํ อาหาเรติ, เนว ทวาย, น มทายา’’ติอาทินา (ธ. ส. ๑๓๕๕) ‘‘ลทฺธญฺจ ปิณฺฑปาตํ อคธิโต อมุจฺฉิโต อนชฺโฌปนฺโน อาทีนวทสฺสาวี นิสฺสรณปญฺโญ ปริภุญฺชตี’’ติ จ อาทินา นเยน วุตฺตสฺส ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปฏิสงฺขานปญฺญาย ชานิตฺวา อาหารปริภุญฺชนสงฺขาตสฺส ปริโภเค ปมาณชานนสฺส จ วเสน โภชเน มตฺตญฺญู โหติ, อยํ โภชเน มตฺตญฺญู นาม. เอวํ โภชเน อมตฺตญฺญุตา มตฺตญฺญุตา จ โหตีติ เวทิตพฺพํ.

คาถาสุ ปน จกฺขุนฺติอาทีสุ จกฺขตีติ จกฺขุ, รูปํ อสฺสาเทติ, สมวิสมํ อาจิกฺขนฺตํ วิย โหตีติ วา อตฺโถ. สุณาตีติ โสตํ. ฆายตีติ ฆานํ. ชีวิตนิมิตฺตํ อาหารรโส ชีวิตํ, ตํ อวฺหายตีติ ชิวฺหา. กุจฺฉิตานํ อาโยติ กาโย. มนเต วิชานาตีติ มโน. โปราณา ปนาหุ มุนาตีติ มโน, นาฬิยา มินมาโน วิย มหาตุลาย ธารยมาโน วิย จ อารมฺมณํ วิชานาตีติ อตฺโถ. เอวํ ตาเวตฺถ ปทตฺโถ เวทิตพฺโพ.

ภาวตฺถโต ปน ทุวิธํ จกฺขุ – มํสจกฺขุ จ ปญฺญาจกฺขุ จ. เตสุ พุทฺธจกฺขุ, สมนฺตจกฺขุ, ญาณจกฺขุ, ทิพฺพจกฺขุ, ธมฺมจกฺขูติ ปญฺจวิธํ ปญฺญาจกฺขุ. ตตฺถ ‘‘อทฺทสํ โข อหํ, ภิกฺขเว, พุทฺธจกฺขุนา โลกํ โวโลเกนฺโต’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๘๓) อิทํ พุทฺธจกฺขุ นาม. ‘‘สมนฺตจกฺขุ วุจฺจติ สพฺพญฺญุตญฺญาณ’’นฺติ (จูฬว. โธตกมาณวปุจฺฉานิทฺเทส ๓๒) อิทํ สมนฺตจกฺขุ นาม. ‘‘จกฺขุํ อุทปาที’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๐๘๑; มหาว. ๑๕) อิทํ ญาณจกฺขุ นาม. ‘‘อทฺทสํ โข อหํ, ภิกฺขเว, ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธนา’’ติ (ม. นิ. ๑.๒๘๔) อิทํ ทิพฺพจกฺขุ นาม. ‘‘วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาที’’ติ (ม. นิ. ๒.๓๙๕; มหาว. ๑๖) อิทํ เหฏฺฐิมมคฺคตฺตยสงฺขาตํ ธมฺมจกฺขุ นาม.

มํสจกฺขุปิ ทุวิธํ – สสมฺภารจกฺขุ, ปสาทจกฺขูติ. ตตฺถ ยฺวายํ อกฺขิกูปเก ปติฏฺฐิโต เหฏฺฐา อกฺขิกูปกฏฺฐิเกน, อุปริ ภมุกฏฺฐิเกน, อุภโต อกฺขิกูเฏหิ, อนฺโต มตฺถลุงฺเคน, พหิทฺธา อกฺขิโลเมหิ ปริจฺฉินฺโน มํสปิณฺโฑ, สงฺเขปโต จตสฺโส ธาตุโย – วณฺโณ, คนฺโธ, รโส, โอชาสมฺภโว สณฺฐานํ ชีวิตํ ภาโว กายปสาโท จกฺขุปสาโทติ จุทฺทส สมฺภารา. วิตฺถารโต จตสฺโส ธาตุโย ตํนิสฺสิตา วณฺณคนฺธรสโอชาสณฺฐานสมฺภวาติ อิมานิ ทส จตุสมุฏฺฐานิกตฺตา จตฺตาลีสํ โหนฺติ, ชีวิตํ ภาโว กายปสาโท จกฺขุปสาโทติ จตฺตาริ เอกนฺตกมฺมสมุฏฺฐาเนวาติ อิเมสํ จตุจตฺตาลีสาย รูปานํ วเสน จตุจตฺตาลีส สมฺภารา. ยํ โลเก ‘‘เสตํ วฏฺฏํ ปุถุลํ วิสฏํ วิปุลํ จกฺขู’’ติ สญฺชานนฺโต น จกฺขุํ สญฺชานาติ, วตฺถุํ จกฺขุโต สญฺชานาติ, โย มํสปิณฺโฑ อกฺขิกูปเก ปติฏฺฐิโต นฺหารุสุตฺตเกน มตฺถลุงฺเคน อาพทฺโธ, ยตฺถ เสตมฺปิ อตฺถิ กณฺหมฺปิ โลหิตกมฺปิ ปถวีปิ อาโปปิ เตโชปิ วาโยปิ. ยํ เสมฺหุสฺสทตฺตา เสตํ, ปิตฺตุสฺสทตฺตา กณฺหํ, รุหิรุสฺสทตฺตา โลหิตกํ, ปถวุสฺสทตฺตา ปตฺถทฺธํ, อาปุสฺสทตฺตา ปคฺฆรติ, เตชุสฺสทตฺตา ปริฑยฺหติ, วายุสฺสทตฺตา สมฺภมติ, อิทํ สสมฺภารจกฺขุ นาม. โย ปน เอตฺถ สิโต เอตฺถ ปฏิพทฺโธ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทาย ปสาโท, อิทํ ปสาทจกฺขุ นาม. อิทญฺหิ จกฺขุวิญฺญาณาทีนํ ยถารหํ วตฺถุทฺวารภาเวน ปวตฺตติ.

โสตาทีสุปิ โสตํ ทิพฺพโสตํ, มํสโสตนฺติ ทุวิธํ. เอตฺถ ‘‘ทิพฺพาย โสตธาตุยา วิสุทฺธาย อติกฺกนฺตมานุสิกาย อุโภ สทฺเท สุณาตี’’ติ อิทํ ทิพฺพโสตํ นาม. มํสโสตํ ปน สสมฺภารโสตํ ปสาทโสตนฺติ ทุวิธนฺติอาทิ สพฺพํ จกฺขุมฺหิ วุตฺตนเยเนว เวทิตพฺพํ, ตถา ฆานชิวฺหา. กาโย ปน โจปนกาโย, กรชกาโย, สมูหกาโย, ปสาทกาโยติอาทินา พหุวิโธ. ตตฺถ –

‘‘กาเยน สํวุตา ธีรา, อโถ วาจาย สํวุตา’’ติ. (ธ. ป. ๒๓๔) –

อยํ โจปนกาโย นาม. ‘‘อิมมฺหา กายา อญฺญํ กายํ อภินิมฺมินาตี’’ติ (ที. นิ. ๑.๒๓๖; ปฏิ. ม. ๓.๑๔) อยํ กรชกาโย นาม. สมูหกาโย ปน วิญฺญาณาทิสมูหวเสน อเนกวิโธ อาคโต. ตถา หิ ‘‘ฉ อิเม, อาวุโส, วิญฺญาณกายา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๑๐๑) วิญฺญาณสมูโห วุตฺโต. ‘‘ฉ ผสฺสกายา’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๓.๓๒๓; ม. นิ. ๑.๙๘) ผสฺสาทิสมูโห. ตถา ‘‘กายปสฺสทฺธิ กายลหุตา’’ติอาทีสุ (ธ. ส. ๑๑๔) เวทนากฺขนฺธาทโย. ‘‘อิเธกจฺโจ ปถวิกายํ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ, อาโปกายํ เตโชกายํ วาโยกายํ เกสกายํ โลมกาย’’นฺติอาทีสุ (ปฏิ. ม. ๓.๓๕) ปถวาทิสมูโห. ‘‘กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสิตฺวา’’ติ (อ. นิ. ๓.๑๖) อยํ ปสาทกาโย. อิธาปิ ปสาทกาโย เวทิตพฺโพ. โส หิ กายวิญฺญาณาทีนํ ยถารหํ วตฺถุทฺวารภาเวน ปวตฺตติ. มโนติ ปน กิญฺจาปิ สพฺพํ วิญฺญาณํ วุจฺจติ, ตถาปิ ทฺวารภาวสฺส อิธาธิปฺเปตตฺตา ทฺวารภูตํ สาวชฺชนํ ภวงฺคํ เวทิตพฺพํ.

เอตานิ ยสฺส ทฺวารานิ อคุตฺตานิ จ ภิกฺขุโนติ ยสฺส ภิกฺขุโน เอตานิ มนจฺฉฏฺฐานิ ทฺวารานิ สติโวสฺสคฺเคน ปมาทํ อาปนฺนตฺตา สติกวาเฏน อปิหิตานิ. โภชนมฺหิ…เป… อธิคจฺฉตีติ โส ภิกฺขุ วุตฺตนเยน โภชเน อมตฺตญฺญู อินฺทฺริเยสุ จ สํวรรหิโต ทิฏฺฐธมฺมิกญฺจ โรคาทิวเสน, สมฺปรายิกญฺจ ทุคฺคติปริยาปนฺนํ กายทุกฺขํ ราคาทิกิเลสสนฺตาปวเสน, อิจฺฉาวิฆาตวเสน จ เจโตทุกฺขนฺติ สพฺพถาปิ ทุกฺขเมว อธิคจฺฉติ ปาปุณาติ. ยสฺมา เจตเทวํ, ตสฺมา ทุวิเธนปิ ทุกฺขคฺคินา อิธโลเก จ ปรโลเก จ ฑยฺหมาเนน กาเยน ฑยฺหมาเนน เจตสา ทิวา วา ยทิ วา รตฺตึ นิจฺจกาลเมว ตาทิโส ปุคฺคโล ทุกฺขเมว วิหรติ, น ตสฺส สุขวิหารสฺส สมฺภโว, วฏฺฏทุกฺขานติกฺกเม ปน วตฺตพฺพเมว นตฺถีติ.

ปฐมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๒. สุขวิหารสุตฺตวณฺณนา

๒๙. ทุติเย วุตฺตวิปริยาเยน อตฺโถ เวทิตพฺโพ.

ทุติยสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๓. ตปนียสุตฺตวณฺณนา

๓๐. ตติเย ตปนียาติ อิธ เจว สมฺปราเย จ ตปนฺติ วิพาเธนฺติ วิเหเฐนฺตีติ ตปนียา. ตปนํ วา ทุกฺขํ ทิฏฺเฐ เจว ธมฺเม อภิสมฺปราเย จ ตสฺส อุปฺปาทเนน เจว อนุพลปฺปทาเนน จ หิตาติ ตปนียา. อถ วา ตปนฺติ เตนาติ ตปนํ, ปจฺฉานุตาโป, วิปฺปฏิสาโรติ อตฺโถ, ตสฺส เหตุภาวโต หิตาติ ตปนียา. อกตกลฺยาโณติ อกตํ กลฺยาณํ ภทฺทกํ ปุญฺญํ เอเตนาติ อกตกลฺยาโณ. เสสปททฺวยํ ตสฺเสว เววจนํ. ปุญฺญญฺหิ ปวตฺติหิตตาย อายตึสุขตาย จ ภทฺทกฏฺเฐน กลฺยาณนฺติ จ กุจฺฉิตสลนาทิอตฺเถน กุสลนฺติ จ ทุกฺขภีรูนํ สํสารภีรูนญฺจ รกฺขนฏฺเฐน ภีรุตฺตาณนฺติ จ วุจฺจติ. กตปาโปติ กตํ อุปจิตํ ปาปํ เอเตนาติ กตปาโป. เสสปททฺวยํ ตสฺเสว เววจนํ. อกุสลกมฺมญฺหิ ลามกฏฺเฐน ปาปนฺติ จ อตฺตโน ปวตฺติกฺขเณ วิปากกฺขเณ จ โฆรสภาวตาย ลุทฺทนฺติ จ กิเลเสหิ ทูสิตภาเวน กิพฺพิสนฺติ จ วุจฺจติ. อิติ ภควา ‘‘เทฺว ธมฺมา ตปนียา’’ติ ธมฺมาธิฏฺฐาเนน อุทฺทิสิตฺวา อกตํ กุสลํ ธมฺมํ กตญฺจ อกุสลํ ธมฺมํ ปุคฺคลาธิฏฺฐาเนน นิทฺทิสิ. อิทานิ เตสํ ตปนียภาวํ ทสฺเสนฺโต ‘‘โส อกตํ เม กลฺยาณนฺติปิ ตปฺปติ, กตํ เม ปาปนฺติปิ ตปฺปตี’’ติ อาห. จิตฺตสนฺตาเสน ตปฺปติ อนุตปฺปติ อนุโสจตีติ อตฺโถ.

คาถาสุ ทุฏฺฐุ จริตํ, กิเลสปูติกตฺตา วา ทุฏฺฐํ จริตนฺติ ทุจฺจริตํ. กาเยน ทุจฺจริตํ, กายโต วา ปวตฺตํ ทุจฺจริตํ กายทุจฺจริตํ. เอวํ วจีมโนทุจฺจริตานิปิ ทฏฺฐพฺพานิ. อิมานิ จ กายทุจฺจริตาทีนิ กมฺมปถปฺปตฺตานิ อธิปฺเปตานีติ ยํ น กมฺมปถปฺปตฺตํ อกุสลชาตํ, ตํ สนฺธายาห ‘‘ยญฺจญฺญํ โทสสญฺหิต’’นฺติ. ตสฺสตฺโถ – ยมฺปิ จ อญฺญํ กมฺมปถภาวํ อปฺปตฺตตฺตา นิปฺปริยาเยน กายกมฺมาทิสงฺขํ น ลภติ, ราคาทิกิเลสสํสฏฺฐตฺตา โทสสหิตํ อกุสลํ ตมฺปิ กตฺวาติ อตฺโถ. นิรยนฺติ นิรติอตฺเถน นิรสฺสาทฏฺเฐน วา นิรยนฺติ ลทฺธนามํ สพฺพมฺปิ ทุคฺคตึ, อยสงฺขาตสุขปฺปฏิกฺเขเปน วา สพฺพตฺถ สุคติทุคฺคตีสุ นิรยทุกฺขํ. โส ตาทิโส ปุคฺคโล อุปคจฺฉตีติ เอวเมตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ.

เอตฺถ จ กายทุจฺจริตสฺส ตปนียภาเว นนฺโท ยกฺโข นนฺโท มาณวโก นนฺโท โคฆาตโก เทฺว ภาติกาติ เอเตสํ วตฺถูนิ กเถตพฺพานิ. เต กิร คาวึ วธิตฺวา มํสํ เทฺว โกฏฺฐาเส อกํสุ. ตโต กนิฏฺโฐ เชฏฺฐํ อาห – ‘‘มยฺหํ ทารกา พหู, อิมานิ เม อนฺตานิ เทหี’’ติ. อถ นํ เชฏฺโฐ – ‘‘สพฺพํ มํสํ เทฺวธา วิภตฺตํ, ปุน กิมคฺคเหสี’’ติ ปหริตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสิ. นิวตฺติตฺวา จ นํ โอโลเกนฺโต มตํ ทิสฺวา ‘‘ภาริยํ วต มยา กตํ, สฺวาหํ อการเณเนว นํ มาเรสิ’’นฺติ จิตฺตํ อุปฺปาเทสิ. อถสฺส พลววิปฺปฏิสาโร อุปฺปชฺชิ. โส ฐิตฏฺฐาเนปิ นิสินฺนฏฺฐาเนปิ ตเทว กมฺมํ อาวชฺเชติ, จิตฺตสฺสาทํ น ลภติ, อสิตปีตขายิตมฺปิสฺส สรีเร โอชํ น ผรติ, อฏฺฐิจมฺมมตฺตเมว อโหสิ. อถ นํ เอโก เถโร ปุจฺฉิ ‘‘อุปาสก, ตฺวํ อติวิย กิโส อฏฺฐิจมฺมมตฺโต ชาโต, กีทิโส เต โรโค, อุทาหุ อตฺถิ กิญฺจิ ตปนียํ กมฺมํ กต’’นฺติ? โส ‘‘อาม, ภนฺเต’’ติ สพฺพํ อาโรเจสิ. อถสฺส โส ‘‘ภาริยํ เต, อุปาสก, กมฺมํ กตํ, อนปราธฏฺฐาเน อปรทฺธ’’นฺติ อาห. โส เตเนว กมฺมุนา กาลํ กตฺวา นิรเย นิพฺพตฺติ. วจีทุจฺจริตสฺส ปน สุปฺปพุทฺธสกฺกโกกาลิกจิญฺจมาณวิกาทีนํ วตฺถูนิ กเถตพฺพานิ, มโนทุจฺจริตสฺส อุกฺกลชยภญฺญาทีนํ.

ตติยสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๔. อตปนียสุตฺตวณฺณนา

๓๑. จตุตฺเถ ตติเย วุตฺตวิปริยาเยน อตฺโถ เวทิตพฺโพ.

จตุตฺถสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๕. ปฐมสีลสุตฺตวณฺณนา

๓๒. ปญฺจเม ปาปเกน จ สีเลนาติ ปาปกํ นาม สีลํ สีลเภทกโร อสํวโรติ วทนฺติ. ตตฺถ ยทิ อสํวโร อสีลเมว ตํทุสฺสีลฺยภาวโต, กถํ สีลนฺติ วุจฺจติ? ตตฺถายํ อธิปฺปาโย สิยา – ยถา นาม โลเก อทิฏฺฐํ ‘‘ทิฏฺฐ’’นฺติ วุจฺจติ, อสีลวา ‘‘สีลวา’’ติ, เอวมิธาปิ อสีลมฺปิ อสํวโรปิ ‘‘สีล’’นฺติ โวหรียติ. อถ วา ‘‘กตเม จ, ถปติ, อกุสลา สีลา? อกุสลํ กายกมฺมํ, อกุสลํ วจีกมฺมํ, ปาปโก อาชีโว’’ติ (ม. นิ. ๒.๒๖๔) วจนโต อกุสลธมฺเมสุปิ อตฺเถว สีลสมญฺญา, ตสฺมา ปริจยวเสน สภาวสิทฺธิ วิย ปกติภูโต สพฺโพ สมาจาโร ‘‘สีล’’นฺติ วุจฺจติ. ตตฺถ ยํ อโกสลฺลสมฺภูตฏฺเฐน อกุสลํ ลามกํ, ตํ สนฺธายาห ‘‘ปาปเกน จ สีเลนา’’ติ. ปาปิกาย จ ทิฏฺฐิยาติ สพฺพาปิ มิจฺฉาทิฏฺฐิโย ปาปิกาว. วิเสสโต ปน อเหตุกทิฏฺฐิ, อกิริยทิฏฺฐิ, นตฺถิกทิฏฺฐีติ อิมา ติวิธา ทิฏฺฐิโย ปาปิกตรา. ตตฺถ ปาปเกน สีเลน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ปโยควิปนฺโน โหติ, ปาปิกาย ทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต อาสยวิปนฺโน โหติ, เอวํ ปโยคาสยวิปนฺโน ปุคฺคโล นิรยูปโค โหติเยว. เตน วุตฺตํ ‘‘อิเมหิ โข, ภิกฺขเว, ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต, เอวํ นิรเย’’ติ. เอตฺถ จ ‘‘ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต’’ติ อิทํ ลกฺขณวจนํ ทฏฺฐพฺพํ, น ตนฺตินิทฺเทโส. ยถา ตํ โลเก ‘‘ยทิเม พฺยาธิตา สิยุํ, อิเมสํ อิทํ เภสชฺชํ ทาตพฺพ’’นฺติ. อญฺเญสุปิ อีทิเสสุ ฐาเนสุ เอเสว นโย. ทุปฺปญฺโญติ นิปฺปญฺโญ.

ปญฺจมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๖. ทุติยสีลสุตฺตวณฺณนา

๓๓. ฉฏฺเฐ ภทฺทเกน จ สีเลนาติ กายสุจริตาทิจตุปาริสุทฺธิสีเลน. ตญฺหิ อขณฺฑาทิสีลภาเวน สยญฺจ กลฺยาณํ, สมถวิปสฺสนาทิกลฺยาณคุณาวหํ จาติ ‘‘ภทฺทก’’นฺติ วุจฺจติ. ภทฺทิกาย จ ทิฏฺฐิยาติ กมฺมสฺสกตาญาเณน เจว กมฺมปถสมฺมาทิฏฺฐิยา จ. ตตฺถ ภทฺทเกน สีเลน ปโยคสมฺปนฺโน โหติ, ภทฺทิกาย ทิฏฺฐิยา อาสยสมฺปนฺโน. อิติ ปโยคาสยสมฺปนฺโน ปุคฺคโล สคฺคูปโค โหติ. เตน วุตฺตํ – ‘‘อิเมหิ, โข, ภิกฺขเว, ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต, เอวํ สคฺเค’’ติ. สปฺปญฺโญติ ปญฺญวา. เสสํ สุวิญฺเญยฺยเมว.

ฉฏฺฐสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๗. อาตาปีสุตฺตวณฺณนา

๓๔. สตฺตเม อนาตาปีติ กิเลสานํ อาตาปนฏฺเฐน อาตาโป, วีริยํ, โส เอตสฺส อตฺถีติ อาตาปี, น อาตาปี อนาตาปี, สมฺมปฺปธานวิรหิโต กุสีโตติ วุตฺตํ โหติ. โอตฺตาโป วุจฺจติ ปาปุตฺราโส, โส เอตสฺส อตฺถีติ โอตฺตาปี, น โอตฺตาปี อโนตฺตาปี, โอตฺตาปรหิโต. อถ วา อาตาปปฺปฏิปกฺโข อนาตาโป, โกสชฺชํ โส อสฺส อตฺถีติ อนาตาปี. ยํ ‘‘น โอตฺตปติ โอตฺตปฺปิตพฺเพน, น โอตฺตปติ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา’’ติ เอวํ วุตฺตํ, ตํ อโนตฺตปฺปํ อโนตฺตาโป. โส อสฺส อตฺถีติ อโนตฺตาปีติ เอวเมตฺถ อตฺโถ เวทิตพฺโพ.

อภพฺโพติ อนรโห. สมฺโพธายาติ อริยมคฺคตฺถาย. นิพฺพานายาติ กิเลสานํ อจฺจนฺตวูปสมาย อมตมหานิพฺพานาย. อนุตฺตรสฺส โยคกฺเขมสฺสาติ อรหตฺตผลสฺส. ตญฺหิ อุตฺตริตรสฺส อภาวโต อนุตฺตรํ, จตูหิ โยเคหิ อนุปทฺทุตตฺตา เขมํ นิพฺภยนฺติ โยคกฺเขมนฺติ จ วุจฺจติ. อธิคมายาติ ปตฺติยา. อาตาปีติ วีริยวา. โส หิ ‘‘อารทฺธวีริโย วิหรติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย, กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย, ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสู’’ติ (ที. นิ. ๓.๓๔๕) เอวํ วุตฺเตน วีริยารมฺเภน สมนฺนาคโต กิเลสานํ อจฺจนฺตเมว อาตาปนสีโลติ อาตาปี. โอตฺตาปีติ ‘‘ยํ โอตฺตปติ โอตฺตปฺปิตพฺเพน, โอตฺตปติ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ สมาปตฺติยา’’ติ (ธ. ส. ๓๑) เอวํ วุตฺเตน โอตฺตปฺเปน สมนฺนาคตตฺตา โอตฺตปนสีโลติ โอตฺตปฺปี. อยญฺหิ โอตฺตาปีติ วุตฺโต. ตทวินาภาวโต หิริยา จ สมนฺนาคโต เอว โหตีติ หิโรตฺตปฺปสมฺปนฺโน อณุมตฺเตปิ วชฺเช ภยทสฺสาวี สีเลสุ ปริปูรการี โหติ. อิจฺจสฺส สีลสมฺปทา ทสฺสิตา. อาตาปีติ อิมินา นเยนสฺส กิเลสปริตาปิตาทีปเนน สมถวิปสฺสนาภาวนานุยุตฺตตา ทสฺสิตา. ยถาวุตฺตญฺจ วีริยํ สทฺธาสติสมาธิปญฺญาหิ วินา น โหตีติ วิมุตฺติปริปาจกานิ สทฺธาปญฺจมานิ อินฺทฺริยานิ อตฺถโต วุตฺตาเนว โหนฺติ. เตสุ จ สิทฺเธสุ อนิจฺเจ อนิจฺจสญฺญา, อนิจฺเจ ทุกฺขสญฺญา, ทุกฺเข อนตฺตสญฺญา, ปหานสญฺญา, วิราคสญฺญา, นิโรธสญฺญาติ ฉ นิพฺเพธภาคิยา สญฺญา สิทฺธา เอวาติ. เอวํ อิเมหิ ทฺวีหิ ธมฺเมหิ สมนฺนาคตสฺส โลกิยานํ สีลสมาธิปญฺญานํ สิชฺฌนโต มคฺคผลนิพฺพานาธิคมสฺส ภพฺพตํ ทสฺเสนฺโต ‘‘อาตาปี จ โข…เป… อธิคมายา’’ติ อาห.

คาถาสุ กุสีโตติ มิจฺฉาวิตกฺกพหุลตาย กามพฺยาปาทวิหึสาวิตกฺกสงฺขาเตหิ กุจฺฉิเตหิ ปาปธมฺเมหิ สิโต สมฺพนฺโธ ยุตฺโตติ กุสีโต. กุจฺฉิตํ วา สีทติ สมฺมาปฏิปตฺติโต อวสีทตีติ กุสีโต, ท-การสฺส ต-การํ กตฺวา. หีนวีริโยติ นิพฺพีริโย, จตูสุปิ อิริยาปเถสุ วีริยกรณรหิโต. อนุสฺสาหสํหนนสภาวสฺส จิตฺตาลสิยสฺส ถินสฺส, อสตฺติวิฆาตสภาวสฺส กายาลสิยสฺส มิทฺธสฺส จ อภิณฺหปฺปวตฺติยา ถินมิทฺธพหุโล. ปาปชิคุจฺฉนลกฺขณาย หิริยา อภาเวน ตปฺปฏิปกฺเขน อหิริเกน สมนฺนาคตตฺตา จ อหิริโก. หิโรตฺตปฺปวีริยานํ อภาเวเนว สมฺมาปฏิปตฺติยํ นตฺถิ เอตสฺส อาทโรติ อนาทโร. อุภยถาปิ ตถา ธมฺมปุคฺคเลน ทุวิธกิริยากรเณน อนาทโร. ผุฏฺฐุนฺติ ผุสิตุํ. สมฺโพธิมุตฺตมนฺติ สมฺโพธิสงฺขาตํ อุตฺตมํ อรหตฺตํ อธิคนฺตุํ อภพฺโพติ อตฺโถ.

สติมาติ จิรกตจิรภาสิตานํ อนุสฺสรเณ สมตฺถสฺส สติเนปกฺกสฺส ภาเวน จตุสติปฏฺฐานโยเคน สติมา. นิปโกติ สตฺตฏฺฐานิยสมฺปชญฺญสงฺขาเตน เจว กมฺมฏฺฐานปริหรณปญฺญาสงฺขาเตน จ เนปกฺเกน สมนฺนาคตตฺตา นิปโก. ฌายีติ อารมฺมณูปนิชฺฌาเนน ลกฺขณูปนิชฺฌาเนน จาติ ทฺวีหิปิ ฌาเนหิ ฌายี. อปฺปมตฺโตติ ‘‘ทิวสํ จงฺกเมน นิสชฺชาย อาวรณิเยหิ ธมฺเมหิ จิตฺตํ ปริโสเธตี’’ติอาทินา นเยน กมฺมฏฺฐานภาวนาย อปฺปมตฺโต. สํโยชนํ ชาติชราย เฉตฺวาติ ชาติยา เจว ชราย จ สตฺเต สํโยเชตีติ สํโยชนนฺติ ลทฺธนามํ กามราคาทิกํ ทสวิธมฺปิ กิเลสชาตํ อนุสยสมุคฺฆาตวเสน มูลโต ฉินฺทิตฺวา. อถ วา สํโยชนํ ชาติชราย เฉตฺวาติ ชาติชราย สํโยชนํ ฉินฺทิตฺวา. ยสฺส หิ สํโยชนานิ อจฺฉินฺนานิ, ตสฺส ชาติชราย อจฺเฉโท อสมุคฺฆาโตว. ยสฺส ปน ตานิ ฉินฺนานิ, ตสฺส ชาติชราปิ ฉินฺนาว การณสฺส สมุคฺฆาติตตฺตา. ตสฺมา สํโยชนํ ฉินฺทนฺโต เอว ชาติชราปิ ฉินฺทติ. เตน วุตฺตํ ‘‘สํโยชนํ ชาติชราย เฉตฺวา’’ติ. อิเธว สมฺโพธิมนุตฺตรํ ผุเสติ อิมสฺมึเยว อตฺตภาเว อคฺคมคฺคํ อรหตฺตํ วา ผุเส ปาปุเณยฺย.

สตฺตมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๘. ปฐมนกุหนสุตฺตวณฺณนา

๓๕. อฏฺฐเม นยิทนฺติ เอตฺถ นอิติ ปฏิเสเธ นิปาโต, ตสฺส ‘‘วุสฺสตี’’ติ อิมินา สมฺพนฺโธ, ยกาโร ปทสนฺธิกโร. อิทํ-สทฺโท ‘‘เอกมิทาหํ, ภิกฺขเว, สมยํ อุกฺกฏฺฐายํ วิหรามิ สุภควเน สาลราชมูเล’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๕๐๑) นิปาตมตฺตํ. ‘‘อิทํ โข ตํ, ภิกฺขเว, อปฺปมตฺตกํ โอรมตฺตกํ สีลมตฺตก’’นฺติอาทีสุ (ที. นิ. ๑.๒๗) ยถาวุตฺเต อาสนฺนปจฺจกฺเข อาคโต.

‘‘อิทญฺหิ ตํ เชตวนํ, อิสิสงฺฆนิเสวิตํ;

อาวุตฺถํ ธมฺมราเชน, ปีติสญฺชนนํ มมา’’ติ. –

อาทีสุ (สํ. นิ. ๑.๔๘) วกฺขมาเน อาสนฺนปจฺจกฺเข. อิธาปิ วกฺขมาเนเยว อาสนฺนปจฺจกฺเข ทฏฺฐพฺโพ.

พฺรหฺมจริย-สทฺโท –

‘‘กึ เต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ,

กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก;

อิทฺธี ชุตี พลวีริยูปปตฺติ,

อิทญฺจ เต นาค มหาวิมานํ.

‘‘อหญฺจ ภริยา จ มนุสฺสโลเก,

สทฺธา อุโภ ทานปตี อหุมฺหา;

โอปานภูตํ เม ฆรํ ตทาสิ,

สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ.

‘‘ตํ เม วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ,

ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก;

อิทฺธี ชุตี พลวีริยูปปตฺติ,

อิทญฺจ เม ธีร มหาวิมาน’’นฺติ. (ชา. ๒.๒๒.๑๕๙๒-๑๕๙๓, ๑๕๙๕) –

อิมสฺมึ ปุณฺณกชาตเก ทาเน อาคโต.

‘‘เกน ปาณิ กามทโท, เกน ปาณิ มธุสฺสโว;

เกน เต พฺรหฺมจริเยน, ปุญฺญํ ปาณิมฺหิ อิชฺฌติ.

‘‘เตน ปาณิ กามทโท, เตน ปาณิ มธุสฺสโว;

เตน เม พฺรหฺมจริเยน, ปุญฺญํ ปาณิมฺหิ อิชฺฌตี’’ติ. (เป. ว. ๒๗๕, ๒๗๗) –

อิมสฺมึ องฺกุรเปตวตฺถุสฺมึ เวยฺยาวจฺเจ. ‘‘อิทํ โข ตํ, ภิกฺขเว, ติตฺติริยํ นาม พฺรหฺมจริยํ อโหสี’’ติ (จูฬว. ๓๑๑) อิมสฺมึ ติตฺติรชาตเก ปญฺจสิกฺขาปทสีเล. ‘‘ตํ โข ปน, ปญฺจสิข, พฺรหฺมจริยํ เนว นิพฺพิทาย น วิราคาย…เป… ยาวเทว พฺรหฺมโลกูปปตฺติยา’’ติ (ที. นิ. ๒.๓๒๙) อิมสฺมึ มหาโควินฺทสุตฺเต พฺรหฺมวิหาเร. ‘‘ปเร อพฺรหฺมจารี ภวิสฺสนฺติ, มยเมตฺถ พฺรหฺมจาริโน ภวิสฺสามา’’ติ (ม. นิ. ๑.๘๓) สลฺเลขสุตฺเต เมถุนวิรติยํ.

‘‘มยญฺจ ภริยา นาติกฺกมาม,

อเมฺห จ ภริยา นาติกฺกมนฺติ;

อญฺญตฺร ตาหิ พฺรหฺมจริยํ จราม,

ตสฺมา หิ อมฺหํ ทหรา น มียเร’’ติ. (ชา. ๑.๑๐.๙๗) –

มหาธมฺมปาลชาตเก สทารสนฺโตเส. ‘‘อภิชานามิ โข ปนาหํ, สาริปุตฺต, จตุรงฺคสมนฺนาคตํ พฺรหฺมจริยํ จริตา – ตปสฺสี สุทํ โหมี’’ติ (ม. นิ. ๑.๑๕๕) โลมหํสสุตฺเต วีริเย.

‘‘หีเนน พฺรหฺมจริเยน, ขตฺติเย อุปปชฺชติ;

มชฺฌิเมน จ เทวตฺตํ, อุตฺตเมน วิสุชฺฌตี’’ติ. (ชา. ๑.๘.๗๕) –

นิมิชาตเก อตฺตทมนวเสน กเต อฏฺฐงฺคิกอุโปสเถ. ‘‘อิทํ โข ปน, ปญฺจสิข, พฺรหฺมจริยํ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย…เป… อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค’’ติ (ที. นิ. ๒.๓๒๙) มหาโควินฺทสุตฺเตเยว อริยมคฺเค. ‘‘ตยิทํ พฺรหฺมจริยํ อิทฺธญฺเจว ผีตญฺจ วิตฺถาริกํ พาหุชญฺญํ ปุถุภูตํ ยาว เทวมนุสฺเสหิ สุปฺปกาสิต’’นฺติ (ที. นิ. ๓.๑๗๔) ปาสาทิกสุตฺเต สิกฺขตฺตยสงฺคเห สกลสฺมึ สาสเน. อิธาปิ อริยมคฺเค สาสเน จ วตฺตติ.

วุสฺสตีติ วสียติ, จรียตีติ อตฺโถ. ชนกุหนตฺถนฺติ ‘‘อโห อยฺโย สีลวา วตฺตสมฺปนฺโน อปฺปิจฺโฉ สนฺตุฏฺโฐ มหิทฺธิโก มหานุภาโว’’ติอาทินา ชนสฺส สตฺตโลกสฺส วิมฺหาปนตฺถํ. ชนลปนตฺถนฺติ ‘‘เอวรูปสฺส นาม อยฺยสฺส ทินฺนํ มหปฺผลํ ภวิสฺสตี’’ติ ปสนฺนจิตฺเตหิ ‘‘เกนตฺโถ, กึ อาหรียตู’’ติ มนุสฺเสหิ วทาปนตฺถํ. ลาภสกฺการสิโลกานิสํสตฺถนฺติ ยฺวายํ ‘‘อากงฺเขยฺย เจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ ‘ลาภี อสฺสํ จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปฺปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาราน’นฺติ, สีเล-เสฺววสฺส ปริปูรการี’’ติ (ม. นิ. ๑.๖๕) สีลานิสํสภาเวน วุตฺโต จตุปจฺจยลาโภ, โย จ จตุนฺนํ ปจฺจยานํ สกฺกจฺจทานสงฺขาโต อาทรพหุมานครุกรณสงฺขาโต จ สกฺกาโร, โย จ ‘‘สีลสมฺปนฺโน พหุสฺสุโต สุตธโร อารทฺธวีริโย’’ติอาทินา นเยน อุคฺคตถุติโฆสสงฺขาโต สิโลโก พฺรหฺมจริยํ จรนฺตานํ ทิฏฺฐธมฺมิโก อานิสํโส, ตทตฺถํ. อิติ มํ ชโน ชานาตูติ ‘‘เอวํ พฺรหฺมจริยวาเส สติ ‘อยํ สีลวา กลฺยาณธมฺโม’ติอาทินา มํ ชโน ชานาตุ สมฺภาเวตู’’ติ อตฺตโน สนฺตคุณวเสน สมฺภาวนตฺถมฺปิ น อิทํ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ สมฺพนฺโธ.

เกจิ ปน ‘‘ชนกุหนตฺถนฺติ ปาปิจฺฉสฺส อิจฺฉาปกตสฺส สโต สามนฺตชปฺปนอิริยาปถนิสฺสิตปจฺจยปฏิเสวนสงฺขาเตน ติวิเธน กุหนวตฺถุนา กุหนภาเวน ชนสฺส วิมฺหาปนตฺถํ. ชนลปนตฺถนฺติ ปาปิจฺฉสฺเสว สโต ปจฺจยตฺถํ ปริกโถภาสาทิวเสน ลปนภาเวน อุปลาปนภาเวน วา ชนสฺส ลปนตฺถํ. ลาภสกฺการสิโลกานิสํสตฺถนฺติ ปาปิจฺฉสฺเสว สโต ลาภาทิครุตาย ลาภสกฺการสิโลกสงฺขาตสฺส อานิสํสอุทยสฺส นิปฺผาทนตฺถํ. อิติ มํ ชโน ชานาตูติ ปาปิจฺฉสฺเสว สโต อสนฺตคุณสมฺภาวนาธิปฺปาเยน ‘อิติ เอวํ มํ ชโน ชานาตู’ติ น อิทํ พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตี’’ติ เอวเมตฺถ อตฺถํ วทนฺติ. ปุริโมเยว ปน อตฺโถ สารตโร.

อถ โขติ เอตฺถ อถาติ อญฺญทตฺเถ นิปาโต, โขติ อวธารเณ. เตน กุหนาทิโต อญฺญทตฺถาเยว ปน อิทํ, ภิกฺขเว, พฺรหฺมจริยํ วุสฺสตีติ ทสฺเสติ. อิทานิ ตํ ปโยชนํ ทสฺเสนฺโต ‘‘สํวรตฺถญฺเจว ปหานตฺถญฺจา’’ติ อาห. ตตฺถ ปญฺจวิโธ สํวโร – ปาติโมกฺขสํวโร, สติสํวโร, ญาณสํวโร, ขนฺติสํวโร, วีริยสํวโรติ.

ตตฺถ ‘‘อิมินา ปาติโมกฺขสํวเรน อุเปโต โหติ สมุเปโต’’ติ (วิภ. ๕๑๑) หิ อาทินา นเยน อาคโต อยํ ปาติโมกฺขสํวโร นาม, โย สีลสํวโรติ จ ปวุจฺจติ. ‘‘รกฺขติ จกฺขุนฺทฺริยํ, จกฺขุนฺทฺริเย สํวรํ อาปชฺชตี’’ติ (ที. นิ. ๑.๒๑๓; ม. นิ. ๑.๒๙๕; สํ. นิ. ๔.๒๓๙; อ. นิ. ๓.๑๖) อาคโต อยํ สติสํวโร.

‘‘ยานิ โสตานิ โลกสฺมึ (อชิตาติ ภควา),

สติ เตสํ นิวารณํ;

โสตานํ สํวรํ พฺรูมิ,

ปญฺญาเยเต ปิธียเร’’ติ. (สุ. นิ. ๑๐๔๑) –

อาคโต อยํ ญาณสํวโร. ‘‘ขโม โหติ สีตสฺส อุณฺหสฺสา’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๔; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต อยํ ขนฺติสํวโร. ‘‘อุปฺปนฺนํ กามวิตกฺกํ นาธิวาเสตี’’ติอาทินา (ม. นิ. ๑.๒๖; อ. นิ. ๔.๑๑๔; ๖.๕๘) นเยน อาคโต อยํ วีริยสํวโร. อตฺถโต ปน ปาณาติปาตาทีนํ ปชหนวเสน, วตฺตปฏิวตฺตานํ กรณวเสน จ ปวตฺตา เจตนา วิรติโย จ. สงฺเขปโต สพฺโพ กายวจีสํยโม, วิตฺถารโต สตฺตนฺนํ อาปตฺติกฺขนฺธานํ อวีติกฺกโม สีลสํวโร. สติ เอว สติสํวโร, สติปฺปธานา วา กุสลา ขนฺธา. ญาณเมว ญาณสํวโร. อธิวาสนวเสน อโทโส, อโทสปฺปธานา วา ตถา ปวตฺตา กุสลา ขนฺธา ขนฺติสํวโร, ปญฺญาติ เอเก. กามวิตกฺกาทีนํ อนธิวาสนวเสน ปวตฺตํ วีริยเมว วีริยสํวโร. เตสุ ปฐโม กายทุจฺจริตาทิทุสฺสีลฺยสฺส สํวรณโต สํวโร, ทุติโย มุฏฺฐสฺสจฺจสฺส, ตติโย อญฺญาณสฺส, จตุตฺโถ อกฺขนฺติยา, ปญฺจโม โกสชฺชสฺส สํวรณโต ปิทหนโต สํวโรติ เวทิตพฺโพ. เอวเมตสฺส สํวรสฺส อตฺถาย สํวรตฺถํ, สํวรนิปฺผาทนตฺถนฺติ อตฺโถ.

ปหานมฺปิ ปญฺจวิธํ – ตทงฺคปฺปหานํ, วิกฺขมฺภนปฺปหานํ, สมุจฺเฉทปฺปหานํ, ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานํ, นิสฺสรณปฺปหานนฺติ. ตตฺถ ยํ วตฺตพฺพํ, ตํ เหฏฺฐา เอกกนิปาเต ปฐมสุตฺตวณฺณนายํ วุตฺตเมว. ตสฺส ปน ปญฺจวิธสฺสปิ ตถา ตถา ราคาทิกิเลสานํ ปฏินิสฺสชฺชนฏฺเฐน สมติกฺกมนฏฺเฐน วา ปหานสฺส อตฺถาย ปหานตฺถํ, ปหานสาธนตฺถนฺติ อตฺโถ. ตตฺถ สํวเรน กิเลสานํ จิตฺตสนฺตาเน ปเวสนนิวารณํ ปหาเนน ปเวสนนิวารณญฺเจว สมุคฺฆาโต จาติ วทนฺติ. อุภเยนาปิ ปน ยถารหํ อุภยํ สมฺปชฺชตีติ ทฏฺฐพฺพํ. สีลาทิธมฺมา เอว หิ สํวรณโต สํวโร, ปชหนโต ปหานนฺติ.

คาถาสุ อนีติหนฺติ อีติโย วุจฺจนฺติ อุปทฺทวา – ทิฏฺฐธมฺมิกา จ สมฺปรายิกา จ. อีติโย หนติ วินาเสติ ปชหตีติ อีติหํ, อนุ อีติหนฺติ อนีติหํ, สาสนพฺรหฺมจริยํ มคฺคพฺรหฺมจริยญฺจ. อถ วา อีตีหิ อนตฺเถหิ สทฺธึ หนนฺติ คจฺฉนฺติ ปวตฺตนฺตีติ อีติหา, ตณฺหาทิอุปกฺกิเลสา. นตฺถิ เอตฺถ อีติหาติ อนีติหํ. อีติหา วา ยถาวุตฺเตนฏฺเฐน ติตฺถิยสมยา, ตปฺปฏิปกฺขโต อิทํ อนีติหํ. ‘‘อนิติห’’นฺติปิ ปาโฐ. ตสฺสตฺโถ – ‘‘อิติหาย’’นฺติ ธมฺเมสุ อเนกํสคฺคาหภาวโต วิจิกิจฺฉา อิติหํ นาม, สมฺมาสมฺพุทฺธปฺปเวทิตตฺตา ยถานุสิฏฺฐํ ปฏิปชฺชนฺตานํ นิกฺกงฺขภาวสาธนโต นตฺถิ เอตฺถ อิติหนฺติ อนิติหํ, อปรปฺปจฺจยนฺติ อตฺโถ. วุตฺตเญฺหตํ ‘‘ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหี’’ติ ‘‘อตกฺกาวจโร’’ติ จ. คาถาสุขตฺถํ ปน ‘‘อนีติห’’นฺติ ทีฆํ กตฺวา ปฐนฺติ.

นิพฺพานสงฺขาตํ โอคธํ ปติฏฺฐํ ปารํ คจฺฉตีติ นิพฺพาโนคธคามี, วิมุตฺติรสตฺตา เอกนฺเตเนว นิพฺพานสมฺปาปโกติ อตฺโถ. ตํ นิพฺพาโนคธคามินํ พฺรหฺมจริยํ. โสติ โย โส สมตึส ปารมิโย ปูเรตฺวา สพฺพกิเลเส ภินฺทิตฺวา อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ, โส ภควา อเทสยิ เทเสสิ. นิพฺพาโนคโธติ วา อริยมคฺโค วุจฺจติ. เตน วินา นิพฺพาโนคาหนสฺส อสมฺภวโต ตสฺส จ นิพฺพานํ อนาลมฺพิตฺวา อปฺปวตฺตนโต, ตญฺจ ตํ เอกนฺตํ คจฺฉตีติ นิพฺพาโนคธคามี. อถ วา นิพฺพาโนคธคามินนฺติ นิพฺพานสฺส อนฺโตคามินํ มคฺคพฺรหฺมจริยํ, นิพฺพานํ อารมฺมณํ กริตฺวา ตสฺส อนฺโต เอว วตฺตติ ปวตฺตตีติ. มหตฺเตหีติ มหาอาตุเมหิ อุฬารชฺฌาสเยหิ. มหนฺตํ นิพฺพานํ, มหนฺเต วา สีลกฺขนฺธาทิเก เอสนฺติ คเวสนฺตีติ มเหสิโน พุทฺธาทโย อริยา. เตหิ อนุยาโต ปฏิปนฺโน. ยถา พุทฺเธน เทสิตนฺติ ยถา อภิญฺเญยฺยาทิธมฺเม อภิญฺเญยฺยาทิภาเวเนว สมฺมาสมฺพุทฺเธน มยา เทสิตํ, เอวํ เย เอตํ มคฺคพฺรหฺมจริยํ ตทตฺถํ สาสนพฺรหฺมจริยญฺจ ปฏิปชฺชนฺติ. เต ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกตฺเถหิ ยถารหํ อนุสาสนฺตสฺส สตฺถุ มยฺหํ สาสนการิโน โอวาทปฺปฏิกรา สกลสฺส วฏฺฏทุกฺขสฺส อนฺตํ ปริยนฺตํ อปฺปวตฺตึ กริสฺสนฺติ, ทุกฺขสฺส วา อนฺตํ นิพฺพานํ สจฺฉิกริสฺสนฺตีติ.

อฏฺฐมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๙. ทุติยนกุหนสุตฺตวณฺณนา

๓๖. นวเม อภิญฺญตฺถนฺติ กุสลาทิวิภาเคน ขนฺธาทิวิภาเคน จ สพฺพธมฺเม อภิวิสิฏฺเฐน ญาเณน อวิปรีตโต ชานนตฺถํ. ปริญฺญตฺถนฺติ เตภูมกธมฺเม ‘‘อิทํ ทุกฺข’’นฺติอาทินา ปริชานนตฺถํ สมติกฺกมนตฺถญฺจ. ตตฺถ อภิญฺเญยฺยอภิชานนา จตุสจฺจวิสยา. ปริญฺเญยฺยปริชานนา ปน ยทิปิ ทุกฺขสจฺจวิสยา, ปหานสจฺฉิกิริยาภาวนาภิสมเยหิ ปน วินา น ปวตฺตตีติ ปหานาทโยปิ อิธ คหิตาติ เวทิตพฺพํ. เสสํ อนนฺตรสุตฺเต วุตฺตตฺถเมว.

นวมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

๑๐. โสมนสฺสสุตฺตวณฺณนา

๓๗. ทสเม สุขโสมนสฺสพหุโลติ เอตฺถ สุขนฺติ กายิกํ สุขํ, โสมนสฺสนฺติ เจตสิกํ. ตสฺมา ยสฺส กายิกํ เจตสิกญฺจ สุขํ อภิณฺหํ ปวตฺตติ, โส สุขโสมนสฺสพหุโลติ วุตฺโต. โยนีติ ‘‘จตสฺโส โข อิมา, สาริปุตฺต, โยนิโย’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๑๕๒) ขนฺธโกฏฺฐาโส โยนีติ อาคโต. ‘‘โยนิ เหสา, ภูมิช, ผลสฺส อธิคมายา’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๓.๒๒๖) การณํ.

‘‘น จาหํ พฺราหฺมณํ พฺรูมิ, โยนิชํ มตฺติสมฺภว’’นฺติ จ. (ม. นิ. ๒.๔๕๗; ธ. ป. ๓๙๖; สุ. นิ. ๖๒๕);

‘‘ตเมนํ กมฺมชา วาตา นิพฺพตฺติตฺวา อุทฺธํปาทํ อโธสิรํ สมฺปริวตฺเตตฺวา มาตุ โยนิมุเข สมฺปฏิปาเทนฺตี’’ติ จ อาทีสุ ปสฺสาวมคฺโค. อิธ ปน การณํ อธิปฺเปตํ. อสฺสาติ อเนน. อารทฺธาติ ปฏฺฐปิตา ปคฺคหิตา ปริปุณฺณา สมฺปาทิตา วา.

อาสวานํ ขยายาติ เอตฺถ อาสวนฺตีติ อาสวา, จกฺขุโตปิ…เป… มนโตปิ สวนฺติ ปวตฺตนฺตีติ วุตฺตํ โหติ. ธมฺมโต ยาว โคตฺรภู, โอกาสโต ยาว ภวคฺคา สวนฺตีติ วา อาสวา. เอเต ธมฺเม เอตญฺจ โอกาสํ อนฺโต กริตฺวา ปวตฺตนฺตีติ อตฺโถ. อนฺโตกรณตฺโถ หิ อยํ อากาโร. จิรปาริวาสิยฏฺเฐน มทิราทโย อาสวา วิยาติปิ อาสวา. โลเก หิ จิรปาริวาสิกา มทิราทโย อาสวาติ วุจฺจนฺติ. ยทิ จ จิรปาริวาสิยฏฺเฐน อาสวา, เอเต เอว ภวิตุํ อรหนฺติ. วุตฺตํ เหตํ – ‘‘ปุริมา, ภิกฺขเว, โกฏิ น ปญฺญายติ อวิชฺชาย, อิโต ปุพฺเพ อวิชฺชา นาโหสี’’ติอาทิ (อ. นิ. ๑๐.๖๑). อายตํ สํสารทุกฺขํ สวนฺติ ปสวนฺตีติปิ อาสวา. ปุริมานิ เจตฺถ นิพฺพจนานิ ยตฺถ กิเลสา อาสวาติ อาคตา, ตตฺถ ยุชฺชนฺติ; ปจฺฉิมํ กมฺเมปิ. น เกวลญฺจ กมฺมกิเลสา เอว อาสวา, อปิจ โข นานปฺปการา อุปทฺทวาปิ. อภิธมฺเม หิ ‘‘จตฺตาโร อาสวา – กามาสโว, ภวาสโว, ทิฏฺฐาสโว, อวิชฺชาสโว’’ติ (ธ. ส. ๑๑๐๒) กามราคาทโย กิเลสา อาสวาติ อาคตา. สุตฺเตปิ ‘‘นาหํ, จุนฺท, ทิฏฺฐธมฺมิกานํเยว อาสวานํ สํวราย ธมฺมํ เทเสมี’’ติ (ที. นิ. ๓.๑๘๒) เอตฺถ วิวาทมูลภูตา กิเลสา อาสวาติ อาคตา.

‘‘เยน เทวูปปตฺยสฺส, คนฺธพฺโพ วา วิหงฺคโม;

ยกฺขตฺตํ เยน คจฺเฉยฺย, มนุสฺสตฺตญฺจ อพฺพเช;

เต มยฺหํ, อาสวา ขีณา, วิทฺธสฺตา วินฬีกตา’’ติ. (อ. นิ. ๔.๓๖) –

เอตฺถ เตภูมกํ กมฺมํ อวเสสา จ อกุสลา ธมฺมา. ‘‘ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตายา’’ติ (ปารา. ๓๙) เอตฺถ ปรูปฆาตวิปฺปฏิสารวธพนฺธาทโย เจว อปายทุกฺขภูตา นานปฺปการา อุปทฺทวา จ.

เต ปเนเต อาสวา วินเย ‘‘ทิฏฺฐธมฺมิกานํ อาสวานํ สํวราย, สมฺปรายิกานํ อาสวานํ ปฏิฆาตายา’’ติ เทฺวธา อาคตา. สฬายตเน ‘‘ตโยเม, อาวุโส, อาสวา – กามาสโว, ภวาสโว, อวิชฺชาสโว’’ติ (สํ. นิ. ๔.๓๒๑) ติธา อาคตา. ตถา อญฺเญสุ สุตฺตนฺเตสุ. อภิธมฺเม เตเยว ทิฏฺฐาสเวน สทฺธึ จตุธา อาคตา. นิพฺเพธิกปริยาเย ปน ‘‘อตฺถิ, ภิกฺขเว, อาสวา นิรยคมนียา, อตฺถิ อาสวา ติรจฺฉานโยนิคมนียา, อตฺถิ อาสวา เปตฺติวิสยคมนียา, อตฺถิ อาสวา มนุสฺสโลกคมนียา, อตฺถิ อาสวา เทวโลกคมนียา’’ติ (อ. นิ. ๖.๖๓) ปญฺจธา อาคตา. กมฺมเมว เจตฺถ อาสวาติ อธิปฺเปตํ. ฉกฺกนิปาเต ‘‘อตฺถิ, ภิกฺขเว, อาสวา สํวรา ปหาตพฺพา’’ติอาทินา (อ. นิ. ๖.๕๘) นเยน ฉธา อาคตา. สพฺพาสวปริยาเย เตเยว ทสฺสนปหาตพฺเพหิ ธมฺเมหิ สทฺธึ สตฺตธา อาคตา. อิธ ปน อภิธมฺมปริยาเยน จตฺตาโร อาสวา อธิปฺเปตาติ เวทิตพฺพา.

ขยายาติ เอตฺถ ปน ‘‘โย อาสวานํ ขโย วโย เภโท ปริเภโท อนิจฺจตา อนฺตรธาน’’นฺติ อาสวานํ สรสเภโท อาสวานํ ขโยติ วุตฺโต. ‘‘ชานโต อหํ, ภิกฺขเว, ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามี’’ติ (ม. นิ. ๑.๑๕) เอตฺถ อาสวานํ ขีณากาโร นตฺถิภาโว อจฺจนฺตํ อสมุปฺปาโท อาสวกฺขโยติ วุตฺโต.

‘‘เสขสฺส สิกฺขมานสฺส, อุชุมคฺคานุสาริโน;

ขยสฺมึ ปฐมํ ญาณํ, ตโต อญฺญา อนนฺตรา’’ติ. (อิติวุ. ๖๒) –

เอตฺถ อริยมคฺโค อาสวกฺขโยติ วุตฺโต. ‘‘อาสวานํ ขยา สมโณ โหตี’’ติ (ม. นิ. ๑.๔๓๘) เอตฺถ ผลํ.

‘‘ปรวชฺชานุปสฺสิสฺส, นิจฺจํ อุชฺฌานสญฺญิโน;

อาสวา ตสฺส วฑฺฒนฺติ, อารา โส อาสวกฺขยา’’ติ. (ธ. ป. ๒๕๓) –

เอตฺถ นิพฺพานํ. อิธ ปน ผลํ สนฺธาย ‘‘อาสวานํ ขยายา’’ติ วุตฺตํ, อรหตฺตผลตฺถายาติ อตฺโถ.

สํเวชนีเยสุ ฐาเนสูติ สํเวคชนเกสุ ชาติอาทีสุ สํเวควตฺถูสุ. ชาติ, ชรา, พฺยาธิ, มรณํ, อปายทุกฺขํ, อตีเต วฏฺฏมูลกํ ทุกฺขํ, อนาคเต วฏฺฏมูลกํ ทุกฺขํ, ปจฺจุปฺปนฺเน อาหารปริเยฏฺฐิมูลกํ ทุกฺขนฺติ อิมานิ หิ สํเวควตฺถูนิ สํเวชนียฏฺฐานานิ นาม. อปิจ ‘‘อาทิตฺโต โลกสนฺนิวาโส อุยฺยุตฺโต ปยาโต กุมฺมคฺคปฺปฏิปนฺโน, อุปนียติ โลโก อทฺธุโว, อตาโณ โลโก อนภิสฺสโร, อสฺสโก โลโก, สพฺพํ ปหาย คมนียํ, อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโส’’ติเอวมาทีนิ (ปฏิ. ม. ๑.๑๑๗) เจตฺถ สํเวชนียฏฺฐานานีติ เวทิตพฺพานิ. สํเวชเนนาติ ชาติอาทิสํเวควตฺถูนิ ปฏิจฺจ อุปฺปนฺนภยสงฺขาเตน สํเวชเนน. อตฺถโต ปน สโหตฺตปฺปญาณํ สํเวโค นาม.

สํวิคฺคสฺสาติ คพฺโภกฺกนฺติกาทิวเสน อเนกวิเธหิ ชาติอาทิทุกฺเขหิ สํเวคชาตสฺส. ‘‘สํเวชิตฺวา’’ติ จ ปฐนฺติ. โยนิโส ปธาเนนาติ อุปายปธาเนน, สมฺมาวายาเมนาติ อตฺโถ. โส หิ ยถา อกุสลา ธมฺมา ปหียนฺติ, กุสลา ธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺติ, เอวํ ปทหนโต อุตฺตมภาวสาธนโต จ ‘‘ปธาน’’นฺติ วุจฺจติ. ตตฺถ สํเวเคน ภวาทีสุ กิญฺจิ ตาณํ เลณํ ปฏิสรณํ อปสฺสนฺโต ตตฺถ อโนลียนฺโต อลคฺคมานโส ตปฺปฏิปกฺเขน จ วินิวตฺติตวิสญฺญิโต อญฺญทตฺถุ นิพฺพานนินฺโน โหติ นิพฺพานโปโณ นิพฺพานปพฺภาโร. โส กลฺยาณมิตฺตสนฺนิสฺสเยน โยนิโสมนสิการพหุโล วิสุทฺธาสยปฺปโยโค สมถวิปสฺสนาสุ ยุตฺตปฺปยุตฺโต สพฺพสฺมิมฺปิ สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ วิรชฺชติ, วิปสฺสนํ อุสฺสุกฺกาเปติ. ตตฺถ ยทิทํ โยนิโสมนสิการพหุโล วิสุทฺธาสยปฺปโยโค สมถวิปสฺสนาสุ ยุตฺตปฺปยุตฺโต, เตนสฺส ทิฏฺเฐว ธมฺเม สุขโสมนสฺสพหุลตา เวทิตพฺพา. ยํ ปนายํ สมเถ ปติฏฺฐิโต วิปสฺสนาย ยุตฺตปฺปยุตฺโต สพฺพสฺมิมฺปิ สงฺขารคเต นิพฺพินฺทติ วิรชฺชติ, วิปสฺสนํ อุสฺสุกฺกาเปติ, เตนสฺส โยนิ อารทฺธา อาสวานํ ขยายาติ เวทิตพฺพํ.

คาถาสุ สํวิชฺเชเถวาติ สํวิชฺเชยฺย เอว สํเวคํ กเรยฺย เอว. ‘‘สํวิชฺชิตฺวานา’’ติ จ ปฐนฺติ. วุตฺตนเยน สํวิคฺโค หุตฺวาติ อตฺโถ. ปณฺฑิโตติ สปฺปญฺโญ, ติเหตุกปฏิสนฺธีติ วุตฺตํ โหติ. ปญฺญาย สมเวกฺขิยาติ สํเวควตฺถูนิ สํวิชฺชนวเสน ปญฺญาย สมฺมา อเวกฺขิย. อถ วา ปญฺญาย สมฺมา อเวกฺขิตฺวาติ. เสสํ สพฺพตฺถ อุตฺตานตฺถเมว.

ทสมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.

อิติ ปรมตฺถทีปนิยา อิติวุตฺตก-อฏฺฐกถาย

ทุกนิปาเต ปฐมวคฺควณฺณนา นิฏฺฐิตา.