๒. ทุติยวคฺโค
๑-๓. โมหปริญฺญาทิสุตฺตวณฺณนา
๑๑-๑๓. ทุติยวคฺเคปิ ปฐมาทีนิ ตีณิ สุตฺตานิ วุตฺตนยาเนว, ตถา เทสนาการณมฺปิ วุตฺตเมว.
๔. อวิชฺชานีวรณสุตฺตวณฺณนา
๑๔. จตุตฺเถ – ‘‘นาหํ, ภิกฺขเว’’ติอาทีสุ น-กาโร ปฏิเสธตฺโถ. อหนฺติ ภควา อตฺตานํ นิทฺทิสติ. อญฺญนฺติ อิทานิ วตฺตพฺพอวิชฺชานีวรณโต อญฺญํ. เอกนีวรณมฺปีติ เอกนีวรณธมฺมมฺปิ. สมนุปสฺสามีติ เทฺว สมนุปสฺสนา – ทิฏฺฐิสมนุปสฺสนา จ ญาณสมนุปสฺสนา จ. ตตฺถ ‘‘รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสตี’’ติอาทินา (อ. นิ. ๔.๒๐๐; ปฏิ. ม. ๑.๑๓๐) อาคตา อยํ ทิฏฺฐิสมนุปสฺสนา นาม. ‘‘อนิจฺจโต สมนุปสฺสติ, โน นิจฺจโต’’ติอาทินา (ปฏิ. ม. ๓.๓๕) ปน อาคตา อยํ ญาณสมนุปสฺสนา นาม. อิธาปิ ญาณสมนุปสฺสนาว อธิปฺเปตา. ‘‘สมนุปสฺสามี’’ติ จ ปทสฺส น-กาเรน สมฺพนฺโธ. อิทํ วุตฺตํ โหติ – ‘‘อหํ, ภิกฺขเว, สพฺพญฺญุตญฺญาณสงฺขาเตน สมนฺตจกฺขุนา สพฺพธมฺเม หตฺถามลกํ วิย โอโลเกนฺโตปิ อญฺญํ เอกนีวรณมฺปิ น สมนุปสฺสามี’’ติ.
เยน นีวรเณน นิวุตา ปชา ทีฆรตฺตํ สนฺธาวนฺติ สํสรนฺตีติ เยน นีวรณกสภาวตฺตา นีวรเณน ธมฺมสภาวํ ชานิตุํ ปสฺสิตุํ ปฏิวิชฺฌิตุํ อทตฺวา ฉาเทตฺวา ปริโยนนฺธิตฺวา ฐาเนน อนฺธกาเรน นิวุตา สตฺตา อนาทิมตสํสาเร อปริมาเณ กปฺเป มหนฺเตสุ เจว ขุทฺทเกสุ จ ภวาทีสุ อปราปรุปฺปตฺติวเสน สพฺพโต ธาวนฺติ เจว สํสรนฺติ, จ. อารมฺมณนฺตรสงฺกมนวเสน วา สนฺธาวนํ, ภวนฺตรสงฺกมนวเสน สํสรณํ. กิเลสานํ พลวภาเวน วา สนฺธาวนํ, ทุพฺพลภาเวน สํสรณํ. ขณิกมรณวเสน วา เอกชาติยํ สนฺธาวนํ, โวหารมรณวเสน อเนกาสุ ชาตีสุ สํสรณํ. จิตฺตวเสน วา สนฺธาวนํ, ‘‘จิตฺตมสฺส วิธาวตี’’ติ หิ วุตฺตํ, กมฺมวเสน สํสรณํ. เอวํ สนฺธาวนสํสรณานํ วิเสโส เวทิตพฺโพ.
ยถยิทนฺติ ยถา อิทํ. ย-กาโร ปทสนฺธิกโร, สนฺธิวเสน รสฺสตฺตํ. อวิชฺชานีวรณนฺติ เอตฺถ ปูเรตุํ อยุตฺตฏฺเฐน กายทุจฺจริตาทิ อวินฺทิยํ นาม, อลทฺธพฺพนฺติ อตฺโถ. ตํ อวินฺทิยํ วินฺทตีติ อวิชฺชา. วิปรีตโต กายสุจริตาทิ วินฺทิยํ นาม, ตํ วินฺทิยํ น วินฺทตีติ อวิชฺชา. ขนฺธานํ ราสฏฺฐํ, อายตนานํ อายตนฏฺฐํ, ธาตูนํ สุญฺญฏฺฐํ, อินฺทฺริยานํ อาธิปเตยฺยฏฺฐํ, สจฺจานํ ตถฏฺฐํ ทุกฺขาทีนํ ปีฬนาทิวเสน วุตฺตํ จตุพฺพิธํ อตฺถํ อวิทิตํ กโรตีติปิ อวิชฺชา. อนฺตวิรหิเต สํสาเร สตฺเต ชวาเปตีติ วา อวิชฺชา, ปรมตฺถโต วา อวิชฺชมาเนสุ อิตฺถิปุริสาทีสุ ชวติ ปวตฺตติ, วิชฺชมาเนสุ ขนฺธาทีสุ น ชวติ, น ปวตฺตตีติ อวิชฺชา. อปิจ จกฺขุวิญฺญาณาทีนํ วตฺถารมฺมณานํ ปฏิจฺจสมุปฺปาทปฏิจฺจสมุปฺปนฺนานญฺจ ธมฺมานํ ฉาทนโตปิ อวิชฺชา. อวิชฺชาว นีวรณนฺติ อวิชฺชานีวรณํ.
อวิชฺชานีวรเณน หิ, ภิกฺขเว, นิวุตา ปชา ทีฆรตฺตํ สนฺธาวนฺติ สํสรนฺตีติ อิทํ ปุริมสฺเสว ทฬฺหีกรณตฺถํ วุตฺตํ. ปุริมํ วา – ‘‘ยถยิทํ, ภิกฺขเว, อวิชฺชานีวรณ’’นฺติ เอวํ โอปมฺมทสฺสนวเสน วุตฺตํ, อิทํ นีวรณานุภาวทสฺสนวเสน. กสฺมา ปเนตฺถ อวิชฺชาว เอวํ วุตฺตา, น อญฺเญ ธมฺมาติ? อาทีนวปฏิจฺฉาทเนน กามจฺฉนฺทาทีนํ วิเสสปฺปจฺจยภาวโต. ตถา หิ ตาย ปฏิจฺฉาทิตาทีนเว วิสเย กามจฺฉนฺทาทโย ปวตฺตนฺติ.
นตฺถญฺโญติ อาทิกา คาถา วุตฺตสฺส อวุตฺตสฺส จ อตฺถสฺส สงฺคณฺหนวเสน ภาสิตา. ตตฺถ นิวุตาติ นิวาริตา ปลิคุณฺฐิตา, ปฏิจฺฉาทิตาติ อตฺโถ. อโหรตฺตนฺติ ทิวา เจว รตฺติญฺจ, สพฺพกาลนฺติ วุตฺตํ โหติ. ยถา โมเหน อาวุตาติ เยน ปกาเรน อวิชฺชานีวรณสงฺขาเตน โมเหน อาวุตา ปฏิจฺฉาทิตา สุวิญฺเญยฺยมฺปิ อชานนฺติโย ปชา สํสาเร สํสรนฺติ, ตถารูโป อญฺโญ เอกธมฺโมปิ เอกนีวรณมฺปิ นตฺถีติ โยเชตพฺพํ. เย จ โมหํ ปหนฺตฺวาน, ตโมขนฺธํ ปทาลยุนฺติ เย ปน อริยสาวกา ปุพฺพภาเค ตทงฺคาทิปฺปหานวเสน, เหฏฺฐิมมคฺเคหิ วา ตํตํมคฺควชฺฌํ โมหํ ปชหิตฺวา อคฺคมคฺเคน วชิรูปมญาเณน โมหสงฺขาตเมว ตโมราสึ ปทาลยึสุ, อนวเสสโต สมุจฺฉินฺทึสุ. น เต ปุน สํสรนฺตีติ เต อรหนฺโต –
‘‘ขนฺธานญฺจ ปฏิปาฏิ, ธาตุอายตนาน จ;
อพฺโพจฺฉินฺนํ วตฺตมานา, สํสาโรติ ปวุจฺจตี’’ติ. –
เอวํ วุตฺเต อิมสฺมึ สํสาเร น สํสรนฺติ น ปริพฺภมนฺติ. กึ การณา? เหตุ เตสํ น วิชฺชติ, ยสฺมา สํสารสฺส เหตุ มูลการณํ อวิชฺชา, สา เตสํ น วิชฺชติ, สพฺพโส นตฺถิ สมุจฺฉินฺนตฺตาติ.
จตุตฺถสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
๕. ตณฺหาสํโยชนสุตฺตวณฺณนา
๑๕. ปญฺจเม ยสฺส วิชฺชติ, ตํ ปุคฺคลํ ทุกฺเขหิ, กมฺมํ วา วิปาเกหิ, ภวโยนิคติวิญฺญาณฏฺฐิติสตฺตาวาเส วา ภวนฺตราทีหิ สํโยเชตีติ สํโยชนํ. ตณฺหายนฏฺเฐน ตณฺหา, ตสติ สยํ ปริตสติ, ตสนฺติ วา เอตายาติ ตณฺหา. สญฺญุตฺตาติ จกฺขาทีสุ อภินิเวสวตฺถูสุ พทฺธา. เสสํ วุตฺตนยเมว. กามญฺเจตฺถ อวิชฺชายปิ สํโยชนภาโว ตณฺหาย จ นีวรณภาโว อตฺถิเยว, ตถาปิ อวิชฺชาย ปฏิจฺฉาทิตาทีนเวหิ ภเวหิ ตณฺหา สตฺเต สํโยเชตีติ อิมสฺส วิเสสสฺส ทสฺสนตฺถํ ปุริมสุตฺเต อวิชฺชา นีวรณภาเวน, อิธ จ ตณฺหา สํโยชนภาเวเนว วุตฺตา. กิญฺจ นีวรณสํโยชนปฺปธานสฺส ทสฺสนตฺถํ. ยถา หิ นีวรณภาเวน อวิชฺชา สํกิเลสธมฺมานํ ปธานภูตา ปุพฺพงฺคมา จ, เอวํ สํโยชนภาเวน เนสํ ตณฺหาติ ตทธีนปฺปธานภาวํ ทสฺเสตุํ สุตฺตทฺวเย เอวเมเต ธมฺมา วุตฺตา. อปิจ วิเสเสน อวิชฺชา นิพฺพานสุขํ นิวาเรตีติ ‘‘นีวรณ’’นฺติ วุตฺตา, ตณฺหา สํสารทุกฺเขน สตฺเต สํโยเชตีติ ‘‘สํโยชน’’นฺติ.
ทสฺสนคมนนฺตรายกรณโต วา วิชฺชาจรณวิปกฺขโต ทฺวยํ ทฺวิธา วุตฺตํ. วิชฺชาย หิ อุชุวิปจฺจนีกภูตา อวิชฺชา นิพฺพานทสฺสนสฺส อวิปรีตทสฺสนสฺส จ วิเสสโต อนฺตรายกรา, จรณธมฺมานํ อุชุวิปจฺจนีกภูตา ตณฺหา คมนสฺส สมฺมาปฏิปตฺติยา อนฺตรายกราติ; เอวมยํ อวิชฺชาย นิวุโต อนฺธีกโต ตณฺหาย สํวุโต พทฺโธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อนฺโธ วิย พทฺโธ มหากนฺตารํ, สํสารกนฺตารํ นาติวตฺตติ. อนตฺถุปฺปตฺติเหตุทฺวยทสฺสนตฺถมฺปิ ทฺวยํ ทฺวิธา วุตฺตํ. อวิชฺชาคโต หิ ปุคฺคโล พาลภาเวน อตฺถํ ปริหาเปติ, อนตฺถญฺจ อตฺตโน กโรติ, อกุสโล วิย อาตุโร อสปฺปายกิริยาย. ชานนฺโตปิ พาโล พาลภาเวน อตฺถํ ปริหาเปติ, อนตฺถญฺจ กโรติ ชานนฺโต วิย โรคี อสปฺปายเสวี. มกฺกฏาเลโปปมสุตฺตํ เจตสฺส อตฺถสฺส สาธกํ.
ปฏิจฺจสมุปฺปาทสฺส มูลการณทสฺสนตฺถมฺเปตฺถ ทฺวยํ ทฺวิธา วุตฺตํ. วิเสเสน หิ สมฺโมหสฺส พลวภาวโต อวิชฺชาเขตฺตํ อตีโต อทฺธา, ปตฺถนาย พลวภาวโต ตณฺหาเขตฺตํ อนาคโต อทฺธา. ตถา หิ พาลชโน สมฺโมหพหุโล อตีตมนุโสจติ, ตสฺส อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขาราติ สพฺพํ เนตพฺพํ. ปตฺถนาพหุโล อนาคตํ ปชปฺปติ, ตสฺส ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานนฺติอาทิ สพฺพํ เนตพฺพํ. เตเนว ตาสํ ปุพฺพนฺตาหรเณน อปรนฺตปฏิสนฺธาเนน จสฺส ยถากฺกมํ มูลการณตา ทสฺสิตาติ เวทิตพฺพนฺติ.
คาถาสุ ตณฺหาทุติโยติ ตณฺหาสหาโย. ตณฺหา หิ นิรุทกกนฺตาเร มรีจิกาย อุทกสญฺญา วิย ปิปาสาภิภูตํ อปฺปฏิการทุกฺขาภิภูตมฺปิ สตฺตํ อสฺสาทสนฺทสฺสนวเสน สหายกิจฺจํ กโรนฺตี ภวาทีสุ อนิพฺพินฺทํ กตฺวา ปริพฺภมาเปติ, ตสฺมา ตณฺหา ปุริสสฺส ‘‘ทุติยา’’ติ วุตฺตา. นนุ จ อญฺเญปิ กิเลสาทโย ภวาภินิพฺพตฺติยา ปจฺจยาว? สจฺจเมตํ, น ปน ตถา วิเสสปฺปจฺจโย ยถา ตณฺหา. ตถา หิ สา กุสเลหิ วินา อกุสเลหิ, กามาวจราทิกุสเลหิ จ วินา รูปาวจราทิกุสเลหิ ภวนิพฺพตฺติยา วิเสสปฺปจฺจโย, ยโต สมุทยสจฺจนฺติ วุจฺจตีติ. อิตฺถภาวญฺญถาภาวนฺติ อิตฺถภาโว จ อญฺญถาภาโว จ อิตฺถภาวญฺญถาภาโว. โส เอตสฺส อตฺถีติ อิตฺถภาวญฺญถาภาโว สํสาโร, ตํ ตตฺถ อิตฺถภาโว มนุสฺสตฺตํ, อญฺญถาภาโว ตโต อวสิฏฺฐสตฺตาวาสา. อิตฺถภาโว วา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ปจฺจุปฺปนฺโน อตฺตภาโว, อญฺญถาภาโว อนาคตตฺตภาโว. เอวรูโป วา อญฺโญปิ อตฺตภาโว อิตฺถภาโว, น เอวรูโป อญฺญถาภาโว. ตํ อิตฺถภาวญฺญถาภาวํ สํสารํ ขนฺธธาตุอายตนปฏิปาฏึ นาติวตฺตติ, น อติกฺกมติ.
เอตมาทีนวํ ญตฺวา, ตณฺหํ ทุกฺขสฺส สมฺภวนฺติ เอตํ สกลวฏฺฏทุกฺขสฺส สมฺภวํ สมุทยํ ตณฺหํ อาทีนวํ อาทีนวโต ญตฺวาติ อตฺโถ. อถ วา เอตมาทีนวํ ญตฺวาติ เอตํ ยถาวุตฺตํ สํสารนาติวตฺตนํ อาทีนวํ โทสํ ญตฺวา. ตณฺหํ ทุกฺขสฺส สมฺภวนฺติ ตณฺหญฺจ วุตฺตนเยน วฏฺฏทุกฺขสฺส ปธานการณนฺติ ญตฺวา. วีตตโณฺห อนาทาโน, สโต ภิกฺขุ, ปริพฺพเชติ เอวํ ตีหิ ปริญฺญาหิ ปริชานนฺโต วิปสฺสนํ วฑฺเฒตฺวา มคฺคปฏิปาฏิยา ตณฺหํ วิคเมนฺโต อคฺคมคฺเคน สพฺพโส วีตตโณฺห วิคตตโณฺห, ตโต เอว จตูสุ อุปาทาเนสุ กสฺสจิปิ อภาเวน อายตึ ปฏิสนฺธิสงฺขาตสฺส วา อาทานสฺส อภาเวน อนาทาโน, สติเวปุลฺลปฺปตฺติยา สพฺพตฺถ สโตการิตาย สโต ภินฺนกิเลโส ภิกฺขุ ปริพฺพเช จเรยฺย, ขนฺธปรินิพฺพาเนน วา สงฺขารปฺปวตฺติโต อปคจฺเฉยฺยาติ อตฺโถ.
ปญฺจมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
๖. ปฐมเสขสุตฺตวณฺณนา
๑๖. ฉฏฺเฐ เสขสฺสาติ เอตฺถ เกนฏฺเฐน เสโข? เสกฺขธมฺมปฏิลาภโต เสโข. วุตฺตเญฺหตํ –
‘‘กิตฺตาวตา นุ โข, ภนฺเต, เสโข โหตีติ? อิธ, ภิกฺขุ, เสขาย สมฺมาทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต โหติ…เป… เสเขน สมฺมาสมาธินา สมนฺนาคโต โหติ. เอตฺตาวตา โข, ภิกฺขุ, เสโข โหตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๑๓).
อปิจ สิกฺขตีติ เสโข. วุตฺตมฺปิ เจตํ –
‘‘สิกฺขตีติ โข, ภิกฺขุ, ตสฺมา เสโขติ วุจฺจติ. กิญฺจ สิกฺขติ? อธิสีลมฺปิ สิกฺขติ, อธิจิตฺตมฺปิ สิกฺขติ, อธิปญฺญมฺปิ สิกฺขติ. สิกฺขตีติ โข, ภิกฺขุ, ตสฺมา เสโขติ วุจฺจตี’’ติ (อ. นิ. ๓.๘๖).
โยปิ กลฺยาณปุถุชฺชโน อนุโลมปฺปฏิปทาย ปริปูรการี สีลสมฺปนฺโน อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวาโร โภชเน มตฺตญฺญู ชาคริยานุโยคมนุยุตฺโต ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต วิหรติ – ‘‘อชฺช วา เสฺว วา อญฺญตรํ สามญฺญผลํ อธิคมิสฺสามี’’ติ, โสปิ วุจฺจติ สิกฺขตีติ เสโขติ. อิมสฺมึ อตฺเถ น ปฏิวิชฺฌนฺโตว เสโข อธิปฺเปโต, อถ โข กลฺยาณปุถุชฺชโนปิ. อปฺปตฺตํ มานสํ เอเตนาติ อปฺปตฺตมานโส. มานสนฺติ ‘‘อนฺตลิกฺขจโร ปาโส, ยฺวายํ จรติ มานโส’’ติ (สํ. นิ. ๑.๑๕๑; มหาว. ๓๓) เอตฺถ ราโค มานสนฺติ วุตฺโต. ‘‘จิตฺตํ มโน มานส’’นฺติ (ธ. ส. ๖๓, ๖๕) เอตฺถ จิตฺตํ. ‘‘อปฺปตฺตมานโส เสโข, กาลํ กยิรา ชเน สุตา’’ติ (สํ. นิ. ๑.๑๕๙) เอตฺถ อรหตฺตํ. อิธาปิ อรหตฺตเมว อธิปฺเปตํ. เตน อปฺปตฺตอรหตฺตสฺสาติ วุตฺตํ โหติ.
อนุตฺตรนฺติ เสฏฺฐํ, อสทิสนฺติ อตฺโถ. จตูหิ โยเคหิ เขมํ อนุปทฺทุตนฺติ โยคกฺเขมํ, อรหตฺตเมว อธิปฺเปตํ. ปตฺถยมานสฺสาติ เทฺว ปตฺถนา ตณฺหาปตฺถนา, กุสลจฺฉนฺทปตฺถนา จ. ‘‘ปตฺถยมานสฺส หิ ชปฺปิตานิ, ปเวธิตํ วาปิ ปกปฺปิเตสู’’ติ (สุ. นิ. ๙๐๘; มหานิ. ๑๓๗) เอตฺถ ตณฺหาปตฺถนา.
‘‘ฉินฺนํ ปาปิมโต โสตํ, วิทฺธสฺตํ วินฬีกตํ;
ปาโมชฺชพหุลา โหถ, เขมํ ปตฺเถถ ภิกฺขโว’’ติ. (ม. นิ. ๑.๓๕๒);
เอตฺถ กตฺตุกมฺยตากุสลจฺฉนฺทปตฺถนา, อยเมว อิธาธิปฺเปตา. เตน ปตฺถยมานสฺสาติ ตํ โยคกฺเขมํ คนฺตุกามสฺส ตนฺนินฺนสฺส ตปฺโปณสฺส ตปฺปพฺภารสฺสาติ อตฺโถ. วิหรโตติ เอกํ อิริยาปถทุกฺขํ อญฺเญน อิริยาปเถน วิจฺฉินฺทิตฺวา อปริปตนฺตํ อตฺตภาวํ หรโต. อถ วา ‘‘สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย วิหรตี’’ติอาทินา นิทฺเทสนเยน เจตฺถ อตฺโถ ทฏฺฐพฺโพ. อชฺฌตฺติกนฺติ นิยกชฺฌตฺตสงฺขาเต อชฺฌตฺเต ภวํ อชฺฌตฺติกํ. องฺคนฺติ การณํ. อิติ กริตฺวาติ เอวํ กตฺวา. น อญฺญํ เอกงฺคมฺปิ สมนุปสฺสามีติ เอตฺถ อยํ สงฺเขปตฺโถ – ภิกฺขเว, อชฺฌตฺตํ อตฺตโน สนฺตาเน สมุฏฺฐิตํ การณนฺติ กตฺวา อญฺญํ เอกการณมฺปิ น สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ พหูปการํ, ยถยิทํ โยนิโส มนสิกาโรติ อุปายมนสิกาโร, ปถมนสิกาโร, อนิจฺจาทีสุ อนิจฺจาทินเยเนว มนสิกาโร, อนิจฺจานุโลมิเกน วา จิตฺตสฺส อาวฏฺฏนา อนฺวาวฏฺฏนา อาโภโค สมนฺนาหาโร มนสิกาโร. อยํ โยนิโส มนสิกาโร.
อิทานิ โยนิโส มนสิการสฺส อานุภาวํ ทสฺเสตุํ ‘‘โยนิโส, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ มนสิ กโรนฺโต อกุสลํ ปชหติ, กุสลํ ภาเวตี’’ติ วุตฺตํ. ตตฺถ โยนิโส มนสิ กโรนฺโตติ ‘‘อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ, อยํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ, อยํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ, อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจ’’นฺติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ โยนิโส มนสิการํ ปวตฺเตนฺโต.
ตตฺรายํ อตฺถวิภาวนา – ยทิปิ อิทํ สุตฺตํ อวิเสเสน เสกฺขปุคฺคลวเสน อาคตํ, จตุมคฺคสาธารณวเสน ปน สงฺเขเปเนว กมฺมฏฺฐานํ กถยิสฺสาม. โย จตุสจฺจกมฺมฏฺฐานิโก โยคาวจโร ‘‘ตณฺหาวชฺชา เตภูมกา ขนฺธา ทุกฺขํ, ตณฺหา สมุทโย, อุภินฺนํ อปฺปวตฺติ นิโรโธ, นิโรธสมฺปาปโก มคฺโค’’ติ เอวํ ปุพฺเพ เอว อาจริยสนฺติเก อุคฺคหิตจตุสจฺจกมฺมฏฺฐาโน. โส อปเรน สมเยน วิปสฺสนามคฺคํ สมารุโฬฺห สมาโน เตภูมเก ขนฺเธ ‘‘อิทํ ทุกฺข’’นฺติ โยนิโส มนสิ กโรติ, อุปาเยน ปเถน สมนฺนาหรติ เจว วิปสฺสติ จ. วิปสฺสนา หิ อิธ มนสิการสีเสน วุตฺตา. ยา ปนายํ ตสฺส ทุกฺขสฺส สมุฏฺฐาปิกา ปุริมภวิกา ตณฺหา, อยํ ทุกฺขสมุทโยติ โยนิโส มนสิ กโรติ. ยสฺมา ปน อิทํ ทุกฺขํ, อยญฺจ สมุทโย อิทํ ฐานํ ปตฺวา นิรุชฺฌนฺติ น ปวตฺตนฺติ, ตสฺมา ยทิทํ นิพฺพานํ นาม, อยํ ทุกฺขนิโรโธติ โยนิโส มนสิ กโรติ. นิโรธสมฺปาปกํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ, ‘‘อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา’’ติ โยนิโส มนสิ กโรติ, อุปาเยน ปเถน สมนฺนาหรติ เจว วิปสฺสติ จ.
ตตฺรายํ อุปาโย – อภินิเวโส นาม ขนฺเธ โหติ, น วิวฏฺเฏ, ตสฺมา อยมตฺโถ – ‘‘อิมสฺมึ กาเย ปถวีธาตุ, อาโปธาตู’’ติอาทินา (ที. นิ. ๒.๓๗๘) นเยน จตฺตาริ มหาภูตานิ ตทนุสาเรน อุปาทารูปานิ จ ปริคฺคเหตฺวา ‘‘อยํ รูปกฺขนฺโธ’’ติ ววตฺถเปติ. ตํ ววตฺถาปยโต อุปฺปนฺเน ตทารมฺมเณ จิตฺตเจตสิกธมฺเม ‘‘อิเม จตฺตาโร อรูปกฺขนฺธา’’ติ ววตฺถเปติ. ตโต ‘‘อิเม ปญฺจกฺขนฺธา ทุกฺข’’นฺติ ววตฺถเปติ. เต ปน สงฺเขปโต นามญฺจ รูปญฺจาติ เทฺว ภาคา โหนฺติ. อิทญฺจ นามรูปํ สเหตุ สปฺปจฺจยํ อุปฺปชฺชติ, ตสฺส อยํ อวิชฺชาภวตณฺหาทิโก เหตุ, อยํ อาหาราทิโก ปจฺจโยติ เหตุปฺปจฺจเย ววตฺถเปติ. โส เตสํ ปจฺจยานญฺจ ปจฺจยุปฺปนฺนานญฺจ ยาถาวสรสลกฺขณํ ววตฺถเปตฺวา ‘‘อิเม ธมฺมา อหุตฺวา ภวนฺติ, หุตฺวา นิรุชฺฌนฺติ, ตสฺมา อนิจฺจา’’ติ อนิจฺจลกฺขณํ อาโรเปติ, ‘‘อุทยพฺพยปฏิปีฬิตตฺตา ทุกฺขา’’ติ ทุกฺขลกฺขณํ อาโรเปติ, ‘‘อวสวตฺตนโต อนตฺตา’’ติ อนตฺตลกฺขณํ อาโรเปติ.
เอวํ ติลกฺขณานิ อาโรเปตฺวา วิปสฺสนฺโต อุทยพฺพยญาณุปฺปตฺติยา อุปฺปนฺเน โอภาสาทิเก วิปสฺสนุปกฺกิเลเส ‘อมคฺโค’ติ อุทยพฺพยญาณเมว ‘‘อริยมคฺคสฺส อุปายภูโต ปุพฺพภาคมคฺโค’’ติ มคฺคามคฺคํ ววตฺถเปตฺวา ปุน อุทยพฺพยญาณํ ปฏิปาฏิยา ภงฺคญาณาทีนิ จ อุปฺปาเทนฺโต โสตาปตฺติมคฺคาทโย ปาปุณาติ. ตสฺมึ ขเณ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฺปฏิเวเธเนว ปฏิวิชฺฌติ, เอกาภิสมเยน อภิสเมติ. ตตฺถ ทุกฺขํ ปริญฺญาปฏิเวเธน ปฏิวิชฺฌนฺโต, สมุทยํ ปหานปฺปฏิเวเธน ปฏิวิชฺฌนฺโต สพฺพํ อกุสลํ ปชหติ, นิโรธํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวเธน ปฏิวิชฺฌนฺโต มคฺคํ ภาวนาปฏิเวเธน ปฏิวิชฺฌนฺโต สพฺพํ กุสลํ ภาเวติ. อริยมคฺโค หิ นิปฺปริยายโต กุจฺฉิตสลนาทิอตฺเถน กุสโล, ตสฺมิญฺจ ภาวิเต สพฺเพปิ กุสลา อนวชฺชโพธิปกฺขิยธมฺมา ภาวนาปาริปูรึ คจฺฉนฺตีติ. เอวํ โยนิโส มนสิ กโรนฺโต อกุสลํ ปชหติ, กุสลํ ภาเวติ. ตถา หิ วุตฺตํ – ‘‘อิทํ ทุกฺขนฺติ โยนิโส มนสิ กโรติ, อยํ ทุกฺขสมุทโยติ โยนิโส มนสิ กโรตี’’ติอาทิ (ม. นิ. ๑.๒๑). อปรมฺปิ วุตฺตํ ‘‘โยนิโส มนสิการสมฺปนฺนสฺเสตํ, ภิกฺขเว, ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ – อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ ภาเวสฺสติ, อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พหุลีกริสฺสตี’’ติ (สํ. นิ. ๕.๕๕).
โยนิโส มนสิกาโรติ คาถาย อยํ สงฺเขปตฺโถ – สิกฺขติ, สิกฺขาปทานิ ตสฺส อตฺถิ, สิกฺขนสีโลติ วา เสโข. สํสาเร ภยํ อิกฺขตีติ ภิกฺขุ. ตสฺส เสขสฺส ภิกฺขุโน อุตฺตมตฺถสฺส อรหตฺตสฺส ปตฺติยา อธิคมาย ยถา โยนิโส มนสิกาโร, เอวํ พหุกาโร พหูปกาโร อญฺโญ โกจิ ธมฺโม นตฺถิ. กสฺมา? ยสฺมา โยนิโส อุปาเยน มนสิการํ ปุรกฺขตฺวา ปทหํ จตุพฺพิธสมฺมปฺปธานวเสน ปทหนฺโต, ขยํ ทุกฺขสฺส ปาปุเณ สํกิเลสวฏฺฏทุกฺขสฺส ปริกฺขยํ ปริโยสานํ นิพฺพานํ ปาปุเณ อธิคจฺเฉยฺย, ตสฺมา โยนิโส มนสิกาโร พหุกาโรติ.
ฉฏฺฐสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
๗. ทุติยเสขสุตฺตวณฺณนา
๑๗. สตฺตเม พาหิรนฺติ อชฺฌตฺตสนฺตานโต พหิ ภวํ. กลฺยาณมิตฺตตาติ ยสฺส สีลาทิคุณสมฺปนฺโน อฆสฺส ฆาตา, หิตสฺส วิธาตา สพฺพากาเรน อุปการโก มิตฺโต โหติ, โส ปุคฺคโล กลฺยาณมิตฺโต, ตสฺส ภาโว กลฺยาณมิตฺตตา. ตตฺรายํ กลฺยาณมิตฺโต ปกติยา สทฺธาสมฺปนฺโน โหติ สีลสมฺปนฺโน สุตสมฺปนฺโน จาคสมฺปนฺโน วีริยสมฺปนฺโน สติสมฺปนฺโน สมาธิสมฺปนฺโน ปญฺญาสมฺปนฺโน. ตตฺถ สทฺธาสมฺปตฺติยา สทฺทหติ ตถาคตสฺส โพธึ, เตน สมฺมาสมฺโพธิเหตุภูตํ สตฺเตสุ หิตสุเขสิตํ น ปริจฺจชติ, สีลสมฺปตฺติยา สพฺรหฺมจารีนํ ปิโย โหติ ครุ จ ภาวนีโย โจทโก ปาปครหี วตฺตา วจนกฺขโม, สุตสมฺปตฺติยา ขนฺธายตนสจฺจปฏิจฺจสมุปฺปาทาทิกานํ คมฺภีรานํ กถานํ กตฺตา โหติ, จาคสมฺปตฺติยา อปฺปิจฺโฉ โหติ สนฺตุฏฺโฐ ปวิวิตฺโต อสํสฏฺโฐ, วีริยสมฺปตฺติยา อตฺตโน ปเรสญฺจ หิตปฺปฏิปตฺติยํ อารทฺธวีริโย โหติ, สติสมฺปตฺติยา อุปฏฺฐิตสฺสติ โหติ ปรเมน สติเนปกฺเกน สมนฺนาคโต จิรกตมฺปิ จิรภาสิตมฺปิ สริตา อนุสฺสริตา, สมาธิสมฺปตฺติยา อวิกฺขิตฺโต โหติ สมาหิโต เอกคฺคจิตฺโต, ปญฺญาสมฺปตฺติยา อวิปรีตํ ปชานาติ. โส สติยา กุสลากุสลานํ ธมฺมานํ คติโย สมเนฺวสนฺโต ปญฺญาย สตฺตานํ หิตสุขํ ยถาภูตํ ชานิตฺวา สมาธินา ตตฺถ อพฺยคฺคจิตฺโต หุตฺวา วีริเยน สตฺเต อหิตโต นิเสเธตฺวา เอกนฺตหิเต นิโยเชติ. เตเนวาห –
‘‘ปิโย ครุ ภาวนีโย, วตฺตา จ วจนกฺขโม;
คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา, โน จาฏฺฐาเน นิโยชโก’’ติ. (เนตฺติ. ๑๑๓);
กลฺยาณมิตฺโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ อกุสลํ ปชหติ, กุสลํ ภาเวตีติ กลฺยาณมิตฺโต ปุคฺคโล กลฺยาณมิตฺตํ นิสฺสาย กมฺมสฺสกตาญาณํ อุปฺปาเทติ, อุปฺปนฺนํ สทฺธํ ผาตึ กโรติ, สทฺธาชาโต อุปสงฺกมติ อุปสงฺกมิตฺวา ธมฺมํ สุณาติ. ตํ ธมฺมํ สุตฺวา ตถาคเต สทฺธํ ปฏิลภติ, เตน สทฺธาปฏิลาเภน ฆราวาสํ ปหาย ปพฺพชฺชํ อนุติฏฺฐติ, จตุปาริสุทฺธิสีลํ สมฺปาเทติ, ยถาพลํ ธุตธมฺเม สมาทาย วตฺตติ, ทสกถาวตฺถุลาภี โหติ, อารทฺธวีริโย วิหรติ อุปฏฺฐิตสฺสติ สมฺปชาโน ปุพฺพรตฺตาปรรตฺตํ โพธิปกฺขิยานํ ธมฺมานํ ภาวนานุโยคมนุยุตฺโต, นจิรสฺเสว วิปสฺสนํ อุสฺสุกฺกาเปตฺวา อริยมคฺคาธิคเมน สพฺพํ อกุสลํ สมุจฺฉินฺทติ, สพฺพญฺจ กุสลํ ภาวนาปาริปูรึ คเมนฺโต วฑฺเฒติ. วุตฺตเญฺหตํ –
‘‘กลฺยาณมิตฺตสฺเสตํ, เมฆิย, ภิกฺขุโน ปาฏิกงฺขํ กลฺยาณสหายสฺส กลฺยาณสมฺปวงฺกสฺส ‘ยํ สีลวา ภวิสฺสติ, ปาติโมกฺขสํวรสํวุโต วิหริสฺสติ อาจารโคจรสมฺปนฺโน, อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ, ภยทสฺสาวี สมาทาย สิกฺขิสฺสติ, สิกฺขาปเทสุ’.
‘‘กลฺยาณมิตฺตสฺเสตํ…เป… กลฺยาณสมฺปวงฺกสฺส ‘ยํ ยายํ กถา อภิสลฺเลขิกา เจโตวิวรณสปฺปายา เอกนฺตนิพฺพิทาย…เป… นิพฺพานาย สํวตฺตติ. เสยฺยถิทํ – อปฺปิจฺฉกถา, สนฺตุฏฺฐิกถา, ปวิเวกกถา, อสํสคฺคกถา, วีริยารมฺภกถา, สีลกถา, สมาธิกถา…เป… วิมุตฺติญาณทสฺสนกถา. เอวรูปาย กถาย นิกามลาภี ภวิสฺสติ อกิจฺฉลาภี อกสิรลาภี’.
‘‘กลฺยาณมิตฺตสฺเสตํ …เป… กลฺยาณสมฺปวงฺกสฺส ‘ยํ อารทฺธวีริโย วิหริสฺสติ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย กุสลานํ ธมฺมานํ อุปสมฺปทาย ถามวา ทฬฺหปรกฺกโม อนิกฺขิตฺตธุโร กุสเลสุ ธมฺเมสุ’.
‘‘กลฺยาณมิตฺตสฺเสตํ…เป… กลฺยาณสมฺปวงฺกสฺส ‘ยํ ปญฺญวา ภวิสฺสติ, อุทยตฺถคามินิยา ปญฺญาย สมนฺนาคโต อริยาย นิพฺเพธิกาย สมฺมา ทุกฺขกฺขยคามินิยา’’’ติ (อุทา. ๓๑).
เอวํ สกลวฏฺฏทุกฺขปริมุจฺจนนิมิตฺตํ กลฺยาณมิตฺตตาติ เวทิตพฺพํ. เตเนวาห –
‘‘มมญฺหิ, อานนฺท, กลฺยาณมิตฺตํ อาคมฺม ชาติธมฺมา สตฺตา ชาติยา ปริมุจฺจนฺติ, ชราธมฺมา สตฺตา ชราย ปริมุจฺจนฺตี’’ติอาทิ (สํ. นิ. ๑.๑๒๙).
เตน วุตฺตํ – ‘‘กลฺยาณมิตฺโต, ภิกฺขเว, ภิกฺขุ อกุสลํ ปชหติ, กุสลํ ภาเวตี’’ติ.
คาถาย สปฺปติสฺโสติ ปติสฺสวสงฺขาเตน สห ปติสฺเสนาติ สปฺปติสฺโส, กลฺยาณมิตฺตสฺส โอวาทํ สิรสา สมฺปฏิจฺฉโก สุพฺพโจติ อตฺโถ. อถ วา หิตสุเข ปติฏฺฐาปเนน ปติ อิเสตีติ ปติสฺโส, โอวาททายโก. ครุอาทรโยเคน เตน ปติสฺเสน สห วตฺตตีติ สปฺปติสฺโส, ครูสุ ครุจิตฺตีการพหุโล. สคารโวติ ฉพฺพิเธนปิ คารเวน ยุตฺโต. กรํ มิตฺตานํ วจนนฺติ กลฺยาณมิตฺตานํ โอวาทํ กโรนฺโต ยโถวาทํ ปฏิปชฺชนฺโต. สมฺปชาโนติ สตฺตฏฺฐานิเยน สมฺปชญฺเญน สมนฺนาคโต. ปติสฺสโตติ กมฺมฏฺฐานํ ผาตึ, คเมตุํ สมตฺถาย สติยา ปติสฺสโต สโตการี. อนุปุพฺเพนาติ สีลาทิวิสุทฺธิปฏิปาฏิยา, ตตฺถ จ วิปสฺสนาปฏิปาฏิยา เจว มคฺคปฏิปาฏิยา จ. สพฺพสํโยชนกฺขยนฺติ กามราคสํโยชนาทีนํ สพฺเพสํ สํโยชนานํ เขปนโต สพฺพสํโยชนกฺขยสงฺขาตสฺส อริยมคฺคสฺส ปริโยสานภูตํ อรหตฺตํ, ตสฺส อารมฺมณภูตํ นิพฺพานเมว วา. ปาปุเณ อธิคจฺเฉยฺยาติ อตฺโถ. อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ สุตฺเตสุ อริยมคฺคาธิคมสฺส สตฺถารา ปธานงฺคํ นาม คหิตนฺติ เวทิตพฺพํ.
สตฺตมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
๘. สงฺฆเภทสุตฺตวณฺณนา
๑๘. อฏฺฐเม เอกธมฺโมติ กตโรยํ สุตฺตนิกฺเขโป? อฏฺฐุปฺปตฺติโก. ตตฺรายํ สงฺเขปกถา – เทวทตฺโต หิ อชาตสตฺตุํ ทุคฺคหณํ คาหาเปตฺวา ตสฺส ปิตรํ ราชานํ พิมฺพิสารํ เตน มาราเปตฺวาปิ อภิมาเร ปโยเชตฺวาปิ สิลาปวิชฺฌเนน โลหิตุปฺปาทกมฺมํ กตฺวาปิ น ตาวตา ปากโฏ ชาโต, นาฬาคิรึ วิสฺสชฺเชตฺวา ปน ปากโฏ ชาโต. อถ มหาชโน ‘‘เอวรูปมฺปิ นาม ปาปํ คเหตฺวา ราชา วิจรตี’’ติ โกลาหลํ อกาสิ, มหาโฆโส อโหสิ. ตํ สุตฺวา ราชา อตฺตนา ทียมานานิ ปญฺจ ถาลิปากสตานิ ปจฺฉินฺทาเปสิ, อุปฏฺฐานมฺปิสฺส นาคมาสิ. นาคราปิ กุลํ อุปคตสฺส กฏจฺฉุภตฺตมฺปิสฺส นาทํสุ. โส ปริหีนลาภสกฺกาโร โกหญฺเญน ชีวิตุกาโม สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺจ วตฺถูนิ ยาจิตฺวา ‘‘อลํ, เทวทตฺต, โย อิจฺฉติ, โส อารญฺญิโก โหตู’’ติอาทินา (ปารา. ๔๐๙; จูฬว. ๓๔๓) ภควตา ปฏิกฺขิตฺโต เตหิ ปญฺจหิ วตฺถูหิ พาลํ ลูขปฺปสนฺนํ ชนํ สญฺญาเปนฺโต ปญฺจสเต วชฺชิปุตฺตเก สลากํ คาหาเปตฺวา สงฺฆํ ภินฺทิตฺวาว เต อาทาย คยาสีสํ อคมาสิ. อถ เทฺว อคฺคสาวกา สตฺถุ อาณาย ตตฺถ คนฺตฺวา ธมฺมํ เทเสตฺวา เต อริยผเล ปติฏฺฐาเปตฺวา อานยึสุ. เย ปนสฺส สงฺฆเภทาย ปรกฺกมนฺตสฺส ลทฺธึ โรเจตฺวา ตเถว ปคฺคยฺห ฐิตา สงฺเฆ ภิชฺชนฺเต ภินฺเน จ สมนุญฺญา อเหสุํ, เตสํ ตํ ทีฆรตฺตํ อหิตาย ทุกฺขาย อโหสิ.
เทวทตฺโตปิ น จิรสฺเสว โรคาภิภูโต พาฬฺหคิลาโน มรณกาเล ‘‘สตฺถารํ วนฺทิสฺสามี’’ติ มญฺจกสิวิกาย นียมาโน เชตวนโปกฺขรณิตีเร ฐปิโต ปถวิยา วิวเร ทินฺเน ปติตฺวา อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติ, โยชนสติโก จสฺส อตฺตภาโว อโหสิ กปฺปฏฺฐิโย ตาลกฺขนฺธปริมาเณหิ อยสูเลหิ วินิวิทฺโธ. เทวทตฺตปกฺขิกานิ จ ปญฺจมตฺตานิ กุลสตานิ ตสฺส ลทฺธิยํ ฐิตานิ สห พนฺธเวหิ นิรเย นิพฺพตฺตานิ. เอกทิวสํ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ‘‘อาวุโส, เทวทตฺเตน สงฺฆํ ภินฺทนฺเตน ภาริยํ กมฺมํ กต’’นฺติ. อถ สตฺถา ธมฺมสภํ อุปคนฺตฺวา ‘‘กาย นุตฺถ, ภิกฺขเว, เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘อิมาย นามา’’ติ วุตฺเต สงฺฆเภเท อาทีนวํ ทสฺเสนฺโต อิมํ สุตฺตํ อภาสิ. เกจิ ปน ภณนฺติ ‘‘เทวทตฺตสฺส ตปฺปกฺขิกานญฺจ ตถา นิรเย นิพฺพตฺตภาวํ ทิสฺวา สงฺฆเภเท อาทีนวํ ทสฺเสนฺโต ภควา อตฺตโน อชฺฌาสเยเนว อิมํ สุตฺตํ เทเสสี’’ติ.
ตตฺถ เอกธมฺโมติ เอโก อกุสโล มหาสาวชฺชธมฺโม. โลเกติ สตฺตโลเก. อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชตีติ เอตฺถ เภทสํวตฺตนิเกสุ ภณฺฑนาทีสุ สงฺเฆ อุปฺปนฺเนสุปิ ‘‘ธมฺโม อธมฺโม’’ติอาทีสุ อฏฺฐารสเภทกรวตฺถูสุ ยสฺส กสฺสจิ ทีปนวเสน โวหรนฺเตสุปิ ตตฺถ รุจิชนนตฺถํ อนุสฺสาเวนฺเตสุปิ อนุสฺสาเวตฺวา สลากาย คาหิตายปิ สงฺฆเภโท อุปฺปชฺชมาโน นาม โหติ, สลากาย ปน คาหิตาย จตฺตาโร วา อติเรกา วา ยทา อาเวณิกํ อุทฺเทสํ วา สงฺฆกมฺมํ วา กโรนฺติ, ตทา สงฺฆเภโท อุปฺปชฺชติ นาม. กเต ปน ตสฺมึ สงฺฆเภโท อุปฺปนฺโน นาม? กมฺมํ, อุทฺเทโส, โวหาโร, อนุสฺสาวนา, สลากคฺคาโหติ อิเมสุ หิ ปญฺจสุ สงฺฆสฺส เภทการเณสุ กมฺมํ วา อุทฺเทโส วา ปมาณํ, โวหารานุสฺสาวนสลากคฺคาหา ปน ปุพฺพภาคาติ.
พหุชนาหิตายาติอาทีสุ ๐.มหาชนสฺส ฌานมคฺคาทิสมฺปตฺตินิวารเณน อหิตาย, สคฺคสมฺปตฺตินิวารเณน อสุขาย, อปายูปปตฺติเหตุภาเวน อนตฺถาย. อกุสลธมฺมวเสน วา อหิตาย, หิตมตฺตสฺสปิ อภาวา สุคติยมฺปิ นิพฺพตฺตนกกายิกเจตสิกทุกฺขาย อุปฺปชฺชตีติ สมฺพนฺโธ. เทวมนุสฺสานนฺติ อิทํ ‘‘พหุโน ชนสฺสา’’ติ วุตฺเตสุ อุกฺกฏฺฐปุคฺคลนิทฺเทโส. อปโร นโย – พหุชนาหิตายาติ พหุชนสฺส มหโต สตฺตกายสฺส อหิตตฺถาย, ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกอนตฺถายาติ อตฺโถ. อสุขายาติ ทิฏฺฐธมฺมิกสมฺปรายิกอสุขตฺถาย, ทุวิธทุกฺขตฺถายาติ อตฺโถ. อนตฺถายาติ ปรมตฺถปฏิกฺเขปาย. นิพฺพานญฺหิ ปรมตฺโถ, ตโต อุตฺตรึ อตฺโถ นตฺถิ. อหิตายาติ มคฺคปฏิกฺเขปาย. นิพฺพานสมฺปาปกมคฺคโต หิ อุตฺตรึ หิตํ นาม นตฺถิ. ทุกฺขายาติ อริยสุขวิราธเนน วฏฺฏทุกฺขตาย. เย หิ อริยสุขโต วิรทฺธา ตํ อธิคนฺตุํ อภพฺพา, เต วฏฺฏทุกฺเข ปริพฺภมนฺติ, อริยสุขโต จ อุตฺตรึ สุขํ นาม นตฺถิ. วุตฺตเญฺหตํ ‘‘อยํ สมาธิ ปจฺจุปฺปนฺนสุโข เจว อายติญฺจ สุขวิปาโก’’ติ (ที. นิ. ๓.๓๕๕; อ. นิ. ๕.๒๗).
อิทานิ ‘‘สงฺฆเภโท’’ติ สรูปโต ทสฺเสตฺวา ตสฺส อหิตาทีนํ เอกนฺตเหตุภาวํ ปกาเสตุํ ‘‘สงฺเฆ โข ปน, ภิกฺขเว, ภินฺเน’’ติอาทิมาห. ตตฺถ ภินฺเนติ นิมิตฺตตฺเถ ภุมฺมํ ยถา ‘‘อธนานํ ธเน อนนุปฺปทียมาเน’’ติ (ที. นิ. ๓.๙๑), เภทเหตูติ อตฺโถ. อญฺญมญฺญํ ภณฺฑนานีติ จตุนฺนํ ปริสานํ ตปฺปกฺขิกานญฺจ ‘‘เอโส ธมฺโม, เนโส ธมฺโม’’ติ อญฺญมญฺญํ วิวทนานิ. ภณฺฑนญฺหิ กลหสฺส ปุพฺพภาโค. ปริภาสาติ ‘‘อิทญฺจิทญฺจ โว อนตฺถํ กริสฺสามา’’ติ ภยุปฺปาทนวเสน ตชฺชนา. ปริกฺเขปาติ ชาติอาทิวเสน ปริโต เขปา, ทสหิ อกฺโกสวตฺถูหิ ขุํสนวมฺภนา. ปริจฺจชนาติ อุกฺเขปนิยกมฺมกรณาทิวเสน นิสฺสารณา. ตตฺถาติ ตสฺมึ สงฺฆเภเท, ตนฺนิมิตฺเต วา ภณฺฑนาทิเก. อปฺปสนฺนาติ รตนตฺตยคุณานํ อนภิญฺญา. น ปสีทนฺตีติ ‘‘ธมฺมจาริโน สมจาริโน’’ติอาทินา ยฺวายํ ภิกฺขูสุ ปสาทนากาโร, ตถา น ปสีทนฺติ, เตสํ วา โสตพฺพํ สทฺธาตพฺพํ น มญฺญนฺติ. ตถา จ ธมฺเม สตฺถริ จ อปฺปสนฺนาว โหนฺติ. เอกจฺจานํ อญฺญถตฺตนฺติ ปุถุชฺชนานํ อวิรุฬฺหสทฺธานํ ปสาทญฺญถตฺตํ.
คาถายํ อาปายิโกติอาทีสุ อปาเย นิพฺพตฺตนารหตาย อาปายิโก. ตตฺถปิ อวีจิสงฺขาเต มหานิรเย อุปฺปชฺชตีติ เนรยิโก. เอกํ อนฺตรกปฺปํ ปริปุณฺณเมว กตฺวา ตตฺถ ติฏฺฐตีติ กปฺปฏฺโฐ. สงฺฆเภทสงฺขาเต วคฺเค รโตติ วคฺครโต. อธมฺมิยตาย อธมฺโม. เภทกรวตฺถูหิ สงฺฆเภทสงฺขาเต เอว จ อธมฺเม ฐิโตติ อธมฺมฏฺโฐ. โยคกฺเขมา ปธํสตีติ โยคกฺเขมโต หิตโต ปธํสติ ปริหายติ, จตูหิ วา โยเคหิ อนุปทฺทุตตฺตา โยคกฺเขมํ นาม อรหตฺตํ นิพฺพานญฺจ, ตโต ปนสฺส ธํสเน วตฺตพฺพเมว นตฺถิ. ทิฏฺฐิสีลสามญฺญโต สํหตฏฺเฐน สงฺฆํ, ตโต เอว เอกกมฺมาทิวิธานโยเคน สมคฺคํ สหิตํ. เภตฺวานาติ ปุพฺเพ วุตฺตลกฺขเณน สงฺฆเภเทน ภินฺทิตฺวา. กปฺปนฺติ อายุกปฺปํ. โส ปเนตฺถ อนฺตรกปฺโปว. นิรยมฺหีติ อวีจิมหานิรยมฺหิ.
อฏฺฐมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
๙. สงฺฆสามคฺคีสุตฺตวณฺณนา
๑๙. นวเม เอกธมฺโมติ เอโก กุสลธมฺโม อนวชฺชธมฺโม. ‘‘อยํ ธมฺโม, นายํ ธมฺโม’’ติอาทินา สเจ สงฺเฆ วิวาโท อุปฺปชฺเชยฺย, ตตฺถ ธมฺมกาเมน วิญฺญุนา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขิตพฺพํ ‘‘ฐานํ โข, ปเนตํ วิชฺชติ, ยทิทํ วิวาโท วฑฺฒมาโน สงฺฆราชิยา วา สงฺฆเภทาย วา สํวตฺเตยฺยา’’ติ. สเจ ตํ อธิกรณํ อตฺตนา ปคฺคเหตฺวา ฐิโต, อคฺคึ อกฺกนฺเตน วิย สหสา ตโต โอรมิตพฺพํ. อถ ปเรหิ ตํ ปคฺคหิตํ สยญฺเจตํ สกฺโกติ วูปสเมตุํ, อุสฺสาหชาโต หุตฺวา ทูรมฺปิ คนฺตฺวา ตถา ปฏิปชฺชิตพฺพํ, ยถา ตํ วูปสมฺมติ. สเจ ปน สยํ น สกฺโกติ, โส จ วิวาโท อุปรูปริ วฑฺฒเตว, น วูปสมฺมติ. เย ตตฺถ ปติรูปา สิกฺขากามา สพฺรหฺมจาริโน, เต อุสฺสาเหตฺวา เยน ธมฺเมน เยน วินเยน เยน สตฺถุสาสเนน ตํ อธิกรณํ ยถา วูปสมฺมติ, ตถา วูปสเมตพฺพํ. เอวํ วูปสเมนฺตสฺส โย สงฺฆสามคฺคิกโร กุสโล ธมฺโม, อยเมตฺถ เอกธมฺโมติ อธิปฺเปโต. โส หิ อุภโตปกฺขิยานํ เทฺวฬฺหกชาตานํ ภิกฺขูนํ, เตสํ อนุวตฺตนวเสน ฐิตานํ ภิกฺขุนีนํ อุปาสกานํ อุปาสิกานํ เตสํ อารกฺขเทวตานํ ยาวเทว พฺรหฺมานมฺปิ อุปฺปชฺชนารหํ อหิตํ ทุกฺขาวหํ สํกิเลสธมฺมํ อปเนตฺวา มหโต ปุญฺญราสิสฺส กุสลาภิสนฺทสฺส เหตุภาวโต สเทวกสฺส โลกสฺส หิตสุขาวโห โหติ. เตน วุตฺตํ ‘‘เอกธมฺโม, ภิกฺขเว, โลเก อุปฺปชฺชมาโน อุปฺปชฺชติ พหุชนหิตายา’’ติอาทิ. ตสฺสตฺโถ อนนฺตรสุตฺเต วุตฺตวิปริยาเยน เวทิตพฺโพ. สงฺฆสามคฺคีติ สงฺฆสฺส สมคฺคภาโว เภทาภาโว เอกกมฺมตา เอกุทฺเทสตา จ.
คาถายํ สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคีติ สุขสฺส ปจฺจยภาวโต สามคฺคี สุขาติ วุตฺตา. ยถา ‘‘สุโข พุทฺธานมุปฺปาโท’’ติ (ธ. ป. ๑๙๔). สมคฺคานญฺจนุคฺคโหติ สมคฺคานํ สามคฺคิอนุโมทเนน อนุคฺคณฺหนํ สามคฺคิอนุรูปํ, ยถา เต สามคฺคึ น วิชหนฺติ, ตถา คหณํ ฐปนํ อนุพลปฺปทานนฺติ อตฺโถ. สงฺฆํ สมคฺคํ กตฺวานาติ ภินฺนํ สงฺฆํ ราชิปตฺตํ วา สมคฺคํ สหิตํ กตฺวา. กปฺปนฺติ อายุกปฺปเมว. สคฺคมฺหิ โมทตีติ กามาวจรเทวโลเก อญฺเญ เทเว ทสหิ ฐาเนหิ อภิภวิตฺวา ทิพฺพสุขํ อนุภวนฺโต อิจฺฉิตนิปฺผตฺติยาว โมทติ ปโมทติ ลลติ กีฬตีติ.
นวมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
๑๐. ปทุฏฺฐจิตฺตสุตฺตวณฺณนา
๒๐. ทสมสฺส กา อุปฺปตฺติ? อฏฺฐุปฺปตฺติเยว. เอกทิวสํ กิร ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิสินฺนา กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ – ‘‘อาวุโส, อิเธกจฺโจ พหุํ ปุญฺญกมฺมํ กโรติ, เอกจฺโจ พหุํ ปาปกมฺมํ, เอกจฺโจ อุภยโวมิสฺสกํ กโรติ. ตตฺถ โวมิสฺสการิโน กีทิโส อภิสมฺปราโย’’ติ? อถ สตฺถา ธมฺมสภํ อุปคนฺวา ปญฺญตฺตวรพุทฺธาสเน นิสินฺโน ตํ กถํ สุตฺวา ‘‘ภิกฺขเว, มรณาสนฺนกาเล สํกิลิฏฺฐจิตฺตสฺส ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา’’ติ ทสฺเสนฺโต อิมาย อฏฺฐุปฺปตฺติยา อิทํ สุตฺตํ เทเสสิ.
ตตฺถ อิธาติ เทสาปเทเส นิปาโต. สฺวายํ กตฺถจิ ปเทสํ อุปาทาย วุจฺจติ ‘‘อิเธว ติฏฺฐมานสฺส, เทวภูตสฺส เม สโต’’ติอาทีสุ (ที. นิ. ๒.๓๖๙). กตฺถจิ สาสนํ อุปาทาย ‘‘อิเธว, ภิกฺขเว, สมโณ อิธ ทุติโย สมโณ’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๑๓๙; อ. นิ. ๔.๒๔๑). กตฺถจิ ปทปูรณมตฺเต ‘‘อิธาหํ, ภิกฺขเว, ภุตฺตาวี อสฺสํ ปวาริโต’’ติอาทีสุ (ม. นิ. ๑.๓๐). กตฺถจิ โลกํ อุปาทาย วุจฺจติ ‘‘อิธ ตถาคโต โลเก อุปฺปชฺชตี’’ติอาทีสุ (อ. นิ. ๓.๖๑). อิธาปิ โลเก เอว ทฏฺฐพฺโพ. เอกจฺจนฺติ เอกํ, อญฺญตรนฺติ อตฺโถ. ปุคฺคลนฺติ สตฺตํ. โส หิ ยถาปจฺจยํ กุสลากุสลานํ ตพฺพิปากานญฺจ ปูรณโต มรณวเสน คลนโต จ ปุคฺคโลติ วุจฺจติ. ปทุฏฺฐจิตฺตนฺติ ปโทเสน อาฆาเตน ทุฏฺฐจิตฺตํ. อถ วา ปทุฏฺฐจิตฺตนฺติ โทเสน ราคาทินา ปทูสิตจิตฺตํ. เอตฺถ จ เอกจฺจนฺติ อิทํ ปทุฏฺฐจิตฺตสฺส ปุคฺคลสฺส วิเสสนํ. ยสฺส หิ ปฏิสนฺธิทายกกมฺมํ โอกาสมกาสิ, โส ตถา วุตฺโต. ยสฺส จ อกุสลปฺปวตฺติโต จิตฺตํ นิวตฺเตตฺวา กุสลวเสน โอตาเรตุํ น สกฺกา, เอวํ อาสนฺนมรโณ. เอวนฺติ อิทานิ วตฺตพฺพาการํ ทสฺเสติ. เจตสาติ อตฺตโน จิตฺเตน เจโตปริยญาเณน. เจโตติ ตสฺส ปุคฺคลสฺส จิตฺตํ. ปริจฺจาติ ปริจฺฉินฺทิตฺวา ปชานามิ. นนุ จ ยถากมฺมุปคญาณสฺสายํ วิสโยติ? สจฺจเมตํ, ตทา ปวตฺตมานอกุสลจิตฺตวเสน ปเนตํ วุตฺตํ.
อิมมฺหิ จายํ สมเยติ อิมสฺมึ กาเล, อิมายํ วา ปจฺจยสามคฺคิยํ, อยํ ปุคฺคโล ชวนวีถิยา อปรภาเค กาลํ กเรยฺย เจติ อตฺโถ. น หิ ชวนกฺขเณ กาลํกิริยา อตฺถิ. ยถาภตํ นิกฺขิตฺโต เอวํ นิรเยติ ยถา อาภตํ กิญฺจิ อาหริตฺวา ฐปิตํ, เอวํ อตฺตโน กมฺมุนา นิกฺขิตฺโต นิรเย ฐปิโต เอวาติ อตฺโถ. กายสฺส เภทาติ อุปาทินฺนกฺขนฺธปริจฺจาคา. ปรํ มรณาติ ตทนนฺตรํ อภินิพฺพตฺตกฺขนฺธคฺคหเณ. อถ วา กายสฺส เภทาติ ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉทา. ปรํ มรณาติ จุติโต อุทฺธํ.
อปายนฺติอาทิ สพฺพํ นิรยสฺเสว เววจนํ. นิรโย หิ อยสงฺขาตา สุขา อเปโตติ อปาโย; สคฺคโมกฺขเหตุภูตา วา ปุญฺญสมฺมตา อยา อเปโตติปิ อปาโย. ทุกฺขสฺส คติ ปฏิสรณนฺติ ทุคฺคติ; โทสพหุลตฺตา วา ทุฏฺเฐน กมฺมุนา นิพฺพตฺตา คตีติปิ ทุคฺคติ. วิวสา นิปตนฺติ เอตฺถ ทุกฺกฏกมฺมการิโน, วินสฺสนฺตา วา เอตฺถ นิปตนฺติ สมฺภิชฺชมานงฺคปจฺจงฺคาติ วินิปาโต. นตฺถิ เอตฺถ อสฺสาทสญฺญิโต อโยติ นิรสฺสาทฏฺเฐน นิรโย. อถ วา อปายคฺคหเณน ติรจฺฉานโยนิ วุจฺจติ. ติรจฺฉานโยนิ หิ อปาโย สุคติโต อเปตตฺตา, น ทุคฺคติ มเหสกฺขานํ นาคราชาทีนํ สมฺภวโต. ทุคฺคติคฺคหเณน เปตฺติวิสโย. โส หิ อปาโย เจว ทุคฺคติ จ สุคติโต อเปตตฺตา ทุกฺขสฺส จ คติภูตตฺตา, น วินิปาโต อสุรสทิสํ อวินิปาตตฺตา. วินิปาตคฺคหเณน อสุรกาโย. โส หิ ยถาวุตฺเตน อตฺเถน อปาโย เจว ทุคฺคติ จ, สพฺพสมฺปตฺติสมุสฺสเยหิ วินิปติตตฺตา วินิปาโตติ จ วุจฺจติ. นิรยคฺคหเณน อวีจิอาทิอเนกปฺปกาโร นิรโยว วุจฺจติ. อิธ ปน สพฺพปเทหิปิ นิรโยว วุตฺโต. อุปปชฺชนฺตีติ ปฏิสนฺธึ คณฺหนฺติ.
คาถาสุ ปฐมคาถา สงฺคีติกาเล ธมฺมสงฺคาหกตฺเถเรหิ ฐปิตา. ญตฺวานาติ ปุพฺพกาลกิริยา. ญาณปุพฺพกญฺหิ พฺยากรณํ. เหตุอตฺโถ วา ตฺวา-สทฺโท ยถา ‘‘สีหํ ทิสฺวา ภยํ โหตี’’ติ, ชานนเหตูติ อตฺโถ. พุทฺโธ, ภิกฺขูนํ สนฺติเกติ พุทฺโธ ภควา อตฺตโน สนฺติเก ภิกฺขูนํ เอตํ ปรโต ทฺวีหิ คาถาหิ วุจฺจมานํ อตฺถํ พฺยากาสิ. เสสํ วุตฺตนยเมว.
ทสมสุตฺตวณฺณนา นิฏฺฐิตา.
ทุติยวคฺควณฺณนา นิฏฺฐิตา.