๕. อสญฺญตปริกฺขารภิกฺขุวตฺถุ
มาวมญฺเญถ ปาปสฺสาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อสญฺญตปริกฺขารํ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ.
โส กิร ยํ กิญฺจิ มญฺจปีฐาทิเภทํ ปริกฺขารํ พหิ ปริภุญฺชิตฺวา ตตฺเถว ฉฑฺเฑติ. ปริกฺขาโร วสฺเสนปิ อาตเปนปิ อุปจิกาทีหิปิ วินสฺสติ. โส ภิกฺขูหิ ‘‘นนุ, อาวุโส, ปริกฺขาโร นาม ปฏิสามิตพฺโพ’’ติ วุตฺเต ‘‘อปฺปกํ มยา กตํ, อาวุโส, เอตํ, น เอตสฺส จิตฺตํ อตฺถิ, น ปิตฺต’’นฺติ วตฺวา ตเถว กโรติ. ภิกฺขู ตสฺส กิริยํ สตฺถุ อาโรเจสุํ. สตฺถา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ‘‘สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ เอวํ กโรสี’’ติ ปุจฺฉิ. โส สตฺถารา ปุจฺฉิโตปิ ‘‘กึ เอตํ ภควา อปฺปกํ มยา กตํ, น ตสฺส จิตฺตํ อตฺถิ, นาสฺส ปิตฺต’’นฺติ ตเถว อวมญฺญนฺโต อาห. อถ นํ สตฺถา ‘‘ภิกฺขูหิ เอวํ กาตุํ น วฏฺฏติ, ปาปกมฺมํ นาม ‘อปฺปก’นฺติ น อวมญฺญิตพฺพํ. อชฺโฌกาเส ฐปิตญฺหิ วิวฏมุขํ ภาชนํ เทเว วสฺสนฺเต กิญฺจาปิ เอกพินฺทุนา น ปูรติ, ปุนปฺปุนํ วสฺสนฺเต ปน ปูรเตว, เอวเมวํ ปาปํ กโรนฺโต ปุคฺคโล อนุปุพฺเพน มหนฺตํ ปาปราสึ กโรตี’’ติ วตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห –
๑๒๑. ‘‘มาวมญฺเญถ ปาปสฺส, น มนฺทํ อาคมิสฺสติ;
อุทพินฺทุนิปาเตน, อุทกุมฺโภปิ ปูรติ;
พาโล ปูรติ ปาปสฺส, โถกํ โถกมฺปิ อาจิน’’นฺติ.
ตตฺถ มาวมญฺเญถาติ น อวชาเนยฺย. ปาปสฺสาติ ปาปํ. น มนฺทํ อาคมิสฺสตีติ ‘‘อปฺปมตฺตกํ เม ปาปกํ กตํ, กทา เอตํ วิปจฺจิสฺสตี’’ติ เอวํ ปาปํ นาวชาเนยฺยาติ อตฺโถ. อุทกุมฺโภปีติ เทเว วสฺสนฺเต มุขํ วิวริตฺวา ฐปิตํ ยํ กิญฺจิ กุลาลภาชนํ ยถา ตํ เอเกกสฺสาปิ อุทกพินฺทุโน นิปาเตน อนุปุพฺเพน ปูรติ, เอวํ พาลปุคฺคโล โถกํ โถกมฺปิ ปาปํ อาจินนฺโต กโรนฺโต วฑฺเฒนฺโต ปาปสฺส ปูรติเยวาติ อตฺโถ.
เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสุ. สตฺถาปิ ‘‘อชฺโฌกาเส เสยฺยํ สนฺถริตฺวา ปฏิปากติกํ อกโรนฺโต อิมํ นาม อาปตฺติมาปชฺชตี’’ติ (ปาจิ. ๑๐๘-๑๑๐) สิกฺขาปทํ ปญฺญาเปสีติ.
อสญฺญตปริกฺขารภิกฺขุวตฺถุ ปญฺจมํ.