๓๒. สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ
โยธ กาเมติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ.
สาวตฺถิยํ กิเรโก กุลปุตฺโต สุนฺทรสมุทฺทกุมาโร นาม จตฺตาลีสโกฏิวิภเว มหากุเล นิพฺพตฺโต. โส เอกทิวสํ ปจฺฉาภตฺตํ คนฺธมาลาทิหตฺถํ มหาชนํ ธมฺมสฺสวนตฺถาย เชตวนํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ‘‘กหํ คจฺฉถา’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘สตฺถุ สนฺติกํ ธมฺมสฺสวนตฺถายา’’ติ วุตฺเต ‘‘อหมฺปิ คมิสฺสามี’’ติ วตฺวา เตน สทฺธึ คนฺตฺวา ปริสปริยนฺเต นิสีทิ. สตฺถา ตสฺส อาสยํ วิทิตฺวา อนุปุพฺพึ กถํ กเถสิ. โส ‘‘น สกฺกา อคารํ อชฺฌาวสนฺเตน สงฺขลิขิตํ พฺรหฺมจริยํ จริตุ’’นฺติ สตฺถุ ธมฺมกถํ นิสฺสาย ปพฺพชฺชาย ชาตุสฺสาโห ปริสาย ปกฺกนฺตาย สตฺถารํ ปพฺพชฺชํ ยาจิตฺวา ‘‘มาตาปิตูหิ อนนุญฺญาตํ ตถาคตา น ปพฺพาเชนฺตี’’ติ สุตฺวา เคหํ คนฺตฺวา รฏฺฐปาลกุลปุตฺตาทโย วิย มหนฺเตน วายาเมน มาตาปิตโร อนุชานาเปตฺวา สตฺถุ สนฺติเก ปพฺพชิตฺวา ลทฺธูปสมฺปโท ‘‘กึ เม อิธ วาเสนา’’ติ ตโต นิกฺขมิตฺวา ราชคหํ คนฺตฺวา ปิณฺฑาย จรนฺโต วีตินาเมสิ.
อเถกทิวสํ สาวตฺถิยํ ตสฺส มาตาปิตโร เอกสฺมึ ฉณทิวเส มหนฺเตน สิริโสภคฺเคน ตสฺส สหายกกุมารเก กีฬมาเน ทิสฺวา ‘‘อมฺหากํ ปุตฺตสฺส อิทํ ทุลฺลภํ ชาต’’นฺติ ปริเทวึสุ. ตสฺมึ ขเณ เอกา คณิกา ตํ กุลํ คนฺตฺวา ตสฺส มาตรํ โรทมานํ นิสินฺนํ ทิสฺวา ‘‘อมฺม, กึ การณา โรทสี’’ติ ปุจฺฉิ. ‘‘ปุตฺตํ อนุสฺสริตฺวา โรทามี’’ติ. ‘‘กหํ ปน โส, อมฺมา’’ติ? ‘‘ภิกฺขูสุ ปพฺพชิโต’’ติ. ‘‘กึ อุปฺปพฺพาเชตุํ น วฏฺฏตี’’ติ? ‘‘วฏฺฏติ, น ปน อิจฺฉติ, อิโต นิกฺขมิตฺวา ราชคหํ คโต’’ติ. ‘‘สจาหํ ตํ อุปฺปพฺพาเชยฺยํ, กึ เม กเรยฺยาถา’’ติ? ‘‘อิมสฺส เต กุลสฺส กุฏุมฺพสามินึ กเรยฺยามา’’ติ. เตน หิ เม ปริพฺพยํ เทถาติ ปริพฺพยํ คเหตฺวา มหนฺเตน ปริวาเรน ราชคหํ คนฺตฺวา ตสฺส ปิณฺฑาย จรณวีถึ สลฺลกฺเขตฺวา ตตฺเถกํ นิวาสเคหํ คเหตฺวา ปาโตว ปณีตํ อาหารํ ปฏิยาเทตฺวา เถรสฺส ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐกาเล ภิกฺขํ ทตฺวา กติปาหจฺจเยน, ‘‘ภนฺเต, อิเธว นิสีทิตฺวา ภตฺตกิจฺจํ กโรถา’’ติ ปตฺตํ คณฺหิ. โส ปตฺตมทาสิ.
อถ นํ ปณีเตน อาหาเรน ปริวิสิตฺวา, ‘‘ภนฺเต, อิเธว ปิณฺฑาย จริตุํ ผาสุก’’นฺติ วตฺวา กติปาหํ อาลินฺเท นิสีทาเปตฺวา โภเชตฺวา ทารเก ปูเวหิ สงฺคณฺหิตฺวา ‘‘เอถ ตุเมฺห เถรสฺส อาคตกาเล มยิ วาเรนฺติยาปิ อิธาคนฺตฺวา รชํ อุฏฺฐาเปยฺยาถา’’ติ อาห. เต ปุนทิวเส เถรสฺส โภชนเวลาย ตาย วาริยมานาปิ รชํ อุฏฺฐาเปสุํ. สา ปุนทิวเส, ‘‘ภนฺเต, ทารกา วาริยมานาปิ มม วจนํ อสุณิตฺวา อิธ รชํ อุฏฺฐาเปนฺติ, อนฺโตเคเห นิสีทถา’’ติ อนฺโต นิสีทาเปตฺวา กติปาหํ โภเชสิ. ปุน ทารเก สงฺคณฺหิตฺวา ‘‘ตุเมฺห มยา วาริยมานาปิ เถรสฺส โภชนกาเล มหาสทฺทํ กเรยฺยาถา’’ติ อาห. เต ตถา กรึสุ. สา ปุนทิวเส, ‘‘ภนฺเต, อิมสฺมึ ฐาเน อติวิย มหาสทฺโท โหติ, ทารกา มยา วาริยมานาปิ วจนํ น คณฺหนฺติ, อุปริปาสาเทเยว นิสีทถา’’ติ วตฺวา เถเรน อธิวาสิเต เถรํ ปุรโต กตฺวา ปาสาทํ อภิรุหนฺตี ทฺวารานิ ปิทหมานาว ปาสาทํ อภิรุหิ. เถโร อุกฺกฏฺฐสปทานจาริโก สมาโนปิ รสตณฺหาย พทฺโธ ตสฺสา วจเนน สตฺตภูมิกํ ปาสาทํ อภิรุหิ.
สา เถรํ นิสีทาเปตฺวา ‘‘จตฺตาลีสาย ขลุ, สมฺม, ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ วิชมฺภติ วินมติ คิลสติ วิลชฺชติ นเขน นขํ ฆฏฺเฏติ, ปาเทน ปาทํ อกฺกมติ, กฏฺเฐน ปถวึ วิลิขติ, ทารกํ อุลฺลงฺเฆติ โอลงฺเฆติ, กีฬติ กีฬาเปติ, จุมฺพติ จุมฺพาเปติ, ภุญฺชติ ภุญฺชาเปติ, ททาติ อายาจติ, กตมนุกโรติ, อุจฺจํ ภาสติ, นีจํ ภาสติ, อวิจฺจํ ภาสติ, วิวิจฺจํ ภาสติ, นจฺเจน คีเตน วาทิเตน โรทิเตน วิลสิเตน วิภูสิเตน ชคฺฆติ, เปกฺขติ, กฏึ จาเลติ, คุยฺหภณฺฑกํ จาเลติ, อูรุํ วิวรติ, อูรุํ ปิทหติ, ถนํ ทสฺเสติ, กจฺฉํ ทสฺเสติ, นาภึ ทสฺเสติ, อกฺขึ นิขณติ, ภมุกํ อุกฺขิปติ, โอฏฺฐํ ปลิขติ, ชิวฺหํ นิลฺลาเลติ, ทุสฺสํ มุญฺจติ, ทุสฺสํ พนฺธติ, สิรสํ มุญฺจติ, สิรสํ พนฺธตี’’ติ (ชา. ๒.๒๑.๓๐๐) เอวํ อาคตํ อิตฺถิกุตฺตํ อิตฺถิลีลํ ทสฺเสตฺวา ตสฺส ปุรโต ฐิตา อิมํ คาถมาห –
‘‘อลตฺตกกตา ปาทา, ปาทุการุยฺห เวสิยา;
ตุวมฺปิ ทหโร มม, อหมฺปิ ทหรา ตว;
อุโภปิ ปพฺพชิสฺสาม, ชิณฺณา ทณฺฑปรายณา’’ติ. (เถรคา. ๔๕๙, ๔๖๒);
เถรสฺส ‘‘อโห วต เม ภาริยํ อนุปธาเรตฺวา กตกมฺม’’นฺติ มหาสํเวโค อุทปาทิ. ตสฺมึ ขเณ สตฺถา ปญฺจจตฺตาลีสโยชนมตฺถเก เชตวเน นิสินฺโนว ตํ การณํ ทิสฺวา สิตํ ปาตฺวากาสิ. อถ นํ อานนฺทตฺเถโร ปุจฺฉิ – ‘‘ภนฺเต, โก นุ โข เหตุ, โก ปจฺจโย สิตสฺส ปาตุกมฺมายา’’ติ. อานนฺท, ราชคหนคเร สตฺตภูมิกปาสาทตเล สุนฺทรสมุทฺทสฺส จ ภิกฺขุโน คณิกาย จ สงฺคาโม วตฺตตีติ. กสฺส นุ โข, ภนฺเต, ชโย ภวิสฺสติ, กสฺส ปราชโยติ? สตฺถา, ‘‘อานนฺท, สุนฺทรสมุทฺทสฺส ชโย ภวิสฺสติ, คณิกาย ปราชโย’’ติ เถรสฺส ชยํ ปกาเสตฺวา ตตฺถ นิสินฺนโกว โอภาสํ ผริตฺวา ‘‘ภิกฺขุ อุโภปิ กาเม นิรเปกฺโข ปชหา’’ติ วตฺวา อิมํ คาถมาห –
๔๑๕. ‘‘โยธ กาเม ปหนฺตฺวาน, อนาคาโร ปริพฺพเช;
กามภวปริกฺขีณํ, ตมหํ พฺรูมิ พฺราหฺมณ’’นฺติ.
ตสฺสตฺโถ – โย ปุคฺคโล อิธ โลเก อุโภปิ กาเม หิตฺวา อนาคาโร หุตฺวา ปริพฺพชติ, ตํ ปริกฺขีณกามญฺเจว ปริกฺขีณภวญฺจ อหํ พฺราหฺมณํ วทามีติ อตฺโถ.
เทสนาวสาเน โส เถโร อรหตฺตํ ปตฺวา อิทฺธิพเลน เวหาสํ อพฺภุคฺคนฺตฺวา กณฺณิกามณฺฑลํ วินิวิชฺฌิตฺวา สตฺถุ สรีรํ โถเมนฺโตเยว อาคนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิ. ธมฺมสภายมฺปิ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ, ‘‘อาวุโส, ชิวฺหาวิญฺเญยฺยํ รสํ นิสฺสาย มนํ นฏฺโฐ สุนฺทรสมุทฺทตฺเถโร, สตฺถา ปนสฺส อวสฺสโย ชาโต’’ติ. สตฺถา ตํ กถํ สุตฺวา ‘‘น, ภิกฺขเว, อิทาเนว, ปุพฺเพปาหํ เอตสฺส รสตณฺหาย พทฺธมนสฺส อวสฺสโย ชาโตเยวา’’ติ วตฺวา เตหิ ยาจิโต ตสฺสตฺถสฺส ปกาสนตฺถํ อตีตํ อาหริตฺวา –
‘‘น กิรตฺถิ รเสหิ ปาปิโย,
อาวาเสหิ วา สนฺถเวหิ วา;
วาตมิคํ คหนนิสฺสิตํ,
วสมาเนสิ รเสหิ สญฺชโย’’ติ. (ชา. ๑.๑.๑๔) –
เอกกนิปาเต อิมํ วาตมิคชาตกํ วิตฺถาเรตฺวา ‘‘ตทา สุนฺทรสมุทฺโท วาตมิโค อโหสิ, อิมํ ปน คาถํ วตฺวา ตสฺส วิสฺสชฺชาเปตา รญฺโญ มหามจฺโจ อหเมวา’’ติ ชาตกํ สโมธาเนสีติ.
สุนฺทรสมุทฺทตฺเถรวตฺถุ พตฺตึสติมํ.