๖. ปญฺจคฺคทายกพฺราหฺมณวตฺถุ
สพฺพโสติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ปญฺจคฺคทายกํ นาม พฺราหฺมณํ อารพฺภ กเถสิ.
โส กิร สสฺเส เขตฺเต ฐิตกาเลเยว เขตฺตคฺคํ นาม เทติ, ขลกาเล ขลคฺคํ นาม เทติ, ขลภณฺฑกาเล ขลภณฺฑคฺคํ นาม เทติ, อุกฺขลิกกาเล กุมฺภคฺคํ นาม เทติ, ปาติยํ วฑฺฒิตกาเล ปาตคฺคํ นาม เทตีติ อิมานิ ปญฺจ อคฺคทานานิ เทติ, สมฺปตฺตสฺส อทตฺวา นาม น ภุญฺชติ. เตนสฺส ปญฺจคฺคทายโกเตฺวว นามํ อโหสิ. สตฺถา ตสฺส จ พฺราหฺมณิยา จสฺส ติณฺณํ ผลานํ อุปนิสฺสยํ ทิสฺวา พฺราหฺมณสฺส โภชนเวลายํ คนฺตฺวา ทฺวาเร อฏฺฐาสิ. โสปิ ทฺวารปมุเข อนฺโตเคหาภิมุโข นิสีทิตฺวา ภุญฺชติ, สตฺถารํ ทฺวาเร ฐิตํ น ปสฺสติ. พฺราหฺมณี ปน ตํ ปริวิสมานา สตฺถารํ ทิสฺวา จินฺเตสิ – ‘‘อยํ พฺราหฺมโณ ปญฺจสุ ฐาเนสุ อคฺคํ ทตฺวา ภุญฺชติ, อิทานิ จ สมโณ โคตโม อาคนฺตฺวา ทฺวาเร ฐิโต. สเจ พฺราหฺมโณ เอตํ ทิสฺวา อตฺตโน ภตฺตํ หริตฺวา ทสฺสติ, ปุนปาหํ ปจิตุํ น สกฺขิสฺสามี’’ติ. สา ‘‘เอวํ อยํ สมณํ โคตมํ น ปสฺสิสฺสตี’’ติ สตฺถุ ปิฏฺฐึ ทตฺวา ตสฺส ปจฺฉโต ตํ ปฏิจฺฉาเทนฺตี โอนมิตฺวา ปุณฺณจนฺทํ ปาณินา ปฏิจฺฉาเทนฺตี วิย อฏฺฐาสิ. ตถา ฐิตา เอว จ ปน ‘‘คโต นุ โข โน’’ติ สตฺถารํ อฑฺฒกฺขิเกน โอโลเกสิ. สตฺถา ตตฺเถว อฏฺฐาสิ. พฺราหฺมณสฺส ปน สวนภเยน ‘‘อติจฺฉถา’’ติ น วเทติ, โอสกฺกิตฺวา ปน สณิกเมว ‘‘อติจฺฉถา’’ติ อาห. สตฺถา ‘‘น คมิสฺสามี’’ติ สีสํ จาเลสิ. โลกครุนา พุทฺเธน ‘‘น คมิสฺสามี’’ติ สีเส จาลิเต สา สนฺธาเรตุํ อสกฺโกนฺตี มหาหสิตํ หสิ. ตสฺมึ ขเณ สตฺถา เคหาภิมุขํ โอภาสํ มุญฺจิ. พฺราหฺมโณปิ ปิฏฺฐึ ทตฺวา นิสินฺโนเยว พฺราหฺมณิยา หสิตสทฺทํ สุตฺวา ฉพฺพณฺณานญฺจ รสฺมีนํ โอภาสํ โอโลเกตฺวา สตฺถารํ อทฺทส. พุทฺธา หิ นาม คาเม วา อรญฺเญ วา เหตุสมฺปนฺนานํ อตฺตานํ อทสฺเสตฺวา น ปกฺกมนฺติ. พฺราหฺมโณปิ สตฺถารํ ทิสฺวา, ‘‘โภติ นาสิโตมฺหิ ตยา, ราชปุตฺตํ อาคนฺตฺวา ทฺวาเร ฐิตํ มยฺหํ อนาจิกฺขนฺติยา ภาริยํ เต กมฺมํ กต’’นฺติ วตฺวา อฑฺฒภุตฺตํ โภชนปาตึ อาทาย สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา, ‘‘โภ โคตม, อหํ ปญฺจสุ ฐาเนสุ อคฺคํ ทตฺวาว ภุญฺชามิ, อิโต จ เม มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา เอโกว ภตฺตโกฏฺฐาโส ภุตฺโต, เอโก โกฏฺฐาโส อวสิฏฺโฐ, ปฏิคฺคณฺหิสฺสสิ เม อิทํ ภตฺต’’นฺติ. สตฺถา ‘‘น เม ตว อุจฺฉิฏฺฐภตฺเตน อตฺโถ’’ติ อวตฺวา, ‘‘พฺราหฺมณ, อคฺคมฺปิ มยฺหเมว อนุจฺฉวิกํ, มชฺเฌ ภินฺทิตฺวา อฑฺฒภุตฺตภตฺตมฺปิ, จริมกภตฺตปิณฺโฑปิ มยฺหเมว อนุจฺฉวิโก. มยญฺหิ, พฺราหฺมณ, ปรทตฺตูปชีวิเปตสทิสา’’ติ วตฺวา อิมํ คาถมาห –
‘‘ยทคฺคโต มชฺฌโต เสสโต วา,
ปิณฺฑํ ลเภถ ปรทตฺตูปชีวี;
นาลํ ถุตุํ โนปิ นิปจฺจวาที,
ตํ วาปิ ธีรา มุนิ เวทยนฺตี’’ติ. (สุ. นิ. ๒๑๙);
พฺราหฺมโณ ตํ สุตฺวาว ปสนฺนจิตฺโต หุตฺวา ‘‘อโห อจฺฉริยํ, ทีปสามิโก นาม ราชปุตฺโต ‘น เม ตว อุจฺฉิฏฺฐภตฺเตน อตฺโถ’ติ อวตฺวา เอวํ วกฺขตี’’ติ ทฺวาเร ฐิตโกว สตฺถารํ ปญฺหํ ปุจฺฉิ – ‘‘โภ โคตม, ตุเมฺห อตฺตโน สาวเก ภิกฺขูติ วทถ, กิตฺตาวตา ภิกฺขุ นาม โหตี’’ติ. สตฺถา ‘‘กถํรูปา นุ โข อิมสฺส ธมฺมเทสนา สปฺปายา’’ติ อุปธาเรนฺโต ‘‘อิเม เทฺวปิ ชนา กสฺสปพุทฺธกาเล ‘นามรูป’นฺติ วทนฺตานํ กถํ สุณึสุ, นามรูปํ อวิสฺสชฺชิตฺวาว เนสํ ธมฺมํ เทเสตุํ วฏฺฏตี’’ติ, ‘‘พฺราหฺมณ, นาเม จ รูเป จ อรชฺชนฺโต อสชฺชนฺโต อโสจนฺโต ภิกฺขุ นาม โหตี’’ติ วตฺวา อิมํ คาถมาห –
๓๖๗. ‘‘สพฺพโส นามรูปสฺมึ, ยสฺส นตฺถิ มมายิตํ;
อสตา จ น โสจติ, ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจตี’’ติ.
ตตฺถ สพฺพโสติ สพฺพสฺมิมฺปิ เวทนาทีนํ จตุนฺนํ, รูปกฺขนฺธสฺส จาติ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ วเสน ปวตฺเต นามรูเป. มมายิตนฺติ ยสฺส อหนฺติ วา มมนฺติ วา คาโห นตฺถิ. อสตา จ น โสจตีติ ตสฺมิญฺจ นามรูเป ขยวยํ ปตฺเต ‘‘มม รูปํ ขีณํ…เป… มม วิญฺญาณํ ขีณ’’นฺติ น โสจติ น วิหญฺญติ, ‘‘ขยวยธมฺมํ เม ขีณ’’นฺติ ปสฺสติ. ส เวติ โส เอวรูโป วิชฺชมาเนปิ นามรูเป มมายิตรหิโตปิ อสตาปิ เตน อโสจนฺโต ภิกฺขูติ วุจฺจตีติ อตฺโถ.
เทสนาวสาเน อุโภปิ ชยมฺปติกา อนาคามิผเล ปติฏฺฐหึสุ, สมฺปตฺตานมฺปิ สาตฺถิกา ธมฺมเทสนา อโหสีติ.
ปญฺจคฺคทายกพฺราหฺมณวตฺถุ ฉฏฺฐํ.