๙. ธมฺมิกตฺเถรวตฺถุ
น อตฺตเหตูติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต ธมฺมิกตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ.
สาวตฺถิยํ กิเรโก อุปาสโก ธมฺเมน สเมน อคารํ อชฺฌาวสติ. โส ปพฺพชิตุกาโม หุตฺวา เอกทิวสํ ภริยาย สทฺธึ นิสีทิตฺวา สุขกถํ กเถนฺโต อาห – ‘‘ภทฺเท, อิจฺฉามหํ ปพฺพชิตุ’’นฺติ. ‘‘เตน หิ, สามิ, อาคเมหิ ตาว, ยาวาหํ กุจฺฉิคตํ ทารกํ วิชายามี’’ติ. โส อาคเมตฺวา ทารกสฺส ปทสา คมนกาเล ปุน ตํ อาปุจฺฉิตฺวา ‘‘อาคเมหิ ตาว, สามิ, ยาวายํ วยปฺปตฺโต โหตี’’ติ วุตฺเต ‘‘กึ เม อิมาย อปโลกิตาย วา อนปโลกิตาย วา, อตฺตโน ทุกฺขนิสฺสรณํ กริสฺสามี’’ติ นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิ. โส กมฺมฏฺฐานํ คเหตฺวา ฆเฏนฺโต วายมนฺโต อตฺตโน ปพฺพชิตกิจฺจํ นิฏฺฐเปตฺวา เตสํ ทสฺสนตฺถาย ปุน สาวตฺถึ คนฺตฺวา ปุตฺตสฺส ธมฺมกถํ กเถสิ. โสปิ นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิ, ปพฺพชิตฺวา จ ปน น จิรสฺเสว อรหตฺตํ ปาปุณิ. ปุราณทุติยิกาปิสฺส ‘‘เยสํ อตฺถาย อหํ ฆราวาเส วเสยฺยํ, เต อุโภปิ ปพฺพชิตา, อิทานิ เม กึ ฆราวาเสน, ปพฺพชิสฺสามี’’ติ นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิ, ปพฺพชิตฺวา จ ปน น จิรสฺเสว อรหตฺตํ ปาปุณิ. อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ – ‘‘อาวุโส, ธมฺมิกอุปาสโก อตฺตโน ธมฺเม ปติฏฺฐิตตฺตา นิกฺขมิตฺวา ปพฺพชิตฺวา อรหตฺตํ ปตฺโต ปุตฺตทารสฺสาปิ ปติฏฺฐา ชาโต’’ติ. สตฺถา อาคนฺตฺวา ‘‘กาย นุตฺถ, ภิกฺขเว, เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนา’’ติ ปุจฺฉิตฺวา ‘อิมาย นามา’’’ติ วุตฺเต, ‘‘ภิกฺขเว, ปณฺฑิเตน นาม เนว อตฺตเหตุ, น ปรเหตุ สมิทฺธิ อิจฺฉิตพฺพา, ธมฺมิเกเนว ปน ธมฺมปฏิสรเณน ภวิตพฺพ’’นฺติ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห –
๘๔. ‘‘น อตฺตเหตุ น ปรสฺส เหตุ,
น ปุตฺตมิจฺเฉ น ธนํ น รฏฺฐํ;
น อิจฺเฉยฺย อธมฺเมน สมิทฺธิมตฺตโน,
ส สีลวา ปญฺญวา ธมฺมิโก สิยา’’ติ.
ตตฺถ น อตฺตเหตูติ ปณฺฑิโต นาม อตฺตเหตุ วา ปรเหตุ วา ปาปํ น กโรติ. น ปุตฺตมิจฺเฉติ ปุตฺตํ วา ธนํ วา รฏฺฐํ วา ปาปกมฺเมน น อิจฺเฉยฺย, เอตานิปิ อิจฺฉโต ปาปกมฺมํ น กโรติเยวาติ อตฺโถ. สมิทฺธิมตฺตโนติ ยา อตฺตโน สมิทฺธิ, ตมฺปิ อธมฺเมน น อิจฺเฉยฺย,สมิทฺธิการณาปิ ปาปํ น กโรตีติ อตฺโถ. ส สีลวาติ โย เอวรูโป ปุคฺคโล, โส เอว สีลวา จ ปญฺญวา จ ธมฺมิโกจ สิยา, น อญฺโญติ อตฺโถ.
เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสูติ.
ธมฺมิกตฺเถรวตฺถุ นวมํ.