๑๓. สฏฺฐิกูฏเปตวตฺถุ

ยาวเทว อนตฺถายาติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต สฏฺฐิกูฏเปตํ อารพฺภ กเถสิ.

ปุริมนเยเนว หิ มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร ลกฺขณตฺเถเรน สทฺธึ คิชฺฌกูฏา โอโรหนฺโต อญฺญตรสฺมึ ปเทเส สิตํ ปาตฺวากาสิ. เถเรน สิตการณํ ปุฏฺโฐ ‘‘ภควโต สนฺติเก มํ ปุจฺเฉยฺยาสี’’ติ วตฺวา ปิณฺฑาย จริตฺวา สตฺถารํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา นิสินฺนกาเล ปุน ปุฏฺโฐ อาห – ‘‘อหํ, อาวุโส, เอกํ เปตํ อทฺทสํ ติคาวุตปฺปมาเณน อตฺตภาเวน, ตสฺส สฏฺฐิ อยกูฏสหสฺสานิ อาทิตฺตานิ สมฺปชฺชลิตานิ อุปริมตฺถเก ปติตฺวา ปติตฺวา อุฏฺฐหนฺติ สีสํ ภินฺทนฺติ, ภินฺนํ ภินฺนํ ปุน สมุฏฺฐหติ, อิมินา อตฺตภาเวน มยา เอวรูโป อตฺตภาโว น ทิฏฺฐปุพฺโพ, อหํ ตํ ทิสฺวา สิตํ ปาตฺวากาสิ’’นฺติ. เปตวตฺถุสฺมิญฺหิ –

‘‘สฏฺฐิ กูฏสหสฺสานิ, ปริปุณฺณานิ สพฺพโส;

สีเส ตุยฺหํ นิปตนฺติ, โวภินฺทนฺเตว มตฺถก’’นฺติ. (เป. ว. ๘๐๘, ๘๑๐, ๘๑๓) อาทิ –

อิมเมว เปตํ สนฺธาย วุตฺตํ. สตฺถา เถรสฺส กถํ สุตฺวาว, ‘‘ภิกฺขเว, มยาเปส สตฺโต โพธิมณฺเฑ นิสินฺเนเนว ทิฏฺโฐ ‘เย จ ปน เม วจนํ น สทฺทเหยฺยุํ, เตสํ อหิตาย ภเวยฺยา’ติ ปเรสํ อนุกมฺปาย น กเถสึ, อิทานิ ปน โมคฺคลฺลานสฺส สกฺขี หุตฺวา กเถมี’’ติ อาห. ตํ สุตฺวา ภิกฺขู ตสฺส ปุพฺพกมฺมํ ปุจฺฉึสุ. สตฺถาปิ เนสํ กเถสิ –

อตีเต กิร พาราณสิยํ สาฬิตฺตกสิปฺเป นิปฺผตฺตึ ปตฺโต เอโก ปีฐสปฺปิ อโหสิ. โส นครทฺวาเร เอกสฺส วฏรุกฺขสฺส เหฏฺฐา นิสินฺโน สกฺขรานิ ขิปิตฺวา ตสฺส ปณฺณานิ ฉินฺทนฺโต ‘‘หตฺถิรูปกํ โน ทสฺเสหิ, อสฺสรูปกํ โน ทสฺเสหี’’ติ คามทารเกหิ วุจฺจมาโน อิจฺฉิติจฺฉิตานิ รูปานิ ทสฺเสตฺวา เตสํ สนฺติกา ขาทนียาทีนิ ลภติ. อเถกทิวสํ ราชา อุยฺยานํ คจฺฉนฺโต ตํ ปเทสํ ปาปุณิ. ทารกา ปีฐสปฺปึ ปาโรหนฺตเร กตฺวา ปลายึสุ. รญฺโญ ฐิตมชฺฌนฺหิเก รุกฺขมูลํ ปวิฏฺฐสฺส ฉิทฺทาวฉิทฺทจฺฉายา สรีรํ ผริ. โส ‘‘กึ นุ โข เอต’’นฺติ อุทฺธํ โอโลเกนฺโต รุกฺขปณฺเณสุ หตฺถิรูปกาทีนิ ทิสฺวา ‘‘กสฺเสตํ กมฺม’’นฺติ ปุจฺฉิตฺวา ‘‘ปีฐสปฺปิโน’’ติ สุตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา อาห – ‘‘มยฺหํ ปุโรหิโต อติมุขโร อปฺปมตฺตเกปิ วุตฺเต พหุํ ภณนฺโต มํ อุปทฺทเวติ, สกฺขิสฺสสิ ตสฺส มุเข นาฬิมตฺตา อชลณฺฑิกา ขิปิตุ’’นฺติ? ‘‘สกฺขิสฺสามิ, เทว. อชลณฺฑิกา อาหราเปตฺวา ปุโรหิเตน สทฺธึ ตุเมฺห อนฺโตสาณิยํ นิสีทถ, อหเมตฺถ กตฺตพฺพํ ชานิสฺสามี’’ติ. อถ ราชา ตถา กาเรสิ. อิตโร กตฺตริยคฺเคน สาณิยา ฉิทฺทํ กตฺวา ปุโรหิตสฺส รญฺญา สทฺธึ กเถนฺตสฺส มุเข วิวฏมตฺเต เอเกกํ อชลณฺฑิกํ ขิปิ. ปุโรหิโต มุขํ ปวิฏฺฐํ ปวิฏฺฐํ คิลิ. ปีฐสปฺปี ขีณาสุ อชลณฺฑิกาสุ สาณึ จาเลสิ. ราชา ตาย สญฺญาย อชลณฺฑิกานํ ขีณภาวํ ญตฺวา อาห – ‘‘อาจริย, อหํ ตุเมฺหหิ สทฺธึ กเถนฺโต กถํ นิตฺถริตุํ น สกฺขิสฺสามิ, ตุเมฺห อติมุขรตาย นาฬิมตฺตา อชลณฺฑิกา คิลนฺตาปิ ตุณฺหีภาวํ นาปชฺชถา’’ติ. พฺราหฺมโณ มงฺคุอุภาวํ อาปชฺชิตฺวา ตโต ปฏฺฐาย มุขํ วิวริตฺวา รญฺญา สทฺธึ สลฺลปิตุํ นสกฺขิ. ราชา ปีฐสปฺปิคุณํ อนุสฺสริตฺวา ตํ ปกฺโกสาเปตฺวา ‘‘ตํ นิสฺสาย เม สุขํ ลทฺธ’’นฺติ ตุฏฺโฐ ตสฺส สพฺพฏฺฐกํ นาม ธนํ ทตฺวา นครสฺส จตูสุ ทิสาสุ จตฺตาโร วรคาเม อทาสิ. ตมตฺถํ วิทิตฺวา รญฺโญ อตฺถธมฺมานุสาสโก อมจฺโจ อิมํ คาถมาห –

‘‘สาธุ โข สิปฺปกํ นาม, อปิ ยาทิส กีทิสํ;

ปสฺส ขญฺชปฺปหาเรน, ลทฺธา คามา จตุทฺทิสา’’ติ. (ชา. ๑.๑.๑๐๗);

โส ปน อมจฺโจ เตน สมเยน อยเมว ภควา อโหสิ. อเถโก ปุริโส ปีฐสปฺปินา ลทฺธสมฺปตฺตึ ทิสฺวา จินฺเตสิ – ‘‘อยํ นาม ปีฐสปฺปี หุตฺวา อิมํ สิปฺปํ นิสฺสาย มหาสมฺปตฺตึ ปตฺโต, มยาเปตํ สิกฺขิตุํ วฏฺฏตี’’ติ. โส ตํ อุปสงฺกมิตฺวา วนฺทิตฺวา ‘‘อิทํ เม, อาจริย, สิปฺปํ เทถา’’ติ อาห. ‘‘น สกฺกา, ตาต, ทาตุ’’นฺติ. โส เตน ปฏิกฺขิตฺโต ‘‘โหตุ, อาราเธสฺสามิ น’’นฺติ ตสฺส หตฺถปาทปริกมฺมาทีนิ กโรนฺโต จิรสฺสํ ตํ อาราเธตฺวา ปุนปฺปุนํ ยาจิ, ปีฐสปฺปี ‘‘อยํ เม อติวิย อุปกาโร’’ติ ตํ ปฏิพาหิตุํ อสกฺโกนฺโต สิปฺปํ สิกฺขาเปตฺวา ‘‘นิปฺผนฺนํ เต, ตาต, สิปฺปํ, อิทานิ กึ กริสฺสสี’’ติ อาห. ‘‘พหิ คนฺตฺวา สิปฺปํ วีมํสิสฺสามี’’ติ. ‘‘กึ กริสฺสสี’’ติ? ‘‘คาวึ วา มนุสฺสํ วา ปหริตฺวา มาเรสฺสามี’’ติ. ‘‘ตาตา, คาวึ มาเรนฺตสฺส สตํ ทณฺโฑ โหติ มนุสฺสํ มาเรนฺตสฺส สหสฺสํ, ตฺวํ สปุตฺตทาโรปิ ตํ นิตฺถริตุํ น สกฺขิสฺสสิ, มา วินสฺส, ยมฺหิ ปหเฏ ทณฺโฑ นตฺถิ, ตาทิสํ นิมาตาปิติกํ กญฺจิ อุปธาเรหี’’ติ. โส ‘‘สาธู’’ติ สกฺขรา อุจฺฉงฺเค กตฺวา ตาทิสํ อุปธารยมาโน วิจรนฺโต คาวึ ทิสฺวา ‘‘อยํ สสามิกา’’ติ ปหริตุํ น วิสหิ, มนุสฺสํ ทิสฺวา ‘‘อยํ สมาตาปิติโก’’ติ ปหริตุํ น วิสติ.

เตน สมเยน สุเนตฺโต นาม ปจฺเจกพุทฺโธ ตํ นครํ นิสฺสาย ปณฺณสาลาย วิหรติ. โส ตํ ปิณฺฑาย ปวิสนฺตํ นครทฺวารนฺตเร ทิสฺวา ‘‘อยํ นิมาตาปิติโก, อิมสฺมึ ปหเฏ ทณฺโฑ นตฺถิ, อิมํ ปหริตฺวา สิปฺปํ วีมํสิสฺสามี’’ติ ปจฺเจกพุทฺธสฺส ทกฺขิณกณฺณโสตํ สนฺธาย สกฺขรํ ขิปิ. สา ทกฺขิณกณฺณโสเตน ปวิสิตฺวา วาเมน นิกฺขมิ, ทุกฺขา เวทนา อุปฺปชฺชิ. ปจฺเจกพุทฺโธ ภิกฺขาย จริตุํ นาสกฺขิ, อากาเสน ปณฺณสาลํ คนฺตฺวา ปรินิพฺพายิ. มนุสฺสา ปจฺเจกพุทฺเธ อนาคจฺฉนฺเต ‘‘กิญฺจิ อผาสุกํ ภวิสฺสตี’’ติ จินฺเตตฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ตํ ปรินิพฺพุตํ ทิสฺวา โรทึสุ ปริเทวึสุ. โสปิ มหาชนํ คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา ตตฺถ คนฺตฺวา ปจฺเจกพุทฺธํ สญฺชานิตฺวา ‘‘อยํ ปิณฺฑาย ปวิสนฺโต ทฺวารนฺตเร มม สมฺมุขีภูโต, อหํ อตฺตโน สิปฺปํ วีมํสนฺโต อิมํ ปหริ’’นฺติ อาห. มนุสฺสา ‘‘อิมินา กิร ปาปเกน ปจฺเจกพุทฺโธ ปหโฏ, คณฺหถ คณฺหถา’’ติ โปเถตฺวา ตตฺเถว นํ ชีวิตกฺขยํ ปาเปสุํ. โส อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา ยาวายํ มหาปถวี โยชนมตฺตํ อุสฺสนฺนา, ตาว ปจฺจิตฺวา วิปากาวเสเสน คิชฺฌกูฏมตฺถเก สฏฺฐิกูฏเปโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ. สตฺถา ตสฺส อิมํ ปุพฺพกมฺมํ กเถตฺวา, ‘‘ภิกฺขเว, พาลสฺส นาม สิปฺปํ วา อิสฺสริยํ วา อุปฺปชฺชมานํ อนตฺถาย อุปฺปชฺชติ. พาโล หิ สิปฺปํ วา อิสฺสริยํ วา ลภิตฺวา อตฺตโน อนตฺถเมว กโรตี’’ติ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห.

๗๒. ‘‘ยาวเทว อนตฺถาย, ญตฺตํ พาลสฺส ชายติ;

หนฺติ พาลสฺส สุกฺกํสํ, มุทฺธมสฺส วิปาตย’’นฺติ.

ตตฺถ ยาวเทวาติ อวธิปริจฺเฉทนตฺเถ นิปาโต. ญตฺตนฺติ ชานนสภาโว. ยํ สิปฺปํ ชานาติ, ยมฺหิ วา อิสฺสริเย ยเส สมฺปตฺติยญฺจ ฐิโต ชเนน ญายติ, ปากโฏ ปญฺญาโต โหติ, ตสฺเสตํ นามํ. สิปฺปํ วา หิ อิสฺสริยาทิภาโว วา พาลสฺส อนตฺถาเยว ชายติ. ตํ นิสฺสาย โส อตฺตโน อนตฺถเมว กโรติ. หนฺตีติ วินาเสติ. สุกฺกํสนฺติ กุสลโกฏฺฐาสํ, พาลสฺส หิ สิปฺปํ วา อิสฺสริยํ วา อุปฺปชฺชมานํ กุสลโกฏฺฐาสํ ฆาเตนฺตเมว อุปฺปชฺชติ. มุทฺธนฺติ ปญฺญาเยตํ นามํ. วิปาตยนฺติ วิทฺธํสยมานํ. ตสฺส หิ ตํ สุกฺกํสํ หนนฺตํ ปญฺญาสงฺขาตํ มุทฺธํ วิปาเตนฺตํ วิทฺธํเสนฺตเมว หนฺตีติ.

เทสนาวสาเน พหู โสตาปตฺติผลาทีนิ ปาปุณึสุ.

สฏฺฐิกูฏเปตวตฺถุ เตรสมํ.