๑๒. อหิเปตวตฺถุ

น หิ ปาปํ กตํ กมฺมนฺติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต อญฺญตรํ อหิเปตํ อารพฺภ กเถสิ.

เอกสฺมิญฺหิ ทิวเส ชฏิลสหสฺสสฺส อพฺภนฺตโร อายสฺมา ลกฺขณตฺเถโร จ มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร จ ‘‘ราชคเห ปิณฺฑาย จริสฺสามา’’ติ คิชฺฌกูฏโต โอตรนฺติ. เตสุ อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร เอกํ อหิเปตํ ทิสฺวา สิตํ ปาตฺวากาสิ. อถ นํ ลกฺขณตฺเถโร ‘‘กสฺมา, อาวุโส, สิตํ ปาตุกโรสี’’ติ สิตการณํ ปุจฺฉิ. ‘‘อกาโล, อาวุโส ลกฺขณ, อิมสฺส ปญฺหสฺส, ภควโต สนฺติเก มํ ปุจฺเฉยฺยาสี’’ติ เถโร อาห. เตสุ ราชคเห ปิณฺฑาย จริตฺวา ภควโต สนฺติกํ คนฺตฺวา นิสินฺเนสุ ลกฺขณตฺเถโร ปุจฺฉิ, ‘‘อาวุโส, โมคฺคลฺลานํ ตฺวํ คิชฺฌกูฏา โอตรนฺโต สิตํ ปาตุกริตฺวา มยา สิตการณํ ปุฏฺโฐ ‘ภควโต สนฺติเก มํ ปุจฺเฉยฺยาสี’ติ อวจ, กเถหิ อิทานิ ตํ การณ’’นฺติ. เถโร อาห – ‘‘อหํ, อาวุโส, เอกํ เปตํ ทิสฺวา สิตํ ปาตฺวากาสึ. ตสฺส เอวรูโป อตฺตภาโว – มนุสฺสสีสํ วิย อสฺส สีสํ, อหิสฺส วิย เสโส อตฺตภาโว, อหิเปโต นาเมส ปมาณโต ปญฺจวีสติโยชนิโก, ตสฺส สีสโต อุฏฺฐิตา อคฺคิชาลา ยาว นงฺคุฏฺฐา คจฺฉนฺติ, นงฺคุฏฺฐโต อุฏฺฐิตา อคฺคิชาลา ยาว สีสา, มชฺเฌสีสโต อุฏฺฐิตา เทฺว ปสฺสานิ คจฺฉนฺติ, ทฺวีหิ ปสฺเสหิ อุฏฺฐิตา มชฺเฌ โอตรนฺตี’’ติ. ทฺวินฺนํเยว กิร เปตานํ อตฺตภาโว ปญฺจวีสติโยชนิโก, อวเสสานํ ติคาวุตปฺปมาโณ. อิมสฺส เจว อหิเปตสฺส กากเปตสฺส จ ปญฺจวีสติโยชนิโก. เตสุ อยํ ตาว อหิเปโต. กากเปตมฺปิ มหาโมคฺคลฺลาโน คิชฺฌกูฏมตฺถเก ปจฺจมานํ ทิสฺวา ตสฺส ปุพฺพกมฺมํ ปุจฺฉนฺโต อิมํ คาถมาห –

‘‘ปญฺจโยชนิกา ชิวฺหา, สีสํ เต นวโยชนํ;

กาโย อจฺจุคฺคโต ตุยฺหํ, ปญฺจวีสติโยชนํ;

กึ นุ กมฺมํ กริตฺวาน, ปตฺโตสิ ทุกฺขมีทิส’’นฺติ.

อถสฺส เปโต อาจิกฺขนฺโต –

‘‘อหํ ภนฺเต โมคฺคลฺลาน, กสฺสปสฺส มเหสิโน;

สงฺฆสฺส อาภตํ ภตฺตํ, อาหาเรสึ ยทิจฺฉก’’นฺติ. –

คาถํ วตฺวา อาห – ‘‘ภนฺเต, กสฺสปพุทฺธกาเล สมฺพหุลา ภิกฺขู คามํ ปิณฺฑาย ปวิสึสุ,. มนุสฺสา เถเร ทิสฺวา สมฺปิยายมานา อาสนสาลายํ นิสีทาเปตฺวา ปาเท โธวิตฺวา เตลํ มกฺเขตฺวา ยาคุํ ปาเยตฺวา ขชฺชกํ ทตฺวา ปิณฺฑปาตกาลํ อาคมยมานา ธมฺมํ สุณนฺตา นิสีทึสุ. ธมฺมกถาวสาเน เถรานํ ปตฺเต อาทาย อตฺตโน อตฺตโน เคหา นานคฺครสโภชนสฺส ปูเรตฺวา อาหรึสุ. ตทา อหํ กาโก หุตฺวา อาสนสาลาย ฉทนปิฏฺเฐ นิลีโน ตํ ทิสฺวา เอเกน คหิตปตฺตโต ติกฺขตฺตุํ มุขํ ปูเรนฺโต ตโย กพเฬ อคฺคเหสึ. ตํ ปน ภตฺตํ เนว สงฺฆสฺส สนฺตกํ, น สงฺฆสฺส นิยเมตฺวา ทินฺนํ, น ภิกฺขูหิ คหิตาวเสสกํ. อตฺตโน อตฺตโน เคหํ เนตฺวา มนุสฺเสหิ ภุญฺชิตพฺพกํ, เกวลํ สงฺฆํ อุทฺทิสฺส อภิหฏมตฺตเมว. ตโต มยา ตโย กพฬา คหิตา, เอตฺตกํ เม ปุพฺพกมฺมํ. สฺวาหํ กาลํ กตฺวา ตสฺส กมฺมสฺส วิปาเกน อวีจิมฺหิ ปจฺจิตฺวา ตตฺถ ปกฺกาวเสเสน อิทานิ คิชฺฌกูเฏ กากเปโต หุตฺวา นิพฺพตฺโต อิมํ ทุกฺขํ ปจฺจานุโภมี’’ติ. อิทํ กากเปตสฺส วตฺถุ.

อิธ ปน เถโร ‘‘อหิเปตํ ทิสฺวา สิตํ ปาตฺวากาสิ’’นฺติ อาห. อถสฺส สตฺถา สกฺขี หุตฺวาปิ อุฏฺฐาย ‘‘สจฺจํ, ภิกฺขเว, โมคฺคลฺลาโน อาห. มยาเปส สมฺโพธิปตฺตทิวเสเยว ทิฏฺโฐ, อปิจาหํ ‘เย เม วจนํ น สทฺทเหยฺยุํ, เตสํ อหิตาย ภเวยฺยา’ติ ปรานุทฺทยาย น กเถสิ’’นฺติ อาห. ลกฺขณสํยุตฺเตปิ (สํ. นิ. ๒.๒๐๒ อาทโย) หิ มหาโมคฺคลฺลาเนน ทิฏฺฐกาเลเยว สตฺถา ตสฺส สกฺขี หุตฺวา วินีตวตฺถูนิ กเถสิ, อิทมฺปิ เตน ตเถว กถิตํ. ตํ สุตฺวา ภิกฺขู ตสฺส ปุพฺพกมฺมํ ปุจฺฉึสุ. สตฺถาปิ เตสํ กเถสิ –

อตีเต กิร พาราณสึ นิสฺสาย นทีตีเร ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปณฺณสาลํ กรึสุ. โส ตตฺถ วิหรนฺโต นิพทฺธํ นคเร ปิณฺฑาย จรติ. นาคราปิ สายํปาตํ คนฺธปุปฺผาทิหตฺถา ปจฺเจกพุทฺธสฺสูปฏฺฐานํ คจฺฉนฺติ. เอโก พาราณสิวาสี ปุริโส ตํ มคฺคํ นิสฺสาย เขตฺตํ กสิ. มหาชโน สายํปาตํ ปจฺเจกพุทฺธสฺสูปฏฺฐานํ คจฺฉนฺโต ตํ เขตฺตํ มทฺทนฺโต คจฺฉติ. กสฺสโก จ ‘‘มา เม เขตฺตํ มทฺทถา’’ติ วาเรนฺโตปิ วาเรตุํ นาสกฺขิ. อถสฺส เอตทโหสิ – ‘‘สเจ อิมสฺมึ ฐาเน ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปณฺณสาลา น ภเวยฺย, น เม เขตฺตํ มทฺเทยฺยุ’’นฺติ. โส ปจฺเจกพุทฺธสฺส ปิณฺฑาย ปวิฏฺฐกาเล ปริโภคภาชนานิ ภินฺทิตฺวา ปณฺณสาลํ ฌาเปสิ. ปจฺเจกพุทฺโธ ตํ ฌามํ ทิสฺวา ยถาสุขํ ปกฺกามิ. มหาชโน คนฺธมาลํ อาทาย อาคโต ฌามปณฺณสาลํ ทิสฺวา ‘‘กหํ นุ โข โน อยฺโย คโต’’ติ อาห. โสปิ มหาชเนเนว สทฺธึ คโต มหาชนมชฺเฌ ฐิตโกว เอวมาห – ‘‘มยา ตสฺส ปณฺณสาลา ฌาปิตา’’ติ. อถ นํ ‘‘คณฺหถ, อิมํ ปาปิมํ นิสฺสาย มยํ ปจฺเจกพุทฺธํ ทฏฺฐุํ น ลภิมฺหา’’ติ ทณฺฑาทีหิ โปเถตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปสุํ. โส อวีจิมฺหิ นิพฺพตฺติตฺวา ยาวายํ มหาปถวี โยชนมตฺตํ อุสฺสนฺนา, ตาว นิรเย ปจฺจิตฺวา ปกฺกาวเสเสน คิชฺฌกูเฏ อหิเปโต หุตฺวา นิพฺพตฺติ. สตฺถา อิทํ ตสฺส ปุพฺพกมฺมํ กเถตฺวา, ‘‘ภิกฺขเว, ปาปกมฺมํ นาเมตํ ขีรสทิสํ, ยถา ขีรํ ทุยฺหมานเมว น ปริณมติ. ตถา กมฺมํ กยิรมานเมว น วิปจฺจติ. ยทา ปน วิปจฺจติ, ตทา เอวรูเปน ทุกฺเขน โสจตี’’ติ อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ธมฺมํ เทเสนฺโต อิมํ คาถมาห –

๗๑. ‘‘น หิ ปาปํ กตํ กมฺมํ, สชฺชุขีรํว มุจฺจติ;

ฑหนฺตํ พาลมเนฺวติ, ภสฺมจฺฉนฺโนว ปาวโก’’ติ.

ตตฺถ สชฺชุขีรํ วาติ ตํ ขณํเยว เธนุยา ถเนหิ นิกฺขนฺตํ อพฺภุณฺหํ ขีรํ น มุจฺจติ น ปริณมติ. อิทํ วุตฺตํ โหติ – ยถา อิทํ สชฺชุขีรํ ตํ ขณญฺเญว น มุจฺจติ น ปริณมติ น ปกตึ วิชหติ. ยสฺมึ ปน ภาชเน ทุหิตฺวา คหิตํ ยาว ตตฺถ ตกฺกาทิอมฺพิลํ น ปกฺขิปติ, ยาว ทธิภาชนาทิกํ อมฺพิลภาชนํ น ปาปุณาติ, ตาว ปกตึ อวิชหิตฺวา ปจฺฉา ชหติ, เอวเมว ปาปกมฺมมฺปิ กริยมานเมว น วิปจฺจติ. ยทิ วิปจฺเจยฺย, น โกจิ ปาปกมฺมํ กาตุํ วิสเหยฺย. ยาว ปน กุสลาภินิพฺพตฺตา ขนฺธา ธรนฺติ, ตาว นํ เต รกฺขนฺติ. เตสํ เภทา อปาเย นิพฺพตฺตกฺขนฺเธสุ วิปจฺจติ, วิปจฺจมานญฺจ ฑหนฺตํ พาลมเนฺวติ.‘‘กึ วิยา’’ติ? ‘‘ภสฺมจฺฉนฺโนว ปาวโก’’ติ. ยถา หิ ฉาริกาย ปฏิจฺฉนฺโน วีตจฺจิตงฺคาโร อกฺกนฺโตปิ ฉาริกาย ปฏิจฺฉนฺนตฺตา น ตาว ฑหติ, ฉาริกํ ปน ตาเปตฺวา จมฺมาทีนํ ฑหนวเสน ยาว มตฺถลุงฺคา ฑหนฺโต คจฺฉติ, เอวเมว ปาปกมฺมมฺปิ เยน กตํ โหติ, ตํ พาลํ ทุติเย วา ตติเย วา อตฺตภาเว นิรยาทีสุ นิพฺพตฺตํ ฑหนฺตํ อนุคจฺฉตีติ.

เทสนาวสาเน พหู โสตาปนฺนาทโย อเหสุนฺติ.

อหิเปตวตฺถุ ทฺวาทสมํ.