๖. ปาเวยฺยกาชีวกวตฺถุ

น ปเรสํ วิโลมานีติ อิมํ ธมฺมเทสนํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต ปาเวยฺยํ นาม อาชีวกํ อารพฺภ กเถสิ.

สาวตฺถิยํ กิเรกา คหปตานี ปุตฺตฏฺฐาเน ฐเปตฺวา ปาเวยฺยํ นาม อาชีวกํ ปฏิชคฺคิ. ตสฺสานนฺตรฆเรสุ มนุสฺสา สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา อาคนฺตฺวา, ‘‘อโห อจฺฉริยา พุทฺธานํ ธมฺมเทสนา’’ติ นานปฺปกาเรหิ พุทฺธคุเณ วณฺเณนฺติ. สา พุทฺธานํ คุณกถํ สุตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา ธมฺมํ โสตุกามา อาชีวกสฺส เอตมตฺถํ กเถตฺวา, ‘‘คจฺฉิสฺสามิ อหํ พุทฺธสนฺติกํ, อยฺยา’’ติ อาห. โส ‘‘มา คจฺฉาหี’’ติ นิวาเรตฺวา ตํ ปุนปฺปุนํ ยาจมานมฺปิ นิวาเรสิ เอว. สา ‘‘อยํ มม วิหารํ คนฺตฺวา ธมฺมํ โสตุํ น เทติ, สตฺถารํ นิมนฺเตตฺวา อิเธว ธมฺมํ สุณิสฺสามี’’ติ สายนฺหสมเย ปุตฺตํ ปกฺโกสิตฺวา, ‘‘คจฺฉ, ตาต, สฺวาตนาย สตฺถารํ นิมนฺเตหี’’ติ เปเสสิ. โส คจฺฉนฺโต ปฐมตรํ อาชีวกสฺส วสนฏฺฐานํ คนฺตฺวา ตํ วนฺทิตฺวา นิสีทิ. อถ นํ โส ‘‘กหํ คจฺฉสี’’ติ อาห. ‘‘มาตุ วจเนน สตฺถารํ นิมนฺเตตุํ คจฺฉามี’’ติ อาห. ‘‘มา ตสฺส สนฺติกํ คจฺฉาหี’’ติ. ‘‘อลํ, อยฺย, มม มาตุ ภายามิ, คจฺฉิสฺสามห’’นฺติ. ‘‘เอตสฺส กตสกฺการํ อุโภปิ ขาทิสฺสาม, มา คจฺฉาหี’’ติ. ‘‘อลํ, อยฺย, มาตา เม ตชฺเชสฺสตี’’ติ. เตน หิ คจฺฉ, คนฺตฺวา ปน นิมนฺเตตฺวา, ‘‘อมฺหากํ เคหํ อสุกฏฺฐาเน วา อสุกวีถิยํ วา อสุกมคฺเคน วา คนฺตพฺพ’’นฺติ มา อาจิกฺขิ. ‘‘สนฺติเก ฐิโต วิย อญฺเญน มคฺเคน คจฺฉนฺโต วิย ปลายิตฺวา เอหี’’ติ. โส อาชีวกสฺส วจนํ สุตฺวา สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา นิมนฺเตตฺวา อาชีวเกน วุตฺตนิยาเมเนว สพฺพํ กตฺวา ตสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา, ‘‘กึ เต กต’’นฺติ ปุฏฺโฐ, ‘‘สพฺพํ กตํ, อยฺยา’’ติ อาห. ‘‘ภทฺทกํ เต กตํ, ตสฺส สกฺการํ อุโภปิ ขาทิสฺสามา’’ติ วตฺวา ปุนทิวเส อาชีวโก ปาโตว ตํ เคหํ อคมาสิ. ตํ คเหตฺวา ปจฺฉาคพฺเภ นิสีทาเปสุํ.

ปฏิวิสฺสกมนุสฺสา ตํ เคหํ อลฺลโคมเยน อุปลิมฺปิตฺวา ลาชปญฺจมานิ ปุปฺผานิ วิกิริตฺวา สตฺถุ นิสีทนตฺถาย มหารหํ อาสนํ ปญฺญาเปสุํ. พุทฺเธหิ สทฺธึ อปริจิตมนุสฺสา หิ อาสนปญฺญตฺตึ น ชานนฺติ, พุทฺธานญฺจ มคฺคเทสเกน กิจฺจํ นาม นตฺถิ, โพธิมูเล ทสสหสฺสิโสกธาตุํ กมฺเปตฺวา สมฺโพธึ ปตฺตทิวเสเยว หิ เนสํ ‘‘อยํ มคฺโค นิรยํ คจฺฉติ, อยํ ติรจฺฉานโยนึ, อยํ เปตฺติวิสยํ, อยํ มนุสฺสโลกํ, อยํ เทวโลกํ, อยํ อมตมหานิพฺพาน’’นฺติ สพฺเพ มคฺคา อาวิภูตา. คามนิคมาทีนํ ปน มคฺเค วตฺตพฺพเมว นตฺถิ. ตสฺมา สตฺถา ปาโตว ปตฺตจีวรมาทาย มหาอุปาสิกาย เคหทฺวารํ คโต. สา เคหา นิกฺขมิตฺวา สตฺถารํ ปญฺจปติฏฺฐิเตน วนฺทิตฺวา อนฺโตนิเวสนํ ปเวเสตฺวา อาสเน นิสีทาเปตฺวา ทกฺขิโณทกํ ทตฺวา ปณีเตน ขาทนีเยน โภชนีเยน ปริวิสิ. อุปาสิกา กตภตฺตกิจฺจสฺส สตฺถุโน อนุโมทนํ กาเรตุกามา ปตฺตํ คณฺหิ. สตฺถา มธุรสฺสเรน อนุโมทนธมฺมกถํ อารภิ. อุปาสิกา ‘‘สาธุ, สาธู’’ติ สาธุการํ ททมานา ธมฺมํ สุณิ. อาชีวโกปิ ปจฺฉาคพฺเภ นิสินฺโนว ตสฺสา สาธุการํ ทตฺวา ธมฺมํ สุณนฺติยา สทฺทํ สุตฺวา สนฺธาเรตุํ นาสกฺขิ. ‘‘น อิทาเนสา มยฺห’’นฺติ นิกฺขมิตฺวา ‘‘นฏฺฐาสิ กาฬกณฺณิ, เอตสฺส เอวํ สกฺการํ กโรตี’’ติ นานปฺปกาเรน อุปาสิกญฺจ สตฺถารญฺจ อกฺโกสนฺโต ปลายิ. อุปาสิกา ตสฺส กถาย ลชฺชิตา อญฺญถตฺตํ คตํ จิตฺตํ เทสนานุสาเรน ญาณํ เปเสตุํ นาสกฺขิ. อถ นํ สตฺถา ‘‘กึ อุปาสิเก จิตฺตํ เทสนานุคตํ กาตุํ น สกฺโกสี’’ติ? ‘‘ภนฺเต, เอตสฺส เม กถาย จิตฺตํ อญฺญถตฺตํ อุปคต’’นฺติ. สตฺถา ‘‘เอวรูปสฺส วิสภาคชนสฺส กถิตํ กถํ นาม อาวชฺชิตุํ น วฏฺฏติ, เอวรูปํ อสมนฺนาหริตฺวา อตฺตโน กตากตเมว โอโลเกตุํ วฏฺฏตี’’ติ วตฺวา อิมํ คาถมาห –

๕๐. ‘‘น ปเรสํ วิโลมานิ, น ปเรสํ กตากตํ;

อตฺตโนว อเวกฺเขยฺย, กตานิ อกตานิ จา’’ติ.

ตตฺถ น ปเรสํ วิโลมานีติ ปเรสํ วิโลมานิ ผรุสานิ มมฺมจฺเฉทกวจนานิ น มนสิกาตพฺพานิ. น ปเรสํ กตากตนฺติ ‘‘อสุโก อุปาสโก อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน, นาปิสฺส เคเห กฏจฺฉุภิกฺขาทีนิ ทิยฺยนฺติ, น สลากภตฺตาทีนิ, น จีวราทิปจฺจยทานํ เอตสฺส อตฺถิ, ตถา อสุกา อุปาสิกา อสฺสทฺธา อปฺปสนฺนา, นาปิสฺสา เคเห กฏจฺฉุภิกฺขาทีนิ ทิยฺยนฺติ, น สลากภตฺตาทีนิ, น จีวราทิปจฺจยทานํ เอติสฺสา อตฺถิ, ตถา อสุโก ภิกฺขุ อสฺสทฺโธ อปฺปสนฺโน, นาปิ อุปชฺฌายวตฺตํ กโรติ, น อาจริยวตฺตํ, น อาคนฺตุกวตฺตํ, น คมิกวตฺตํ, น เจติยงฺคณวตฺตํ, น อุโปสถาคารวตฺตํ, น โภชนสาลาวตฺตํ, น ชนฺตาฆรวตฺตาทีนิ, นาปิสฺส กิญฺจิ ธุตงฺคํ อตฺถิ, น ภาวนารามตาย อุสฺสาหมตฺตมฺปี’’ติ เอวํ ปเรสํ กตากตํ นาม น โอโลเกตพฺพํ. อตฺตโนว อเวกฺเขยฺยาติ ‘‘กถํ ภูตสฺส เม รตฺตินฺทิวา วีติวตฺตนฺตีติ ปพฺพชิเตน อภิณฺหํ ปจฺจเวกฺขิตพฺพ’’นฺติ (อ. นิ. ๑๐.๔๘) อิมํ โอวาทํ อนุสฺสรนฺโต สทฺธาปพฺพชิโต กุลปุตฺโต ‘‘กึ นุ โข อหํ ‘อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา’ติ ติลกฺขณํ อาโรเปตฺวา โยเค กมฺมํ กาตุํ สกฺขึ, นาสกฺขิ’’นฺติ เอวํ อตฺตโน กตากตานิ โอโลเกยฺยาติ.

เทสนาวสาเน สา อุปาสิกา โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐิตา, เทสนา มหาชนสฺส สาตฺถิกา ชาตาติ.

ปาเวยฺยกาชีวกวตฺถุ ฉฏฺฐํ.