๓. สีลสุตฺตวณฺณนา

๒๑๓. ตติเย ทุสฺสีโลติ อสีโล นิสฺสีโล. สีลวิปนฺโนติ วิปนฺนสีโล ภินฺนสํวโร. ปมาทาธิกรณนฺติ ปมาทการณา. อิทญฺจ สุตฺตํ คหฏฺฐานํ วเสน อาคตํ, ปพฺพชิตานมฺปิ ปน ลพฺภเตว. คหฏฺโฐ หิ เยน เยน สิปฺปฏฺฐาเนน ชีวิกํ กปฺเปติ, ยทิ กสิยา, ยทิ วณิชฺชาย, ปาณาติปาตาทิวเสน ปมตฺโต ตํ ตํ ยถากาลํ สมฺปาเทตุํ น สกฺโกติ, อถสฺส มูลํ วินสฺสติ. มาฆาตกาเลปิ ปาณาติปาตํ อทินฺนาทานาทีนิ จ กโรนฺโต ทณฺฑวเสน มหตึ โภคชานึ นิคจฺฉติ. ปพฺพชิโต ทุสฺสีโล ปมาทการณา สีลโต พุทฺธวจนโต ฌานโต สตฺตอริยธนโต จ ชานึ นิคจฺฉติ. คหฏฺฐสฺส ‘‘อสุโก อสุกกุเล ชาโต ทุสฺสีโล ปาปธมฺโม ปริจฺจตฺตอิธโลกปรโลโก สลากภตฺตมตฺตมฺปิ น เทตี’’ติ จตุปริสมชฺเฌ ปาปโก กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ. ปพฺพชิตสฺส ‘‘อสุโก นาสกฺขิ สีลํ รกฺขิตุํ พุทฺธวจนํ คเหตุํ, เวชฺชกมฺมาทีหิ ชีวติ, ฉหิ อคารเวหิ สมนฺนาคโต’’ติ เอวํ อพฺภุคฺคจฺฉติ.

อวิสารโทติ คหฏฺโฐ ตาว ‘‘อวสฺสํ พหูนํ สนฺนิปาตฏฺฐาเน โกจิ มม กมฺมํ ชานิสฺสติ, อถ มํ นิคฺคณฺหิสฺสนฺติ วา, ราชกุลสฺส วา ทสฺสนฺตี’’ติ สภโย อุปสงฺกมติ. มงฺกุภูโต จ ปติตกฺขนฺโธ อโธมุโข องฺคุฏฺฐเกน ภูมึ กสนฺโต นิสีทติ, วิสารโท หุตฺวา กเถตุํ น สกฺโกติ. ปพฺพชิโตปิ ‘‘พหู ภิกฺขู สนฺนิปติตา, อวสฺสํ โกจิ มม กมฺมํ ชานิสฺสติ, อถ เม อุโปสถมฺปิ ปวารณมฺปิ ฐเปตฺวา สามญฺญา จาเวตฺวา นิกฺกฑฺฒิสฺสนฺตี’’ติ สภโย อุปสงฺกมติ, วิสารโท หุตฺวา กเถตุํ น สกฺโกติ. เอกจฺโจ ปน ทุสฺสีโลปิ ทปฺปิโต วิย จรติ, โสปิ อชฺฌาสเยน มงฺกุ โหติเยว.

สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรตีติ ตสฺส หิ มรณมญฺเจ นิปนฺนสฺส ทุสฺสีลกมฺมํ สมาทาย วตฺติตฏฺฐานํ อาปาถํ อาคจฺฉติ. โส อุมฺมีเลตฺวา อิธโลกํ ปสฺสติ, นิมฺมีเลตฺวา ปรโลกํ. ตสฺส จตฺตาโร อปายา อุปฏฺฐหนฺติ, สตฺติสเตน สีเส ปหริยมาโน วิย โหติ. โส ‘‘วาเรถ วาเรถา’’ติ วิรวนฺโต มรติ. เตน วุตฺตํ – ‘‘สมฺมูโฬฺห กาลํ กโรตี’’ติ. ปญฺจมปทํ อุตฺตานเมว. อานิสํสกถา วุตฺตวิปริยาเยน เวทิตพฺพา.