๑๐. คเวสีสุตฺตวณฺณนา

๑๘๐. ทสเม สิตํ ปาตฺวากาสีติ มหามคฺเคเนว คจฺฉนฺโต ตํ สาลวนํ โอโลเกตฺวา ‘‘อตฺถิ นุ โข อิมสฺมึ ฐาเน กิญฺจิ สุการณํ อุปฺปนฺนปุพฺพ’’นฺติ อทฺทส กสฺสปพุทฺธกาเล คเวสินา อุปาสเกน กตํ สุการณํ. อถสฺส เอตทโหสิ – ‘‘อิทํ สุการณํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส อปากฏํ ปฏิจฺฉนฺนํ, หนฺท นํ ภิกฺขุสงฺฆสฺส ปากฏํ กโรมี’’ติ มคฺคา โอกฺกมฺม อญฺญตรสฺมึ ปเทเส ฐิโตว สิตปาตุกมฺมํ อกาสิ, อคฺคคฺคทนฺเต ทสฺเสตฺวา มนฺทหสิตํ หสิ. ยถา หิ โลกิยมนุสฺสา อุทรํ ปหรนฺตา ‘‘กหํ กห’’นฺติ หสนฺติ, น เอวํ พุทฺธา. พุทฺธานํ ปน หสิตํ หฏฺฐปหฏฺฐาการมตฺตเมว โหติ.

หสิตญฺจ นาเมตํ เตรสหิ โสมนสฺสสหคตจิตฺเตหิ โหติ. ตตฺถ โลกิยมหาชโน อกุสลโต จตูหิ, กามาวจรกุสลโต จตูหีติ อฏฺฐหิ จิตฺเตหิ หสติ, เสขา อกุสลโต ทิฏฺฐิคตสมฺปยุตฺตานิ เทฺว อปเนตฺวา ฉหิ จิตฺเตหิ หสนฺติ, ขีณาสวา จตูหิ สเหตุกกิริยจิตฺเตหิ, เอเกน อเหตุกกิริยจิตฺเตนาติ ปญฺจหิ จิตฺเตหิ หสนฺติ. เตสุปิ พลวารมฺมเณ อาปาถมาคเต ทฺวีหิ ญาณสมฺปยุตฺตจิตฺเตหิ หสนฺติ, ทุพฺพลารมฺมเณ ทุเหตุกจิตฺตทฺวเยน จ อเหตุกจิตฺเตน จาติ ตีหิ จิตฺเตหิ หสนฺติ. อิมสฺมึ ปน ฐาเน กิริยาเหตุกมโนวิญฺญาณธาตุโสมนสฺสสหคตจิตฺตํ ภควโต ปหฏฺฐาการมตฺตหสิตํ อุปฺปาเทติ.

ตํ ปเนตํ หสิตํ เอวํ อปฺปมตฺตกมฺปิ เถรสฺส ปากฏํ อโหสิ. กถํ? ตถารูเป หิ กาเล ตถาคตสฺส จตูหิ ทาฐาหิ จาตุทฺทีปิกมหาเมฆมุขโต สโมสริตา วิชฺชุลตา วิย วิโรจมานา มหาตาลกฺขนฺธปฺปมาณา รสฺมิวฏฺฏิโย อุฏฺฐหิตฺวา ติกฺขตฺตุํ สิรวรํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ทาฐคฺเคสุเยว อนฺตรธายนฺติ. เตน สญฺญาเณน อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปจฺฉโต คจฺฉมาโนปิ สิตปาตุภาวํ ชานาติ.

อิทฺธนฺติ สมิทฺธํ. ผีตนฺติ อติสมิทฺธํ สพฺพปาลิผุลฺลํ วิย. อากิณฺณมนุสฺสนฺติ ชนสมากุลํ. สีเลสุ อปริปูรการีติ ปญฺจสุ สีเลสุ อสมตฺตการี. ปฏิเทสิตานีติ อุปาสกภาวํ ปฏิเทสิตานิ. สมาทปิตานีติ สรเณสุ ปติฏฺฐาปิตานีติ อตฺโถ. อิจฺเจตํ สมสมนฺติ อิติ เอตํ การณํ สพฺพาการโต สมภาเวเนว สมํ, น เอกเทเสน. นตฺถิ กิญฺจิ อติเรกนฺติ มยฺหํ อิเมหิ กิญฺจิ อติเรกํ นตฺถิ. หนฺทาติ ววสฺสคฺคตฺเถ นิปาโต. อติเรกายาติ วิเสสการณตฺถาย ปฏิปชฺชามีติ อตฺโถ. สีเลสุ ปริปูรการึ ธาเรถาติ ปญฺจสุ สีเลสุ สมตฺตการีติ ชานาถ. เอตฺตาวตา เตน ปญฺจ สีลานิ สมาทินฺนานิ นาม โหนฺติ. กิมงฺค ปน น มยนฺติ มยํ ปน เกเนว การเณน ปริปูรการิโน น ภวิสฺสาม. เสสเมตฺถ อุตฺตานเมวาติ.

อุปาสกวคฺโค ตติโย.